เพื่อที่จะเลี่ยงฉินซี เจี่ยงถิงเฟิงจึงไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก จนกระทั่งเลิกงานเลี้ยง ผู้ช่วยของสวี่เทาก็ขับรถมา สวี่เทาเดินออกมาจากโรงแรมพร้อมกับฉินซี “ฉันจะไปส่ง ขึ้นรถสิ” สวี่เทาไม่เหลือหนทางให้ฉินซีปฏิเสธ
อย่างไรก็เป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว แถมยังใกล้จะเข้า่ฤดูหนาวด้วย ตอนนี้คงหารถไม่ได้ง่ายๆ แน่ ดังนั้นฉินซีจึงขึ้นรถมากับสวี่เทา
ผู้ช่วยขับรถอยู่ด้านหน้า สวี่เทายกกระดานพับขึ้น ก่อนจะถูมือไปมาและกดเสียงลงพูด “ยังจำภาพยนตร์ที่ฉันเคยบอกก่อนหน้านี้ได้ไหม? เพื่อนของฉันคนนั้นน่ะ”
แน่นอนว่าฉินซีไม่มีทางลืม ภาพยนตร์เื่นั้นถือเป็ผู้บุกเบิกเส้นทางของภาพยนตร์ตลกเลยนะ!
“ผู้กำกับสวี่ ครั้งก่อนผมเคยพูดไปแล้ว ผมกับคุณเฉินไม่ได้สนิทอะไรกันจริงๆ ครับ เื่นี้ผมพูดไม่ได้จริงๆ” ฉินซียังคงพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ของเขากับเฉินเจวี๋ยในตอนนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด เขาจึงยิ่งไม่อยากขอความช่วยเหลืออะไรจากเฉินเจวี๋ยเข้าไปอีก เนื่องจากมันจะทำให้เขารู้สึกเหมือนกับกำลังทำธุรกิจอย่างในชาติก่อน
รอยยิ้มบนใบหน้าของสวี่เทานิ่งแข็งไป แต่ว่ายังคงพูดต่อ “ถ้าแบบนั้น... ถ้าช่วยแนะนำคุณเฉินให้หน่อยก็คงพอได้ใช่ไหม?”
ฉินซีคิดอยู่หลายวินาที “เื่นี้ไม่มีปัญหาครับ” สวี่เทาดูแลเขาเป็อย่างดี การมอบน้ำใจนี้ให้สักหน่อยย่อมไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่ในตอนนี้ฉินซีกลับลืมคิดไปว่า หากสามารถติดต่อกับเฉินเจวี๋ยได้ ก็ถือเป็เื่ที่ผู้คนมากมายใฝ่หาแต่ไม่มีวันได้รับแล้ว
สวี่เทาถอนหายใจ ในที่สุดรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลง “จะไม่ปิดบังนายนะ ความจริงที่กองถ่ายของเพื่อนฉันมีปัญหานิดหน่อย มักจะถูกคนสร้างปัญหาให้ตลอด แถมเงินทุนก็ยังไม่พอ นักแสดงก็ยังหาได้ไม่ครบ ตอนนี้บทก็ค้างอยู่ตรงนั้น แต่เพื่อนคนนี้กล้ากว่าฉันมาก ถ้าเขา้าถ่าย ยังไงก็ต้องถ่ายต่อไป ไม่ว่าจะล้มลงเจ็บแค่ไหน เขาก็จะยืนหยัดทำความฝันของตัวเองให้เป็จริง” สวี่เทาเงียบไปหลายวินาที “เื่นี้ ฉันเทียบเขาไม่ได้เลย”
ฉินซีรู้ว่าสวี่เทาเปลี่ยนมาทำละครประโลมโลกระหว่างทาง ถึงได้มีตำแหน่งและเงินทองอย่างตอนนี้ เขาเองก็อดรู้สึกจุกอกขึ้นมาไม่ได้ การที่คนเราจะสามารถยืนหยัดจิตใจต่อไปให้ได้ถือเป็เื่ยากเื่หนึ่ง
สวี่เทาพาฉินซีมาส่งที่ใต้อพาร์ตเมนต์ สุดท้ายตอนที่ฉินซีลงจากรถมา สวี่เทาก็อดพูดขึ้นไม่ได้ “ฉินซี นายลองไปออดิชั่นที่กองถ่ายสักบทสิ” สวี่เทาพูดเสริมขึ้นอีก “รู้สึกเหมือนจะรบกวนนายตลอดเลย”
“ครับ รบกวนผู้กำกับสวี่ส่งเวลา และสถานที่มาให้ผมหน่อยนะครับ ผมต้องไปแน่” ฉินซีไม่มีทางปฏิเสธ การอยู่ภายในวงการบันเทิงไม่จำเป็ต้องเล่นตัวขนาดนั้น
และโอกาสแบบนี้ หากสามารถคว้าเอาไว้ได้ก็ควรคว้าไว้ เพราะฉินซีเคยดูภาพยนตร์เื่นี้ในชาติก่อนมาแล้ว จึงมีความประทับใจคร่าวๆ ต่อตัวละครในภาพยนตร์อยู่ พอจะรู้แล้วว่าตัวเองเหมาะกับบทบาทไหน เขารับบทตัวละครหลักไม่ไหว แต่สามารถเล่นบทตัวประกอบที่โดดเด่นได้ ถ้าตัวประกอบสามารถโดดเด่นขึ้นมาได้ ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างกัน
เมื่อขึ้นมาชั้นบน ก็พบว่าเฉินเจวี๋ยนั่งอยู่ในบ้านก่อนแล้ว
“ทำไมกลับมาช้ากว่าฉันล่ะ?” เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เฉินเจวี๋ยก็ส่งเสียงถาม
คำถามนี้ทำให้ทั้งสองนิ่งไป หลังจากที่พ่อกับแม่หย่ากัน ฉินซีก็ไม่ได้ถูกคนในบ้านทักทายแบบนี้มานานแล้ว ส่วนเฉินเจวี๋ยก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำตัวเหมือนเด็กสาวที่เป็แม่บ้านในนิยายรักหวานแหววแบบนี้
ความรู้สึกแบบนี้มันประหลาดเกินไปแล้ว… ฉินซีและเฉินเจวี๋ยคิดขึ้นพร้อมกัน
“ตอนนี้ไม่ใช่ว่าคุณเฉินตัองอยู่ที่งานเลี้ยงทานข้าวเหรอครับ?” ฉินซีส่งเสียงถามกลับ
“แค่เชิญฉันไปได้ก็ถือเป็เกียรติของพวกเขาแล้ว ยังจะต้องให้ฉันอยู่ร่วมงานจนจบอีกเหรอ?” เฉินเจวี๋ยพูดเรียบๆ นิ้วมือขาวเรียวพลิกหนังสือช้าๆ เมื่อฉินซีเห็นการกระทำของเขาก็รีบเดินเข้าไป รอจนเห็นว่าในมือของเขาถือหนังสือนิยายกำลังภายใน ก็ถอนหายใจด้วยความสบายใจ
“คุณเฉินสนใจนิยายกำลังภายในเหรอครับ?” ฉินซีเพียงหาเื่ขึ้นมาพูดเพื่อขจัดบรรยากาศน่าอึดอัดเหล่านี้
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า “หนังสือเล่มนี้ไม่เลวเลย ว่าจะคิดเื่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำละครน่ะ”
ฉินซีขยับเข้าไปด้านหน้าด้วยความประหลาดใจ ผลก็คือพอขยับเข้าไปใกล้แล้ว เขาก็ต้องนิ่งไป สายตาของเฉินเจวี๋ยเฉียบคมเกินไปแล้ว!
นี่ไม่ใช่เื่ [คุนหลุน] ของเฟิ่งเกอเหรอ?
ต้องบอกว่า เมื่อชาติก่อนหนังสือเล่มนี้ถูกนำไปทำเป็ละครโทรทัศน์จริง ไม่เพียงเท่านั้น เพราะเดิมทีตัวต้นฉบับก็มีแฟนคลับจำนวนมากอยู่แล้ว ยิ่งต่อมาการจัดทำดีเยี่ยม บทบาทตัวละครก็เด่นชัด ทักษะของนักแสดงก็เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม ดังนั้นจึงได้รับการชื่นชมมากมาย ทั้งยังถูกชมเชยให้เป็ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของกำลังภายในใหม่ๆ เลย
“ทำไมนิ่งไปล่ะ?” เฉินเจวี๋ยเงยหน้ามองเขา ก่อนจะใช้หนังสือเคาะหัวของเขาเบาๆ
ฉินซีรู้สึกรับการกระทำที่ค่อนข้างสนิทสนมแบบนี้ไม่ได้นัก จึงรีบถอยหลังออกมา ก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเล “ผมก็คิดว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เลวเหมือนกัน ถ้าคุณเฉินซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทำจะต้องดังแน่ๆ ครับ”
เฉินเจวี๋ยเหม่อมองอากาศตรงหน้าด้วยความนิ่งเฉย เมื่อสักครู่ฉินซีเคลื่อนตัวถอยออกไปจากตรงนั้น
ฉินซีถูกสายตานิ่งเฉยของอีกฝ่ายทำเอาใจนสันหลังเย็นวาบ เขาจับมือของตัวเองไว้ ก่อนบอกกับตัวเองว่า ที่เขาปฏิเสธเฉินเจวี๋ยไปเป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว นิสัยของเฉินเจวี๋ยเข้าใจยากเกินไป มันเข้าใจยากถึงขนาดที่สามารถบอกได้ว่า นิ่งลึกเสียยิ่งกว่าจี่อวี้เซวียนเสียอีก แล้วแบบนี้เขาจะสามารถอยู่ข้างอีกฝ่ายได้อย่างไร?
เขาเคยได้รับาเ็มาก่อน ทั้งยังาเ็สาหัสจนต้องแลกด้วยชีวิต เขารู้ว่าตัวเองระแวงเื่นี้จนถึงขั้นไม่กล้าแตะต้อง แต่ว่า... เป็อย่างนี้ก็ดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องสูญเสียชีวิตของตัวเองไป อีกทั้งชาตินี้เขาก็ต้องแก้แค้น
เฉินเจวี๋ยละสายตากลับมา “อืม ฉันจะให้คนเข้าไปคุยเื่ลิขสิทธิ์”
ฉินซีรีบหมุนตัวเข้าไปในห้อง “ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ บนตัวมีแต่กลิ่นแอลกอฮอล์”
“นายดื่มแอลกอฮอล์เหรอ?” น้ำเสียงของเฉินเจวี๋ยดังขึ้นจากด้านหลังน้อยๆ หากไม่สังเกตก็อาจถูกมองข้ามไปได้
“ครับ” ฉินซีหอบเสื้อผ้าและผ้าขนหนูเข้าไปในห้องน้ำ
เฉินเจวี๋ยดมปลายนิ้วของตัวเอง ราวกับมันยังคงเหลือกลิ่นสุราบนตัวของฉินซีอยู่ แต่เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันไม่ได้เหม็นเลยสักนิด บางทีอาจเป็เพราะตัวเองถูกใจอีกฝ่าย ก็เลยรู้สึกว่าั้แ่หัวจรดปลายเท้าของคนคนหนึ่งเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบและถูกใจตัวเอง เมื่อคิดขึ้นได้แบบนี้ เฉินเจวี๋ยก็หัวเราะเย้ยหยันในใจ น่าเสียดายที่เอาตัวคนแบบนี้มาไว้ในมือไม่ได้เสียที
ฉินซีชำระกลิ่นบนตัวจนเกลี้ยง กลิ่นหอมเลม่อนจากครีมอาบน้ำห้อมล้อมตัวเขา คืนนี้เขาไม่ได้ดื่มเข้าไปมากนัก แต่ก็มีอาการมึนหัวจริงๆ ดังนั้นตอนที่ออกมาจากห้องน้ำ เขาก็สวมเพียงเสื้อกล้ามตัวโคร่ง ส่วนด้านล่างก็สวมเพียงกางเกงบ๊อกเซอร์
เฉินเจวี๋ยนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น อาศัยแสงไฟสว่างพิจารณาเรือนร่างของฉินซี
ฉินซีรู้สึกหนาวเล็กน้อย เขาจึงหดคอลง เฉินเจวี๋ยลุกขึ้นเอาเสื้อคลุมปิดลงบนตัวของเขา “ไปนอน”
“ครับ” ฉินซีตอบกลับ จากนั้นก็ถูกเฉินเจวี๋ยพาเข้าไปในห้องนอนด้วยความมึนงง หลังจากนั้นทั้งสองก็นอนอยู่ในผ้าห่มทั้งแบบนั้น ร่างกายของเฉินเจวี๋ยไม่อบอุ่นเลยสักนิด มันเย็นเฉียบราวกับหยก แต่ฉินซีรู้สึกว่าในท้องของตัวเองมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ แอลกอฮอล์เริ่มจะกัดกระเพาะของเขาแล้ว ในตอนนั้นเขาทรมานเป็อย่างมาก จึงอดพลิกตัวเข้าไปกอดเฉินเจวี๋ยไม่ได้ เขาออกแรงโถมตัวเข้าไปกอดรัดอีกฝ่ายไว้ ฉินซีลืมไปแล้วว่าตอนนี้ตัวเองทำอะไรอยู่ ลืมไปแม้แต่ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือคนที่เขากอดอยู่คือใคร
เฉินเจวี๋ยไม่ชอบให้คนอื่นเข้าใกล้ ตอนที่ฉินซีขยับเข้ามาแรกๆ เขาก็ยังยื่นมือออกไปดันตัวอีกฝ่าย แต่เมื่อยื่นมือออกไปได้เพียงครึ่งเดียว สุดท้ายก็หยุดลง ดังนั้นฉินซีจึงสามารถเข้ามานอนในอ้อมอกของเขาได้อย่างราบรื่น แต่ใครจะรู้ว่าพอถึงกลางดึก อยู่ๆ ฉินซีก็กดหัวลงบนอกของเฉินเจวี๋ย และใช้แรงดันตัวลุกขึ้นมาเดินโซเซเข้าไปอ้วกในห้องน้ำไม่หยุด
เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็เป็คนที่มีความระมัดระวังสูงอยู่แล้ว จึงตื่นขึ้นมาทันที เขาสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะรีบโทรศัพท์เข้าไปหาผู้ช่วยของตัวเอง “ไปจัดการลงทะเบียนที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ฉินซีดื่มมากเกินไปคิดว่าตอนนี้น่าจะเคืองกระเพาะอาหาร”
เมื่อผู้ช่วยได้รับคำสั่ง ก็ออกไปพร้อมกับส่งรถมารับพวกเฉินเจวี๋ย
ในตอนที่เฉินเจวี๋ยเข้าไปในห้องน้ำ ฉินซีกำลังกอดโถส้วมอยู่ เฉินเจวี๋ยมีอาการของโรคกลัวความสกปรก[1] อยู่เล็กน้อย จึงอดขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้ แต่เมื่อคิดไปถึงว่าตอนนี้มีพวกเขาอยู่แค่สองคน เฉินเจวี๋ยก็ทำได้เพียงพยุงฉินซีขึ้นมา แม้เฉินเจวี๋ยจะดูไม่มีกล้ามเนื้อมากนัก แต่กำลังของเขาซ่อนอยู่ภายในเนื้อกระดูก เพียงเขาออกแรงน้อยๆ ก็ยกตัวฉินซีขึ้นมาได้แล้ว และพอยกขึ้นมา เฉินเจวี๋ยก็ต้องขมวดคิ้ว ทำไมถึงตัวเบาขนาดนี้นะ?
เขาพาอีกฝ่ายขึ้นรถไป จากนั้นก็ไปโรงพยาบาลเป็เพื่อนฉินซี
ผู้ช่วยมารออยู่ที่โรงพยาบาลก่อนแล้ว พอพวกเขามาถึงก็ถูกส่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฉินเจวี๋ยก็มานั่งรออยู่บนม้านั่งยาวด้านนอก หมอและพยาบาลที่กำลังเข้าเวรต่างอดมองพิจารณาเขาไม่ได้ คนที่ดูสูงส่งขนาดนี้ ทำไมถึงมานั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวของโรงพยาบาลกลางดึกได้? ใครกันที่มีเกียรติได้รับการรอคอยจากผู้ชายแบบนี้?
ผู้ช่วยไม่อาจทนได้อีก เขาก้มตัวลงถาม “เ้านาย คุณทำแบบนี้กับเขา มันไม่ดีเกินไปหน่อยเหรอครับ?”
“ดีเหรอ?” เฉินเจวี๋ยยกมือขึ้นมา เขามองไปยังฝ่ามือของตัวเอง นั่นเป็สองมือที่ถูกดูแลมาเป็อย่างดี นอกจากเซ็นเอกสาร จับปืน ถือมีด และอุปกรณ์ทานอาหาร ดูเหมือนว่าจะไม่เคยใช้ทำเื่อื่นใดมาก่อน สองมือนี้เคยถูกเขาใช้มอบความตายให้ ‘ครอบครัว’ ที่ทำให้พ่อและแม่ของเขาต้องตาย เขาไม่เคยเหลือหนทางรอดให้คนเ่าั้ หลังจากนั้นเขาก็มีอาการของโรคกลัวความสกปรกขึ้นมา สองมือนี้ไม่สามารถััสิ่งอื่นได้ง่ายๆ และเขาก็ไม่ชอบอยู่ใกล้กับใครมากเกินไป ดังนั้นอย่าได้พูดถึงความสนิทชิดเชื้อเลย ผู้ช่วยรู้สึกว่าเขาดีกับฉินซีมาก แต่เขากลับไม่ได้ใช้สองมือนี้จับต้องตัวฉินซีนัก สิ่งที่ฉินซีมองว่าเขาช่วยเอาไว้มาก สำหรับเขาแล้ว มันก็เป็เพียงเื่ง่ายๆ เื่หนึ่ง
นี่ถือว่าดีเหรอ?
“เ้านาย ผมมองว่าคุณชายฉินดูไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวได้ง่ายๆ นะครับ... ทำไมไม่... ทำไมไม่ใช้วิธีที่แข็งกว่านี้หน่อยล่ะครับ?” ผู้ช่วยพูดออกมาอย่างลังเล เขาเคยพูดแบบนี้ไปก่อนแล้ว แต่ในตอนนั้นเฉินเจวี๋ยคิดว่าเป็การทำลายศักดิ์ศรีของเขา คนอย่างเฉินเจวี๋ยจะต้องใช้วิธีการบังคับแบบนั้นเหรอ?
แต่ผู้ช่วยอยู่กับเฉินเจวี๋ยมานานแล้ว เขาไม่เคยเห็นเฉินเจวี๋ยเป็แบบนี้มาก่อน เขาอยากให้เฉินเจวี๋ยทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ และยังอยากให้สำเร็จในเร็ววันด้วย
เฉินเจวี๋ยไม่ได้ตอบกลับ
เมื่อผ่านไปสักพัก ฉินซีก็ฟื้นขึ้นมาด้วยความมึนงง พอเขาเงยหน้าก็เห็นเพดานสีขาวสะอาด อพาร์ตเมนต์ของเขาขาวสว่างขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร? ฉินซีสะบัดหัวไปมา ก่อนจะรู้สึกว่าหัวค่อนข้างหนัก นางพยาบาลที่อยู่ด้านข้างของเขาเข้ามาเปิดเปลือกตาของเขาดู จากนั้นก็ถามขึ้น “ฟื้นแล้วเหรอคะ?”
“ผมอยู่ที่โรงพยาบาลเหรอ?” ฉินซีใสะดุ้ง ไม่น่าใช่นะ? หรือว่าแค่เขาดื่มสุราไปครั้งเดียวก็ทำเอาตัวเองดื่มจนกระเพาะเืออกเลยเหรอ?
เฉินเจวี๋ยยืนอยู่หน้าประตู เขาสวมเสื้อโค้ตเอาไว้ด้านนอก ทำให้ขาของเขาดูยาวและมีรูปร่างดี ตัวคนก็เต็มไปด้วยความหล่อเหลา ด้านหลังของเขามีผู้ช่วยตามมาด้วย เมื่อฉินซีมองเห็นแล้วก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ฉินซีเพิ่งจะรู้สึกว่าการปฏิเสธเฉินเจวี๋ยถือเป็สิ่งถูกต้อง เพราะจิตใจของเฉินเจวี๋ยนิ่งลึกเกินไปอยู่เลย แต่ผลก็คือ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น อีกฝ่ายก็พาผู้ช่วยนำตัวเขามาส่งถึงโรงพยาบาล
ฉินซีรีบลุกขึ้น “คุณเฉิน ต้องรบกวนคุณแล้วนะครับ”
เฉินเจวี๋ยเดินเข้ามา ก่อนจะมองไปยังใบหน้างดงามที่สูญเสียความสง่าในยามปกติ ทั้งยังซีดเซียวราวกับจะแตกสลายไปได้ง่ายๆ เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าบางอย่างในใจของเขาถูกกระตุ้นขึ้นมา หรือว่าเขาจะใจอ่อนแล้ว?
จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ยื่นมือไปอุ้มฉินซีขึ้นมาเป็ท่าเ้าหญิง “พักผ่อนพอแล้วก็กลับ”
ฉินซีสับสนไปหมด ในหัวเต็มไปด้วยคำว่า ฉันถูกเฉินเจวี๋ยอุ้มในท่าเ้าหญิง?! ฉันถูกเฉินเจวี๋ยอุ้มในท่าเ้าหญิง?!
แม่เ้า นี่ฉันถูกเฉินเจวี๋ยอุ้มในท่าเ้าหญิง!
……
[1] โรคกลัวเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรก (Mysophobia) คนที่เป็โรคนี้จะวิตกอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความสกปรก
