ณ บ้านตระกูลไป๋
“เขาบอกว่าจะผ่อนจ่ายเป็งวด?” ไป๋อวิ๋นซีถามไป๋อวิ๋นจิ่น
ไป๋อวิ๋นจิ่นพยักหน้า แล้วพูดว่า “ใช่”
“แล้วคุณพ่อว่ายังไงครับ!" ไป๋อวิ๋นซีถาม
ไป๋อวิ๋นจิ่นหัวเราะอย่างลำบากใจ แล้วตอบว่า “คุณพ่อบอกว่าต้องถามความเห็นจากคุณปู่ก่อน” คุณพ่อเพิ่งเคยเจอเย่ฝาน เจอกันครั้งแรกเขาก็ทำให้คุณพ่อใไม่น้อย
“แล้วเขาตอบว่ายังไงบ้าง เขายินดีจ่ายเงินดาวน์เท่าไร!” ไป๋อวิ๋นซีถามซ้ำ
ไป๋อวิ๋นจิ่น “...เื่นี้พี่ไม่ได้ถามน่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วเป็ปม เขามองไป๋อวิ๋นจิ่นแล้วพูดด้วยความไม่พอใจ “คำถามสำคัญขนาดนี้ ทำไมถึงลืมถามได้นะ”
ไป๋อวิ๋นจิ่นทำหน้าเครียดแล้วพูดว่า “เป็ความผิดของพี่เอง!"
ไป๋อวิ๋นซีดูชื่อที่ปรากฏบนโทรศัพท์มือถือ แล้วพูดว่า “ผมออกไปข้างนอกเดี๋ยวนะครับ!”
“เย่ฝานโทรมาเหรอ?” ไป๋อวิ๋นจิ่นถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “อืม”
ไป๋อวิ๋นจิ่นทำหน้าเหยเก มีความขุ่นเคืองเกิดขึ้นในใจ รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้ามาถามว่า “อวิ๋นซีไปแล้วเหรอคะ?”
ไป๋อวิ๋นจิ่นพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่ ไปแล้ว!”
“เย่ฝาน… เ้าหมอนี่ใช้กลอุบายอะไรอวิ๋นซีถึงลุ่มหลงเขา ทำให้น้องสามของเราถึงกับเสียคนได้ขนาดนี้” ไป๋อวิ๋นเฟยกอดอกพลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…”
...............................................................
ไป๋อวิ๋นซีขับรถมาถึงคฤหาสน์ของเย่ฝาน เย่ฝานออกมารับเขาเข้าบ้านไปด้วยความดีใจเป็ล้นพ้น
“นายมาได้จังหวะพอดี หม้อไฟที่ฉันทำกำลังได้ที่เลย นายชอบกินอะไร ฉันจะได้ตักให้นายเยอะๆ หน่อย!"
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานที่สาละวนอยู่กับหม้อไฟ เขาจึงถามออกไป “นายไปหาคุณพ่อฉันมาเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ! พ่อนายไม่มีความกล้าหาญเลยสักนิด จะต้องเชื่อฟังคุณปู่ของนายทุกอย่าง เขาก็อายุปูนนี้แล้ว ยังเอาแต่เชื่อฟังคุณปู่ขนาดนี้ ไม่มีความคิดเป็ของตัวเองขนาดนี้ได้ยังไงกัน? ยังดีนะที่เขามีเงินเยอะ ไม่งั้นเขาเป็คนขี้ขลาดแบบนั้น คงโดนคนอื่นดูถูกเอาง่ายๆ แน่”
“ไปพบคุณพ่อของฉัน นายจะไม่บอกฉันสักคำเลยเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานแย้มยิ้มสดใส ทำท่าเหมือนไม่เข้าใจความหมายของคำกล่าวโทษที่ไป๋อวิ๋นซีพูดเลยสักนิด “นายยุ่งขนาดนั้น เื่เล็กน้อยแค่นี้ มอบให้ฉันจัดการก็ได้แล้ว ยังไงนายก็ต้องแต่งงานกับฉันอยู่แล้ว”
“ทำไมฉันต้องแต่งกับนายด้วย!” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความเ็า
“ถ้านายไม่แต่งงานกับฉัน นายต้องตายแน่ๆ! มดตัวเล็กๆ มันยังรักชีวิต นายก็อย่าคิดไม่ตกแบบนี้เลยนะ!” เย่ฝานทำปากจู๋พร้อมกับมองไป๋อวิ๋นซีด้วยสายตาเคร่งขรึม
ไป๋อวิ๋นซีกำหมัดแน่น แล้วพูดว่า “ทำไมฉันต้องตายด้วย...”
“ก็เพราะร่างไขกระดูกหงส์บริสุทธิ์ของนายใกล้จะปะทุออกมาแล้วน่ะสิ นายดูห้องนั้นสิ ฉันสลักค่ายกลกักอัคคีเอาไว้ หากวันหนึ่งร่างไขกระดูกหงส์บริสุทธิ์ของนายเกิดปะทุขึ้น นายก็ต้องมาอยู่ในห้องนี้” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้าเคร่งเครียด “ตอนนี้ฉันก็เริ่มฝึกตนแล้ว มันยังมีโอกาสปะทุอยู่อีกเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า “ก็มีน่ะสิ มันเป็สิ่งที่นายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย!"
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“นายอยากจ่ายเงินดาวน์ก่อน นายกะว่าจะจ่ายเท่าไรล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีนั่งลงถามพร้อมกับลิ้มรสหม้อไฟ
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ ตอบว่า “ตอนนี้ฉันมีเงินอยู่ในมือหลายพันล้านหยวน เงินดาวน์ฉันจ่ายก่อนสักหนึ่งพันล้านก่อนจะดีไหม?”
“นายไม่รู้เหรอว่าเวลาซื้อบ้านหลังหนึ่งต้องจ่ายเงินดาวน์ร้อยละสามสิบของราคาทั้งหมด? แต่นี่นายจ่ายแค่ร้อยละสิบเอง ความเสี่ยงสูงเกินไป แล้วใครจะพร้อมใจอยู่กับนายล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เย่ฝานเกาหัวแล้วพูดว่า “งั้นรอให้ฉันหาเงินได้มากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยพูดเื่นี้กันนะ อวิ๋นซี นอกจากเื่แบ่งชำระเป็งวดแล้ว ฉันคิดว่ายังมีอีกหนึ่งอย่างที่ดีมากเหมือนกัน!”
“อะไร?” ไป๋อวิ๋นซีเปิดปากพูดด้วยความอยากรู้ เขารู้สึกว่าสิ่งที่เย่ฝานจะพูดออกมาต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ
“เราขึ้นรถกันก่อน แล้วค่อยซื้อตั๋ว[1] ดีไหม!”
ไป๋อวิ๋นซี “นายฝันไปเถอะ”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดอย่างเซ็งๆ “นายอย่าเพิ่งโมโหสิ! พวกเรามาปรึกษากันก่อนได้นะ...”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานด้วยความเฉยเมย พลันพูดว่า “หุบปาก!”
“วันนี้มีคนจากหน่วยปฏิบัติภารกิจพิเศษอะไรสักอย่างมาหาฉันด้วยล่ะ?”
ไป๋อวิ๋นซีหันกลับมามองเย่ฝานแวบหนึ่ง “แล้วเขามานายทำไม?”
“แน่นอนว่าเขาคงเห็นว่าฉันเป็บุคคลที่มีความสามารถ ก็เลยอยากดึงฉันไปร่วมทีมน่ะสิ!” เย่ฝานพูดด้วยความดีใจจนออกนอกหน้า “แต่ว่าค่าตอบแทนที่พวกเขาให้ไม่ดีเท่าไร ฉันจึงปฏิเสธไปแล้ว พวกเขาล้อเล่นกันหรือยังไง จะเชิญคนที่เก่งกาจอย่างฉันเข้าไปทำงาน ค่าจ้างตลอดปีก็น่าจะถึงหนึ่งพันล้านหยวน! แต่เ้าหมอนั่นกลับจะจ่ายเงินเดือนให้ฉันแค่สองหมื่นหยวน โอสถที่ฉันต้องกินทุกวัน ก็ต้องใช้เงินซื้อตั้งหลายหมื่นแล้ว ค่าจ้างเดือนละสองหมื่น จะให้ฉันอดตายหรือยังไง”
ไป๋อวิ๋นซี “ให้น้อยไปจริงๆ ด้วย...”
“ไม่มีเงินนี่ลำบากจริงๆ! เมียก็ไม่ยอมแต่งกับฉัน ฉันต้องหาเงินเพิ่มอีกเยอะเลย” เย่ฝานถอนหายใจ
“วันพรุ่งนี้นายมีธุระอะไรไหม?” ไป๋อวิ๋นซีเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “มีสิ”
“มีธุระอะไร?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ฉันจะไปหาเหลียงซิน จะไปถามถึงศิลาปราณของพี่สาวหล่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร” เย่ฝานตอบ
“ทำไมไม่ถามเหลียงเหยาโดยตรงเลยล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ั้แ่หวงสือฟงต้องคดี หล่อนก็ถือว่าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิด ก็เลยต้องเข้าไปพัวพันในคดี ตอนนี้ก็ถูกจับกุมไปแล้ว ถ้าฉันจะไปหาหล่อน ก็ต้องเข้าไปในเรือนจำเท่านั้น” เย่ฝานอธิบาย
ไป๋อวิ๋นซีครุ่นคิดอยู่สักครู่ แล้วพูดว่า “ตอนนี้ข่าวลือที่เหลียงซินรูปร่างหน้าตาไม่สวยงามเหมือนเมื่อก่อนแพร่กระจายไปทั่ว นายเองก็เป็บุคคลสาธารณะ อย่าทำให้เื่มันยุ่งยากไปกว่านี้เลย ฉันไปถามแทนนายดีกว่า”
เย่ฝานพยักหน้า “งั้นก็ดีเลย เพราะฉันเองก็ไม่ค่อยถนัดเจรจากับผู้หญิงสักเท่าไร”
“คราวก่อนฉันได้อ่านความทรงจำของหมอหนอนกู่คนนั้น ทำให้รู้ว่าเขามีแหล่งกบดานอยู่หลายที่ ถ้ามีเวลา ฉันต้องไปดูสักหน่อย ความจริงหมอนั่นความสามารถไม่ธรรมดาเลย เขายังสร้างยาวิเศษไว้ไม่น้อยอีกด้วย”
เย่ฝานคิดในใจว่า ครั้งก่อนที่ได้พบกับหมอหนอนกู่นั่น เขารู้สึกว่าคุณสมบัติของหนอนกู่ที่เขาเลี้ยงดูไม่เลวทีเดียว ของสิ่งนี้ถ้าอยู่ในโลกของผู้ฝึกตน ก็คงถูกเลี้ยงดูอย่างดีโดยสำนักต่างๆ แต่น่าเสียดาย! ที่เขาอยู่ในโลกนี้ มีอายุได้ไม่ถึงร้อยปีก็ต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน
ไป๋อวิ๋นซี “หมอหนอนกู่คนนั้นหาได้มาเท่าไร แต่คนที่ได้มากที่สุดก็คือนายสินะ!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่าด้วยความดีอกดีใจ “ใช่แล้ว เ้าหมอนั่นหามาด้วยความยากลำบาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็ของฉันแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
................................................................
โทรศัพท์มือถือของเย่ฝานดังขึ้น เขารับสายแล้วถามว่า “คุณชายไช่ มีอะไรหรือเปล่า! ”
“คุณชายเย่ รถของฉันคันนั้นไปเป็ยังไงบ้าง?”
เย่ฝานขมวดคิ้วเป็ปม แล้วกล่าวว่า “รถคันนั้นยังอยู่ในย่านชานเมือง!” เย่ฝานขับรถไปย่านชนบท ขากลับพบว่ารถของไช่เจิ้นจวิ้นน้ำมันหมด เย่ฝานจึงทิ้งรถคันนั้นไว้ริมถนน แล้วเรียกรถกลับมาพร้อมกับไป๋อวิ๋นซี
“คุณชายเย่ นายรู้ไหมว่ารถคันนั้นโด่งดังใหญ่แล้ว!”
เย่ฝาน “…”
“มีคนใช้กล้องบันทึกภาพติดรถยนต์ ถ่ายภาพเหตุการณ์ที่รถคันนั้นลอยขึ้นไปกลางอากาศ แล้วหายวับไปกับตาไว้ได้ คนคนนั้นยังเอาภาพที่บันทึกได้ไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ตอนนี้มีคนแสดงความคิดเห็นในเื่นี้มากมายทีเดียว ลือกันไปยกใหญ่เลยล่ะ จากนั้นมีคนสืบเจอว่ารถเป็ของฉัน ก็เลยพากันโทรมาถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” น้ำเสียงของไช่เจิ้นจวิ้นฟังดูเป็กังวลมาก แต่ว่าในความกังวลนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความดีใจอยู่ไม่น้อย
เย่ฝานเหลือบตามองบน แล้วกล่าวว่า “ก็แค่รถลอยกลางอากาศไม่ใช่เหรอ? ไม่เห็นจะมีอะไรใหญ่โตเลย พวกนั้นตื่นใกับเื่แค่นี้เองเหรอ?”
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้า “ใช่ ก็ใช่น่ะสิ!”
ไช่เจิ้นจวิ้นวางสายและหันมาพูดกับไช่ไซว้อย่างดีอกดีใจ “พี่ใหญ่ รถของผมคันนั้นดังใหญ่แล้ว ใครมาขอซื้อสองล้านหยวนผมจ้างก็ไม่ให้ รถคันนั้นตอนนี้อยู่ที่ย่านชานเมือง พี่ให้คนไปเอากลับมาให้ผมหน่อยได้ไหม ต่อไปผมจะขับรถคันนั้นไปจีบสาว จะต้องจีบสำเร็จทุกครั้งแน่ๆ”
ไช่ไซว้กลอกตามองบน “นายก็หวังผลประโยชน์แค่นี้แหละนะ แล้วรถคันนั้นมันลอยได้ยังไงกัน?”
ไช่เจิ้นจวิ้นส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ! คุณชายเย่มีวิธีการหลายอย่าง ใครจะไปรู้ว่าว่าเขาใช้วิธีไหน?”
ไช่ไซว้ “…”
.....................................................................................
เย่ฝานนั่งอยู่ในห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซี เขาหยิบกล่องขนาดใหญ่ออกมาหนึ่งกล่อง ในนั้นล้วนแต่เป็หยก
“นายจะทำอะไรน่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ก็จะหาเงินไงล่ะ! ่นี้ไม่มีเศรษฐีมาจ้างฉันทำงานเลย ฉันก็ได้แต่อาศัยการขายของจำนวนมากน่ะสิ นายดูนี่! ในนี้มีหยกสองพันชิ้น ถ้าฉันขายในราคาชิ้นละห้าล้านหยวน แค่นี้ฉันก็แก้ปัญหาค่าสินสอดได้หมดแล้ว?” เย่ฝานพูดด้วยความภาคภูมิใจ
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบนแล้วพูดว่า “นายจะไปหาเศรษฐีหน้าโง่สองพันคนที่ไหน ที่จะยอมซื้อหยกราคาชิ้นละห้าล้านหยวนของนายกัน!”
เย่ฝานพยักหน้า “เื่นี้ก็ยังเป็ปัญหาอยู่! ยังไงก็ค่อยๆ คิดหาทางไปก็แล้วกัน!”
ไป๋อวิ๋นซี “…นายให้ฉันไปถามถึงที่มาของศิลาปราณ ตอนนี้ฉันได้เบาะแสมาบ้างแล้ว"
เย่ฝานเงยหน้าถามกลับไปด้วยแววตาเป็ประกาย “งั้นเหรอ? ศิลาปราณนั่นมาจากไหนเหรอ?”
“เป็ของที่ขโมยมาจากสุสานแล้วเอามาขาย น่าจะมาจากสุสานโบราณ!” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“สุสานโบราณ?” เย่ฝานถามขณะที่นั่งอยู่บนโซฟา
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว ว่ากันว่าเหลียงเหยาได้มาจากโจรที่ไปขโมยของในสุสาน เป็เพราะมันทั้งไม่ใช่เงินหรือทอง เป็แค่หินที่สวยงาม ดังนั้นราคาขายจึงไม่ได้สูงมาก หลังจากนั้นเหลียงเหยาเคยคิดจะหาเบาะแสของโจรพวกนั้น แต่พวกมันเป็คนเ้าเล่ห์ จมูกไวยิ่งกว่าสุนัข พอพวกมันรับรู้ถึงเหตุการณ์ผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็รีบหนีไปกบดานที่อื่น เหลียงเหยาจึงไม่ได้เงื่อนงำอะไรสักอย่าง”
เย่ฝานถอนหายใจแล้วพูดว่า “งั้นก็ช่างเถอะ อวิ๋นซี เดี๋ยวถ้าเลิกงานแล้ว พวกเราไปกินข้าวด้วยกันนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ได้หรอก เมื่อครู่คุณปู่โทรมาบอกว่า หลังจากเลิกงานแล้ว ฉันต้องรีบกลับบ้าน จะมีแขกสำคัญมาเยือน”
“แขกสำคัญ? สำคัญมากเลยเหรอ! สำคัญมากกว่าฉันอีกเหรอ?” เย่ฝานพูดด้วยความไม่พอใจ
“สำคัญกว่านายมากเลยแหละ เขาคือสวีหยวนชิงหรือนักพรตสวี” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานเหลือบตามองบน แล้วพูดว่า “เ้าคนมุทะลุคนนั้นเองเหรอ!”
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านเป็ยอดคนผู้มีคุณธรรมเชียวนะ!”
ในความคิดส่วนตัวไป๋อวิ๋นซีคิดว่าความสามารถของเย่ฝานน่าจะสูงส่งกว่าสวีหยวนชิง แต่ว่าชื่อเสียงของเย่ฝานยังไม่โด่งดังเท่ากับสวีหยวนชิง โบราณกล่าวไว้ว่า ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ทำอะไรก็ยังไม่เป็ที่น่าเชื่อถือ หากเย่ฝานกับสวีหยวนชิงยืนอยู่ด้วยกัน พวกผู้ดีมีเงินเ่าั้ยังไงก็ต้องเชื่อถือสวีหยวนชิงมากกว่า
เย่ฝานเหลือบตามองบน “ฉันก็เป็ยอดคนผู้มีคุณธรรมคนหนึ่งเหมือนกันนะ!"
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นยอดคนอย่างนายเดี๋ยวกลับเองนะ”
เย่ฝานกะพริบตา แล้วพูดว่า “อวิ๋นซี! นายพาฉันไปพบท่านนักพรตสวีด้วยดีไหม”
ไป๋อวิ๋นซี “…” คราวก่อนคุณปู่เพิ่งจะเอาไม้กวาดวิ่งไล่ตีเย่ฝาน ถ้าพาเย่ฝานกลับไปด้วยวันนี้ ก็คงไม่เหมาะแน่ๆ!
“ไม่ได้!” ไป๋อวิ๋นซีพูด
เย่ฝานทำปากจู๋แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “ทำไมถึงไม่ได้!”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพูด “นายเป็คนปากเสีย ถ้าไปพูดล่วงเกินคนอื่นเข้าจะทำยังไง?”
เย่ฝานเบิกตากว้างมองไป๋อวิ๋นซีอย่างผู้บริสุทธิ์ “ฉันปากเสียตอนไหนกัน”
“นายปากเสียตลอดนั่นแหละ…”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความน้อยใจ แล้วพูดว่า “อวิ๋นซี นายอย่าพูดจาไม่รักษาน้ำใจอย่างนั้นสิ งั้นเอาแบบนี้ก็ได้ พาฉันไปด้วยแล้วฉันจะไม่พูดอะไรเลย”
--------------------------------------------------------------------------------------------
[1] ขึ้นรถก่อน แล้วค่อยซื้อตั๋ว เป็สำนวนจีนมีความหมายว่า คนที่เป็คู่รักมีความสัมพันธ์กันก่อน หรือฝ่ายเกิดหญิงตั้งครรภ์ก่อน แล้วค่อยจัดงานแต่งงานในภายหลัง
