เฟิ่งสือจิ่นตบบ่าหลิวอวิ๋นชูอย่างจนคำพูด นางกล่าวเตือน “เ้าดื่มเยอะเกินไปแล้ว เข้าไปพักสักหน่อยเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูโบกมือเบาๆ “ตอนนี้ข้ามีสติดีทุกอย่าง วางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน ดูซิว่าใครจะกล้ารังแกเ้าอีก!”
คำพูดของหลิวอวิ๋นชูทำให้เฟิ่งสือจาวโกรธเกรี้ยวไม่น้อย แต่เพียงไม่นานนางก็สงบลงอีกครั้ง เฟิ่งสือจาวมองไปยังเฟิ่งสือจิ่นพลางพูดเหยียด “เป็อะไรไป อยากทำตัวเป็เต่าที่มุดหัวอยู่แต่ในกระดองหรือ มีคนออกตัวแทนก็เลยคิดว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถมากใช่ไหม เ้ากับพี่สาวสันดานเหมือนกันไม่มีผิด คงวางแผนมานานแล้วสินะ อยากเกาะคนรวยๆ เพื่อเปลี่ยนร่างนกกระจอกของตัวเองให้กลายเป็หงส์ใช่ไหม? นังสารเลวสายเืต่ำทราม! ข้าจะบอกอะไรให้ ต่อให้เ้ากลับมาที่เมืองหลวง ต่อให้เ้าเป็ศิษย์เอกของราชครู ไม่ว่าอย่างไร สายเืของเ้าก็ยังต่ำต้อยและน่าขยะแขยงอยู่ดี ตระกูลเฟิ่งไม่มีทางยอมรับลูกสาวที่ถูกเฉดหัวส่งเช่นเ้าแน่!”
หลิวอวิ๋นชูโกรธเกรี้ยวเป็อย่างมาก เขาถกแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะเข้าไปเล่นงานเฟิ่งสือจาว แต่ก็ถูกเฟิ่งสือจิ่นห้ามเอาไว้เสียก่อน
เฟิ่งสือจาวพูดต่อ “อย่าว่าแต่เ้าเลย แม้แต่กับเฟิ่งสือหนิง แม้นางจะกลายเป็พระชายาแห่งองค์ชายสี่ที่ถูกมองว่าสูงส่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า นางก็ยังต้องเรียกข้าอย่างนอบน้อมว่า ‘คุณหนูใหญ่’ อยู่ดี” เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ สีหน้าของเฟิ่งสือจาวก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย “กลับมาครั้งนี้ ทำไมไม่เข้าไปทักทายพี่สาวแสนดีของเ้าเสียหน่อยล่ะ พวกเ้าสองพี่น้องรักกันมากไม่ใช่หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ตอบอะไร นางยังคงมีสีหน้าราบเรียบไม่ต่างไปจากเดิม ท่าทางของนางเกือบจะทำให้หลิวอวิ๋นชูเข้าใจผิด คิดว่านางหวาดกลัวจนไม่กล้าเถียงกลับเสียแล้ว เฟิ่งสือจาวยิ้มอย่างเยาะหยัน นางกล่าวทอดถอนใจ “ไม่ว่าจะเป็พี่น้องที่รักกันแค่ไหน เมื่อเทียบกับผู้ชาย ลาภยศและผลประโยชน์แล้ว ความสัมพันธ์แค่นี้ก็คงไร้ค่าสินะ พวกเ้าสองคนก็ถือเป็ตัวอย่างชั้นดีที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วนี่ ไม่ใช่หรือ?” นางก้าวมาข้างหน้าสองก้าวพลางกระซิบกับเฟิ่งสือจิ่นด้วยเสียงแ่เบา “เฟิ่งสือหนิงแย่งองค์ชายสี่ไปจากเ้า ได้เป็พระชายาแทนเ้า ส่วนเ้า สุดท้ายแล้ว เ้าก็ไม่เหลืออะไรสักอย่าง แม่ตาย พ่อตัดขาดความสัมพันธ์ แม้แต่พี่สาวแท้ๆ ก็ยังหลอกใช้และโกหกเ้าเช่นนี้ จิ๊ๆๆ... เฟิ่งสือจิ่น เ้าช่างน่าเวทนาเสียจริง”
เฟิ่งสือจิ่นกำหมัดแน่น จู่ๆ นางก็จ้องเขม็งไปที่เฟิ่งสือจาว
“ได้ข่าวว่าเมื่อเ้ากลับมา สมองของเ้าก็ไม่สู้ดีนัก จึงทำราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้ เ้าความจำสั้นจนลืมเื่ราวพวกนั้นจริงๆ หรือแค่เก็บซ่อนมันเอาไว้เพราะกลัวว่าคนอื่นๆ จะขุดคุ้ยเื่ฉาวของเ้าขึ้นมาพูดกันแน่?” เฟิ่งสือจาวพูดพลางสังเกตสีหน้าของเฟิ่งสือจิ่นไปด้วย “คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ข้ารู้ดีว่าเมื่อสามปีก่อน เ้าเข้าไปอาละวาดยกใหญ่ในงานวิวาห์ของเฟิ่งสือหนิงกับองค์ชายสี่” เฟิ่งสือจิ่นเบิกตากว้าง “เพราะเฟิ่งสือหนิงแย่งชายคนรักของเ้าไป แถมยังแต่งงานกับองค์ชายสี่ ทั้งที่ตำแหน่งพระชายาควรจะเป็ของเ้าแท้ๆ...” ภาพความทรงจำวาบผ่านสมองไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าสิ่งที่เฟิ่งสือจาวพูดเป็สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ เช่นนั้น ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เฟิ่งสือจิ่นขนลุกจนชาไปทั้งหัว “เฟิ่งสือหนิงมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เ้ากลับไม่เหลืออะไรเลย เ้าลืมเื่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปจนหมดแล้วจริงๆ หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นโพล่งออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เ้าโกหก ข้าฝึกวิชาอยู่บนเขาจื่อหยางกับท่านอาจารย์มาตลอดหกปีโดยไม่เคยกลับมาที่เมืองหลวงแม้แต่ครั้งเดียว แล้วจะเกิดเื่อย่างที่เ้าว่าได้อย่างไร? ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฟิ่งสือหนิงแต่งงานกับองค์ชายสี่ั้แ่เมื่อใด และข้าก็ไม่เคยไปอาละวาดในงานแต่งของพวกเขาเช่นกัน ก่อนหน้านี้ ข้าไม่รู้จักซูกู้เหยียนด้วยซ้ำ แล้วเขาจะเป็คนรักของข้าได้อย่างไร? เื่ระหว่างเฟิ่งสือหนิงกับเขาจะเป็อย่างไร ข้าก็ไม่ใส่ใจเลยสักนิด ทำไมข้าถึงไม่เหลืออะไรเลย เื่นี้ ข้าคิดว่าเ้าน่าจะรู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือ! หากเ้ากล้าพูดจาเพ้อเจ้ออีก อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!”
เฟิ่งสือจาวชะงักลงชั่วครู่ น้ำเสียงและท่าทีของเฟิ่งสือจิ่นดูไม่เหมือนการเสแสร้งแกล้งทำ หรือว่าเฟิ่งสือจิ่นลืมเื่ในอดีตแล้วจริงๆ? ถึงว่า ซูเหลียนหรูบอกนางว่าตอนที่อยู่ในวิทยาลัยหลวง เฟิ่งสือจิ่นไม่แสดงท่าทีรักใคร่ หรือตามเกาะแกะซูกู้เหยียนเหมือนเมื่อหกปีก่อน แต่ทำราวกับเขาเป็คนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น เดิมที นางคิดจะพูดลองเชิงเฟิ่งสือจิ่นเท่านั้น คิดไม่ถึงว่านางจะจำเื่ในอดีตไม่ได้จริงๆ
เฟิ่งสือจาวพูดระคนหัวเราะ “ซูกู้เหยียนงั้นหรือ? กล้าเรียกพระนามขององค์ชายสี่เช่นนี้ ดูท่า พวกเ้าคงจะสนิทสนมกันมากเลยสินะ ข้าชักสงสัยขึ้นมาแล้วสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้ากันแน่ เ้าถึงได้ลืมองค์ชายสี่จนหมดสิ้นเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ต่อให้ต้องตายเ้าก็ไม่ยอมปล่อยมือจากเขาแท้ๆ”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างอดกลั้น “หากเ้ากล้าพูดพล่อยๆ อีก... ข้าจะฉีกปากเ้าออกเป็ชิ้นๆ”
“ตกลงแล้ว สิ่งที่ข้าพูดไปเป็เื่จริงหรือหลอกกันแน่ ไม่ว่าเ้าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เถิด” เฟิ่งสือจาวบอก “เฟิ่งสือหนิงทำอะไรลงไปบ้างถึงขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เมื่อเ้าจำเื่ราวทุกอย่างได้ คำตอบย่อมกระจ่างแก่เ้าเอง เ้าใช่น้องสาวของนางที่ไหน เ้ามันก็เป็แค่ขั้นบันไดที่เฟิ่งสือหนิงเหยียบย่ำเพื่อไต่ขึ้นไปในจุดที่สูงยิ่งขึ้นเท่านั้น” นางหัวเราะร่าอย่างเบิกบาน “ยิ่งมอง ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าเ้าช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”
เฟิ่งสือจิ่นนวดขมับพลางพูดอย่างไม่มั่นใจ “ข้าลืมคนคนหนึ่งไปก็จริง แต่คนคนนั้นไม่มีทางเป็...”
ไม่มีทางเป็ซูกู้เหยียนอย่างแน่นอน... เฟิ่งสือจาวบอก “คนที่เ้าลืมก็คือองค์ชายสี่ ซูกู้เหยียน คนที่เ้ารักจนหมดใจ คนที่ถูกเฟิ่งสือหนิงแย่งชิงไป”
“หุบปาก!” เฟิ่งสือจิ่นคำรามต่ำ ก่อนจะย่อตัวลงด้วยความเ็ป
หลิวอวิ๋นชูขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน เขาอยากรู้เื่ราวมากกว่านี้ แต่ก็ทนมองเฟิ่งสือจาวข่มเหงรังแกเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้เช่นกัน “พูดพอหรือยัง ถ้าพูดจนพอใจแล้วก็รีบไสหัวไปให้พ้น!”
เฟิ่งสือจาวมองดูท่าทีเ็ปของเฟิ่งสือจิ่นด้วยความสะใจ นางพูดด้วยรอยยิ้ม “ค่อยๆ คิดต่อไปเถอะ อย่ารีบร้อนไปเลย ค่อยๆ คิด” หวังว่าเมื่อจำเื่ทุกอย่างได้ นางกับเฟิ่งสือหนิงจะมี ‘เื่ดีๆ’ ให้เห็น เฟิ่งสือจาวยืนอยู่ข้างกายเฟิ่งสือจิ่น นางมีท่าทีหยิ่งทะนงราวกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า เพราะอยู่ใกล้กัน ผ้าเนื้อดีจากชุดของนางจึงแนบติดไปกับเสื้อผ้าของเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจาวเอียงหัวเล็กน้อย แล้วพูดกระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่าย “ไม่มีใครรู้จักพวกเ้าสองพี่น้องดีไปกว่าข้าอีกแล้ว เื่บางเื่ ใช่ว่าลืมแล้วจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หนี้กรรมบางอย่าง ใช่ว่าหนีแล้วจะไม่ต้องชดใช้คืน”
พูดจบเฟิ่งสือจาวก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปพร้อมกับหญิงรับใช้ของตน
แต่เพิ่งเดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว เฟิ่งสือจิ่นก็สูดลมหายใจเข้าลึก แววตาของนางกลับมาเย่อหยิ่งและดื้อรั้นอีกครั้ง ริมฝีปากข้างหนึ่งถูกยกขึ้นเบาๆ นางจับไหล่ของเฟิ่งสือจาวเอาไว้ แล้วจิกเล็บลงบนกระดูกไหปลาร้าของอีกฝ่ายอย่างแรง เฟิ่งสือจาวหยุดชะงักลงด้วยความเ็ป และไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว
เฟิ่งสือจิ่นบอก “ก็อย่างที่เ้าเพิ่งจะพูดไป เื่บางเื่ ใช่ว่าหนีแล้วจะไม่ต้องชดใช้คืนเสียหน่อย”
เฟิ่งสือจาวมีสีหน้าแย่ลงเล็กน้อย นางพยายามดิ้นขัดขืน แต่เฟิ่งสือจิ่นก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ และเหวี่ยงตบไปที่ใบหน้าของเฟิ่งสือจาวอย่างกะทันหัน แรงตบทำให้ปิ่นระย้าที่ประดับอยู่บนหัวร่วงลงบนพื้น เส้นผมที่เคยเกล้าอย่างสวยงามก็ยุ่งเหยิงไปหมด เฟิ่งสือจาวกรีดร้องด้วยความตกตะลึง แม้แต่หลิวอวิ๋นชูที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังตั้งรับเหตุการณ์ไม่ทัน ได้แต่อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น
เฟิ่งสือจาวจับแก้มพลางกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว “เ้าบังอาจตบข้างั้นหรือ...”
“ไม่ใช่แค่ตบหรอก ข้าเคยบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะฉีกปากของเ้าออกเป็ชิ้นๆ” เฟิ่งสือจิ่นพูดจบก็เริ่มลงมือทำทันที นางยื่นมือเข้าไปทึ้งใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ คนรับใช้ของเฟิ่งสือจาวเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาขวางเอาไว้ ทว่ากลับถูกเฟิ่งสือจิ่นถีบจนลอยกระเด็นออกไป นางประกาศเสียงดัง “หากเ้าเข้ามายุ่ง ข้าจะฉีกปากเ้าด้วยอีกคน”
ความดุดันและทรงพลังของเฟิ่งสือจิ่นทำให้สาวใช้คนดังกล่าวตกตะลึง และเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา นางไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี จึงชะงักอยู่บนพื้นเป็เวลานาน
ต้องเป็เพราะฤทธิ์สุราแน่ๆ หลิวอวิ๋นชูถึงรู้สึกว่าการวิวาทของเฟิ่งสือจิ่นกับเฟิ่งสือจาว ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจกว่าการแสดงของหญิงงามบนเวทีหลายเท่าตัว หลิวอวิ๋นชูไม่กังวลหรือเป็ห่วงอะไรทั้งนั้น หากเฟิ่งสือจิ่นเอาจริง แม้แต่เขาก็ยังสู้นางไม่ไหวเลย นับประสาอะไรกับเฟิ่งสือจาวที่เป็แค่คุณหนูอ่อนแอคนหนึ่ง ครั้งก่อน ที่วิทยาลัยหลวง ที่นางเป็ฝ่ายเสียเปรียบเพราะนางไม่อยากตอบโต้กลับเท่านั้น
