เมื่อััได้ถึงพลังปราณบนตัวเย่ฝานที่จางไป ไป๋อวิ๋นซีจึงหันไปมองเย่ฝานด้วยความเป็ห่วง “นายไม่เป็อะไรใช่ไหม”
เย่ฝานฝืนหัวเราะ “ไม่เป็ไร!”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว แล้วพูดด้วยความไม่พอใจ “เป็ก็บอกว่าเป็สิ ยังจะอวดเก่งอีก!”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “ฉันไม่เป็อะไรจริงๆ! ก็แค่พลังปราณถูกใช้ไปหมดเลยอ่อนแรงนิดหน่อยเท่านั้น ไอ้ตราประทับัมหากาฬนี่สูบพลังปราณมากเกินไปจริงๆ”
เย่ฝานดูตราประทับัมหากาฬพร้อมคิดในใจว่า ยังดีที่่นี้พลังความสามารถของตนเพิ่มสูงกว่าเดิมไม่น้อย ไม่เช่นนั้นหลังจากจู่โจมคู่ต่อสู้ไปเมื่อสักครู่ เขาคงล้มทั้งยืน ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ คงน่าขายหน้าแน่ๆ!
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “นายก็มุทะลุเกินไปจริงๆ ในสุสานยังมีผีดิบตัวอื่นอีก แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้?
“ในสุสานไม่มีผีดิบแล้ว พวกที่เคลื่อนไหวได้นะไม่เหลือแล้ว เหลือแต่ที่เคลื่อนไหวไม่ได้” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีตกตะลึงไปชั่วครู่ แล้วถามว่า “จริงเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่”
เย่ฝานร่ายคาถาหนึ่งบทเพื่อเก็บตราประทับัมหากาฬ ขนาดของตราประทับหดเล็กลงเท่าฝ่ามือ ร่างผีดิบที่ตายอยู่เบื้องล่างตราประทับ ชิ้นเนื้อและเืสาดกระจาย เป็ภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
เย่ฝานย่อตัวลงนั่งยอง แล้วหยิบหยกซึ่งอยู่ที่คอของผีดิบขึ้นมา
ไป๋อวิ๋นซีเห็นเย่ฝานหยิบหยกขึ้นมา จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจ “น่าแปลกจริงๆ ทั้งที่รับการจู่โจมที่รุนแรง ทว่าหยกกลับไม่เป็อะไรเลย”
“หยกชิ้นนี้รวบรวมพลังจันทราเอาไว้ได้ เป็ของดีที่สามารถทำให้การฝึกฝนคืบหน้าอย่างรวดเร็ว อวิ๋นซี นายเก็บของชิ้นนี้ไว้กับตัวเถอะ”
ไป๋อวิ๋นซีเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วพูดอย่างรังเกียจ “สกปรกจะตาย”
เย่ฝานเก็บหยกไว้กับตัว แล้วพูดด้วยความประหม่า “งั้นฉันล้างให้สะอาดก่อนแล้วค่อยมอบให้นายนะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“พวกเราได้ของมาแล้ว งั้นกลับกันเถอะ” เย่ฝานเอ่ยชวน
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้ารับคำ พร้อมตอบว่า “ได้”
ทั้งสองเดินไปได้ครึ่งทาง เย่ฝานก็หยุดเดินแล้วมองไป๋อวิ๋นซี ก่อนพูดอย่างลำบากใจว่า “ตอนนี้พลังปราณของฉันไม่สมบูรณ์ เลยไม่สามารถแบกนายไว้ด้านหลังได้”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “ไม่เป็ไร แต่นายต้องเดินเองนะ อย่าหวังว่าฉันจะแบกนาย นายตัวหนักขนาดนั้น!”
เย่ฝานพูดด้วยความประหม่า “ฉันเดินเองได้น่า อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ตัวหนักขนาดนั้นด้วย!”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะด้วยความเ็า แล้วพูดว่า “กินเยอะขนาดนั้น ตัวจะไม่หนักได้ยังไง?”
เย่ฝาน “…”
……...................................
“นายบอกว่าผีดิบในสุสานโบราณตายหมดแล้ว มันเป็ความจริงเหรอ!” ไป๋อวิ๋นซีซักถาม ขณะเดินข้างกายของเย่ฝาน
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ใช่ น่าจะถูกผีดิบร่างกายกำยำนั่นฆ่าตาย ฉันเดาว่าผีดิบตนนั้นตอนมีชีวิตอยู่อาจเป็แม่ทัพหรืออะไรสักอย่าง แล้วถูกองค์หญิงนั่นบังคับให้เป็พระสวามี”
“บางทีเขาอาจจะรักองค์หญิง และอิจฉาพระสวามีคนอื่นๆ ขององค์หญิงก็เป็ได้” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความสงสัย “ไม่น่าเป็ไปได้นะ ชายชาติทหารอย่างเขาจะมีรสนิยมแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ!”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “เื่ของความรู้สึก มันคาดเดาได้ยากนะ!”
พระสวามีขององค์หญิงส่วนมากจะเป็หนุ่มน้อยรูปงาม มีเพียงผีดิบตนนั้นที่มีร่างกายกำยำราวกับหมีั์ ที่องค์หญิงเลือกแม่ทัพคนนี้มาเป็พระสวามี อาจเป็เพราะอยากลิ้มลองความแปลกใหม่น่าตื่นเต้นดูก็ได้ แต่แม่ทัพคนนั้นกลับถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
แม่ทัพคนนั้นรักองค์หญิงด้วยใจจริง แต่องค์หญิงน่าจะรักชายหนุ่มรูปงามมากกว่า
……......................................
เฉินเอี๋ยนเพิ่งจะเขียนรายงานคดีเกี่ยวกับนักเผยแผ่ศาสนาเ่าั้เสร็จ ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า มีคนวางะเิสุสานโบราณเพื่อปล้นของในนั้น
เฉินเอี๋ยนจึงจำเป็ต้องเดินทางไปยังสุสานโบราณขององค์หญิงผีดิบอย่างเร่งรีบ
“ลูกพี่ครับ ที่เกิดเหตุคือสุสานของผีดิบครับ! คราวก่อนคนของสำนักเหมาซานเคยมาสำรวจแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สามารถจัดการกับตัวประหลาดในสุสานได้ จึงจำเป็ต้องปิดตายสุสานไว้ก่อน ไม่รู้ว่าพวกโจรสมองกลวงกลุ่มไหนกล้าลงมือทำลายยันต์สะกดิญญาของสำนักเหมาซานจนเสียหายแบบนี้” หูหลินกล่าวอย่างเป็เดือดเป็แค้น
เฉินเอี๋ยนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “ยังดีที่ไม่เกิดเื่ราวใหญ่โต”
“ก็ใช่น่ะสิครับ! หากพวกผีดิบลงเขาไปรุกรานชาวบ้านอีก ก็คงลำบากแน่ๆ” ยุคสมัยนี้ที่ไหนก็มีอินเทอร์เน็ต หากข่าวนี้เล็ดลอดไป คงเกิดความโกลาหลขึ้นในสังคมเป็แน่!
เฉินเอี๋ยนมองไปยังปากทางเข้าสุสานพลางขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้รัฐบาลส่งเ้าหน้าที่มายังสุสานโบราณแห่งนี้หลายครั้ง แต่คนเ่าั้กลับไม่ได้ของวิเศษติดไม้ติดมือกลับไปเลย แล้วแต่ละครั้งที่มาก็จะมีคนตายไม่น้อย เฉินเอี๋ยนเองก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไรมากกว่านี้
“ลูกพี่ครับ ข้างในสุสานจะยังมีผีดิบหลงเหลืออยู่ไหมครับ!”
เฉินเอี๋ยนขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “น่าจะยังมีหลงเหลืออยู่ ฉันจะรายงานเบื้องบน เพื่อเชิญนักพรตของสำนักเหมาซานให้มาจัดการจะดีกว่า”
หูหลินพยักหน้า แล้วพูดว่า “ใช่ๆๆ เื่แบบนี้ผมว่าน่าจะตามคนของหน่วยปฏิบัติภารกิจพิเศษมาดำเนินการต่อ น่าจะดีกว่านะครับ”
…………………………………………
เย่ฝานนอนอยู่บนเตียงของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง เขาพักผ่อนอยู่ในนั้นหลายวัน
ตอนที่เย่ฝานใช้ตราประทับัมหากาฬจัดการกับผีดิบ พลังปราณของเขาถูกบั่นทอนไปเกือบหมด ตอนนั้นเขายังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ของร่างกาย แต่หลังจากนั้นกลับปวดระบมไปทั้งตัวจนแทบลุกไม่ขึ้น
“นายดีขึ้นบ้างหรือยังล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบว่า “ดีขึ้นมากแล้ว”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี แล้วพูดอ้อน “นายบีบนวดให้ฉันหน่อยสิ!”
“เื่มากจริงๆ” แม้ไป๋อวิ๋นซีจะทำหน้าไม่ชอบใจนัก แต่เขาก็นั่งข้างกายเย่ฝาน แล้วใช้นิ้วกลางแตะขมับทั้งสองข้าง และนวดขมับให้อีกฝ่าย
เย่ฝานหลับตาส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความผ่อนคลาย
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วกำชับด้วยท่าทางดุดัน “เวลาทำอะไรก็อย่าหุนหันพลันแล่นนักจะได้ไหม สภาพของนายเมื่อหลายวันก่อนเหมือนพวกขี้ยาที่เสพยาเกินขนาดเลย”
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ “อวิ๋นซี นายนี่เหลือเกินจริงๆ ฉันไม่สบายอยู่นะ! นายเอาแต่ซ้ำเติมอยู่ได้! นายนี่ไม่รักฉันเลยสักนิด”
ไป๋อวิ๋นซีเปล่งเสียงขึ้นจมูก แล้วพูดว่า “สมน้ำหน้า”
เย่ฝานลุกจากเตียง “ตอนนี้ฉันหายดีแล้ว พวกเราไปกินบุฟเฟ่ต์กันไหม”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “ก็ได้ ถ้าลูกค้าในร้านบุฟเฟ่ต์กินจุเหมือนนายหมด เถ้าแก่ร้านคงล้มละลายแน่ๆ”
“วางใจเถอะ เถ้าแก่ร้านบุฟเฟ่ต์ล้มละลายไปเพียงร้านเดียว ก็ยังเหลือร้านบุฟเฟ่ต์อีกนับร้อย”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซียังไม่ทันจะไปกินบุฟเฟ่ต์ เฉินเอี๋ยนและเ้าหน้าที่อีกหลายนาย ก็มาขอพบพวกเขาเสียก่อน
……........................................
หลายวันมานี้เฉินเอี๋ยนยุ่งอยู่กับเื่ที่ทำให้หัวหมุน คดีนักเผยแผ่ศาสนาต่างชาติและคดีผีดิบในสุสานโบราณ ทำให้เขามืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มสืบจากตรงไหน หนำซ้ำเบื้องบนยังสั่งให้เข้าไปสืบคดีในหมู่บ้านฮว๋ายอีก
หมู่บ้านฮว๋ายเป็หมู่บ้านเล็ก แต่กลับมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย อีกอย่าง หมู่บ้านแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะมีสิ่งผิดปกติหลายอย่าง
“เ้าหน้าที่เฉินมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เฉินเอี๋ยนพยักหน้า “มีเื่ที่อยากจะขอคำชี้แนะจากคุณชายไป๋นิดหน่อยน่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย “เบื้องบนสั่งให้สอบสวนผมหรือครับ?”
่นี้เย่ฝานได้ของดีมาหลายอย่าง เบื้องบนจึงอิจฉาตาร้อนหรือไง?
เฉินเอี๋ยนส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ คุณชายไป๋ก็พูดเล่นไป ผมเพียงมีเื่อยากจะขอคำชี้แนะเท่านั้น”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า แล้วเอ่ยว่า “ได้ครับ ถามมาได้เลย”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี แล้วพูดถามอย่างไม่พอใจ “อวิ๋นซี แล้วพวกเราจะไปกินข้าวกันเมื่อไร! ”
ไป๋อวิ๋นซีโยนนมเปรี้ยวแพ็คหนึ่งให้เย่ฝาน “ดื่มนี่รองท้องไปก่อน”
เย่ฝานบ่นพึมพำ “มันกินไม่อิ่มนี่” พอถูกไป๋อวิ๋นซีถลึงตาใส่ เขาจึงยอมสงบลง
“คุณชายไป๋ ไม่ต้องไปทำงานที่บริษัทหรือครับ?” เฉินเอี๋ยนถามด้วยความประหลาดใจ
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า “งานของผมโอนให้พี่ใหญ่ไปหมดแล้วครับ” เดิมทีคนบ้านตระกูลไป๋ต่างกังวลว่าไป๋อวิ๋นซีจะมีชีวิตอยู่ถึงปีที่ยี่สิบเท่านั้น จึงไม่กล้ามอบหมายงานให้เขาทำมากมาย ดังนั้นเมื่อเขาสะสางงานในความรับผิดชอบจนเสร็จ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง
“อย่างนั้นหรือครับ!” เฉินเอี๋ยนพยักหน้า แล้วมองเย่ฝานด้วยท่าทีเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง
ไป๋อวิ๋นซีมองเฉินเอี๋ยน ย่นคิ้วเข้าหากันและเอ่ยว่า “คุณเฉิน พวกเรามาคุยธุระกันดีกว่าครับ”
เฉินเอี๋ยนพยักหน้า “คุณชายไป๋ เมื่อหลายวันก่อน คุณไปที่หมู่บ้านฮว๋ายมาใช่ไหมครับ?”
ไปอวิ๋นซีพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่ครับ เกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านฮว๋ายหรือครับ?” พอออกมาจากหมู่บ้านนั้น ไป๋อวิ๋นซีก็ไม่ได้ติดตามข่าวของที่นั่นอีกเลย
“หลายวันก่อนมีทายาทเศรษฐีสองคนตายที่หมู่บ้านฮว๋าย ปรากฏว่าพ่อแม่ของผู้ตายทั้งสองไม่ยอมรับคำตัดสินของคดีนี้ พวกเขาจึงตามสืบหามือสังหารอย่างไม่ลดละ...”
ทายาทเศรษฐีสองคนนั้นถูกกลุ่มผู้เผยแผ่ศาสนาต่างชาติสังหาร เื่นี้จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้ เบื้องบนจึงสั่งให้ตำรวจเบี่ยงเบนความสนใจของคนจากสองตระกูลนั่น แต่สุดท้ายพ่อแม่ของผู้ตายกลับสืบจนรู้เื่ที่เป็ความลับของหมู่บ้านฮว๋ายมากมาย
พ่อแม่ของพวกเขาจึงแน่ใจว่าการตายของลูกชายต้องเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านฮว๋ายแน่นอน พวกเขาคาดว่าลูกชายคงจะไปรู้เื่สกปรกของหมู่บ้านฮว๋ายเข้า ถึงถูกฆ่าปิดปาก เบื้องบนพอใจที่ผลออกมาเป็อย่างนี้ จึงปล่อยให้พ่อแม่ของผู้ตายเข้าใจผิดแบบนั้นต่อไป
“เนื่องจากมีคนร้องเรียน เบื้องบนจึงสั่งให้จัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษ เพื่อสืบคดีของหมู่บ้านฮว๋ายโดยเฉพาะ ในหมู่บ้านฮว๋ายมีคนกระทำผิดกฎหมายไม่น้อย เกรงว่าคนเ่าั้อาจต้องโทษจำคุก แต่ในหมู่บ้านฮว๋ายก็ยังมีสิ่งผิดปกติหลายอย่าง”
เย่ฝานกระดกขวดนมเปรี้ยวดื่มสองสามอึกจนหมด แล้วถามว่า “ใช่ มันมีบางอย่างแปลกๆ”
“เบื้องบนได้เชิญนักพรตไปสำรวจทะเลสาบกระชากิญญา สุดท้ายปรากฏว่า นักพรตที่เชิญมาคนนั้นยังไม่ทันได้ทำพิธี กลับวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วหัวเราะ “ใจนวิ่งหนีไป เ้านักพรตคนนี้ช่างขี้ขลาดจริงๆ”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วยิ้มให้เฉินเอี๋ยน “เ้าหน้าที่เฉิน อย่าไปสนใจเขาเลย”
เย่ฝานบ่นพึมพำอย่างเซ็งๆ “ก็ฉันพูดผิดซะที่ไหนกัน! ก็เ้าหมอนั่นขี้ขลาดจริงๆ”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน แล้วดุเย่ฝานว่า “หุบปาก”
“เมื่อสองวันก่อนหมู่บ้านฮว๋ายเกิดแผ่นดินไหวขึ้น!” เฉินเอี๋ยนเล่า
เย่ฝานกะพริบตาแล้วถามด้วยความตกตะลึง “แผ่นดินไหว ทำไมถึงเกิดแผ่นดินไหวได้?”
ครั้งก่อนที่เข้าไปในหมู่บ้านฮว๋าย เขาไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติในหมู่บ้านฮว๋ายมากนัก ถ้าหมู่บ้านฮว๋ายใช้ศาลเ้าสะกดปีศาจไว้จริงๆ ปีศาจนั่นคงจะอ่อนแอมาก ไม่น่ามีฤทธิ์ขนาดทำให้แผ่นดินไหวได้
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย “หรือว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับศาลเ้าทั้งสามแห่ง?”
เฉินเอี๋ยนมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความประหลาดใจพลางถาม “คุณชายไป๋ คุณรู้ด้วยหรือครับว่าหมู่บ้านฮว๋ายมีศาลเ้าสามแห่ง”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า “คราวก่อนที่เข้าไปในหมู่บ้านฮว๋าย พวกเราไปที่ศาลเ้าทั้งสามแห่ง พบว่าศาลเ้าทั้งสามมีความลี้ลับอยู่ไม่น้อยและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ครั้งก่อนที่ไปพบศาสตราจารย์หลี่ ก็ได้ฟังท่านพูดถึงเื่นี้ด้วย”
“เดิมทีมีทายาทเศรษฐีจากประเทศเอ็มอยากไปลงทุนธุรกิจที่นั่น ผู้ใหญ่ในพื้นที่จึงแนะนำให้เขาไปลงทุนที่หมู่บ้านฮว๋าย แต่หลังจากที่ทายาทเศรษฐีคนนั้นได้สำรวจและสืบที่มาที่ไปของหลายๆ เื่ เขาก็รู้สึกว่าที่นั่นไม่เหมาะสม จึงถอนตัวออกมา คนในหมู่บ้านเห็นว่าทายาทเศรษฐีเปลี่ยนใจไม่ลงทุน ทำให้โอกาสสร้างรายได้ของพวกเขาหายไป แต่ละคนจึงไม่พอใจเป็อย่างมาก”
“จากนั้นไม่นาน มีชาวบ้านในหมู่บ้านฮว๋ายบังเอิญไปเห็นคนขายอิฐโบราณในตลาดขายของเก่า ซึ่งขายในราคาสูงมาก จึงมีชาวบ้านคนหนึ่งเสนอให้นำอิฐในศาลเ้าไปขายเป็อิฐโบราณบ้าง”
“ศาลเ้าทั้งสามแห่ง ขาดการบูรณะซ่อมแซมมานานหลายปี ไม่มีคนเข้าไปจุดธูปกราบไหว้ ชาวบ้านจึงเห็นด้วยให้รื้อศาลเ้าทั้งสามแห่งเสีย”
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าก่อนพูดว่า “ขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ!”
เฉินเอี๋ยนมองไป๋อวิ๋นซี แล้วซักถามว่า “คุณชายไป๋ ศาลเ้าทั้งสามแห่งนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ศาลเ้าเ่าั้สร้างไว้เพื่อสะกดิญญาครับ” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานลูบคางตนเองพลางคิดในใจว่า เดิมทีศาลเ้าทั้งสามสร้างขึ้นเพื่อใช้สะกดปีศาจร้าย ต่อมาก็มีผลในการสะกดิญญาในทะเลสาบด้วย เย่ฝานคาดว่าปีศาจที่อยู่ใต้พื้นพิภพของหมู่บ้านฮว๋าย ผ่านเวลามาหลายพันปีแล้ว ฤทธิ์ของมันก็คงอ่อนแอลงไปตามกาลเวลา ทว่าิญญาพยาบาทในทะเลสาบกลับมีฤทธิ์เหมือนพระอาทิตย์ที่อยู่กลางท้องฟ้า
ิญญาร้ายเพียงดวงเดียว ไม่น่ากลัวเท่าิญญาพยาบาทในทะเลสาบกระชากิญญา ซึ่งมีเป็ร้อยๆ ดวงหรอก
