ฉินซีนั่งอยู่ใต้ซุ้มบอสตันไอวี่และกุหลาบเลี้อย มือหนึ่งวางลงที่พนักวางของม้านั่ง ส่วนอีกมือถือโทรศัพท์มือถือ สองขาไขว้กันนั่งเป็ท่าไขว่ห้างดูสบายๆ เฉินเจวี๋ยเดินเลี้ยวเข้ามา ก่อนจะเห็นท่าทางสบายใจของฉินซี ในตอนนั้นท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ท่ามกลางแสงจันทร์เลือนรางกับแสงไฟในสวนดอกไม้ที่ทอดลงมายังใบหน้าของฉินซีทำให้ใบหน้าที่เฉียบคมในยามปกติของเขาดูอ่อนโยนลงมา
เฉินเจวี๋ยยืนมองอีกฝ่ายอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้ตัวสักพัก จนกระทั่งไม่รู้ว่านกจากที่ไหนขยับปีกอยู่บนกิ่งไม้ ฉินซีถึงได้เงยหน้าขึ้นมาเห็นเฉินเจวี๋ยยืนอยู่ตรงนั้น
ในระหว่างที่ฉินซีกำลังจะอ้าปากพูด ก็สะอึกขึ้นมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความอายในทันที
เฉินเจวี๋ยก้าวไวๆ มาที่ข้างกายของเขา และตบลงที่แผ่นหลังอีกฝ่ายเบาๆ ด้วยความรู้สึกขบขันเล็กน้อย “นี่คือหิว? หรือว่าอึดอัดล่ะ?”
เมื่อฉินซีอ้าปากออกมาอีกครั้ง “อึก...” ยังไม่ทันพูดอะไรก็สะอึกออกมาก่อน สีหน้าของฉินซียิ่งแดงก่ำขึ้น
เฉินเจวี๋ยไม่เคยเห็น่เวลาที่ฉินซีอับอายขนาดนี้มาก่อน
ฉินซียกมือปิดปากด้วยความรู้สึกย่ำแย่ เวลาสะอึกครั้งหนึ่งเขาต้องสูดลมหายใจเข้าไป คนที่ไม่รู้อะไรอาจจะคิดว่าเขากำลัง ‘สะอื้นไห้’ อยู่ก็ได้
เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วเข้าหากัน อยู่ดีๆ เขาก็ถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมตัวฉินซี เมื่อบนร่างของฉินซีมีสูทตัวนอกเพิ่มเป็ 2 ตัว ก็ดูแปลกประหลาด ฉินซีรู้สึกว่าสภาพแบบนี้น่าอับอายมาก เขาไหวไหล่เพื่อสลัดเสื้อตัวนอกออก แต่เฉินเจวี๋ยกลับยื่นมือเข้าไปกดไหล่ของเขาเอาไว้ด้วยความใส่ใจ “นายสะอึกเพราะร่างกายเย็นน่ะ”
“ระ… เหรอครับ? อึก...” ฉินซีจับคอของตัวเองไว้ เขารู้สึกแย่มาก คล้ายว่าอวัยวะภายในเกือบจะทะลักออกมาเสียให้ได้
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีลุกขึ้นมาจากม้านั่งราวกับพยายามกดตัวของฉินซีให้เข้าไปในอ้อมอก และพาเขากลับไปยังคฤหาสน์ เฉินเจวี๋ยสั่งให้คนไปรินน้ำอุ่นมา ฉินซีทนรู้สึกขายขี้หน้าไม่ไหว จึงซุกใบหน้ากว่าครึ่งลงบนบ่าของเฉินเจวี๋ย และนี่ก็ถือเป็่เวลาที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขาแล้ว
“ค่อยๆ ดื่มน้ำนะ อมไว้ในปากสักพักแล้วค่อยกลืนลงไป” เฉินเจวี๋ยรับแก้วน้ำจากมือของคนใช้ จากนั้นก็ยกมือขึ้นป้อนให้ฉินซี
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย แต่มือของเฉินเจวี๋ยก็ถูกยกขึ้นมาตรงหน้าแล้ว เขาลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็ขยับริมฝีปากเข้าไปดื่มน้ำอุ่นลงไป บนตัวของเขาสวมเสื้อผ้าหนาขนาดนั้น แถมยังถูกกดอยู่ในอ้อมอกของเฉินเจวี๋ยอีก เมื่อน้ำอุ่นไหลลงคอ ฉินซีก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของตัวเองเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ความรู้สึกนี้ช่างเบาสบายราวกับได้รับการปลดปล่อย
เขาค่อยๆ กลืนน้ำอุ่นลงไปอย่างที่เฉินเจวี๋ยบอก และแล้วเฉินเจวี๋ยก็ออกปากพูดขึ้น “เมื่อกี้ฉันคิดว่านายถูกจี่อวี้เซวียนโมโหใส่จนสะอึกซะอีก”
ฉินซีเกือบจะพ่นน้ำอุ่นในปากออกไป
“ทำไมผมถึงต้องถูกจี่อวี้เซวียนโมโหจนสะอึกได้ล่ะครับ ต้องเป็ผมโมโหเขาถึงจะถูกนะ” ฉินซีกลืนน้ำลงไปหมดแล้ว ในที่สุดก็มีช่องว่างในการพูดจา รอจนพูดได้อย่างราบรื่น และพบว่าตัวเองไม่สะอึกแล้ว ฉินซีก็ถอนหายใจออกมา แบบนี้ก็ดี หากยังสะอึกไม่หยุดจนจบงาน เกรงว่ารอถึงตอนที่จะออกไปจากที่นี่ เขาคงต้องซุกตัวในอกของเฉินเจวี๋ยออกไปแล้ว ไม่สิ... ต่อให้เป็แบบนั้น เวลาที่เขาสะอึกก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปอีก ไม่แน่ว่าคนในงานอาจจะนึกว่าเขากำลังกอดเฉินเจวี๋ยร้องไห้ก็ได้ อืม… โชคดีที่หยุดสะอึกได้สักที...
“เมื่อเช้ายังไม่สะใจอีกเหรอ?” เฉินเจวี๋ยถามเขา
ฉินซีส่ายหน้า “ช่างเถอะครับ เขาเป็ใคร แล้วผมเป็ใคร เดิมทีก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว แค่ได้พูดเสียดสีให้เขาสะอึกไปครึ่งวันก็พอแล้ว” สำหรับเศษสวะอย่างจี่อวี้เซวียนไม่ได้ต้องค่อยๆ จัดการไปหรอกเหรอ?
“ทำไมนายถึงรู้ข่าวลือที่จี่อวี้เซวียนทำเด็กผู้หญิงตายเมื่อ 2 ปีก่อนได้?” อยู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ถามขึ้น
ร่างกายของฉินซีพลันชะงักงัน ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ? เขารู้จากเมื่อชาติก่อน และยังเป็ตอนที่ใกล้ตายอีก นั่นทำให้เขาก็เข้าใจว่าที่แท้จี่อวี้เซวียนเป็เศษสวะคนหนึ่ง! เลวทรามถึงขนาดไร้ความเป็มนุษย์ไปหมดแล้ว!
“เหรอครับ? ผมก็แค่พูดซี้ซั่วไปน่ะครับ” ฉินซีกะพริบตาปริบๆ ในตอนนั้นเื่นี้โด่งดังไปทั่ววงสังคมระดับสูง แม้หลังจากนั้นจี่อวี้เซวียนจะปิดข่าวลือนี้ไว้ แต่ก็ยังมีคนพูดถึงลับหลังเสมอ ทางฝั่งจี่อวี้เซวียนจัดการไม่ไหว ดังนั้นก็เลยจัดการฆ่าเด็กสาวที่ขุดคุ้ยความลับของเขาเสีย ความจริงฉินซีรู้ว่าจี่อวี้เซวียนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่แล้วอย่างไรล่ะ? ตอนนี้เขาก็ต้องพยายามใส่ความจี่อวี้เซวียนให้ได้มากที่สุด
ทำให้เขาสะอึกได้สักครั้ง ก็ต้องทำ!
ฉินซีลอบขบฟันแน่น ใครใช้ให้ตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรจี่อวี้เซวียนได้ล่ะ?
จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ยกมือลูบศีรษะของฉินซี ท่าทางดูราวกับกำลังลูบหัวสุนัขตัวเล็กๆ “วันนี้ท่านทังช่วยแก้สถานการณ์ให้จี่อวี้เซวียน โอกาสไม่เหมาะเท่าไร แต่ว่า...” เฉินเจวี๋ยพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไป “แต่ที่พานายมาวันนี้ ไม่ใช่เพราะจะให้นายมาสนุก เื่นี้ค่อยๆ จัดการไปทีหลังก็ได้”
ค่อยๆ จัดการ? หมายความว่าอย่างไร? ในหัวของฉินซีเต็มไปด้วยความมึนงง แต่เฉินเจวี๋ยก็ยังมีท่าทีแบบนั้น เขาไม่อธิบายอะไรให้เขาฟังอีก
ฉินซีทำอะไรไม่ได้ “พวกเราจะกลับกันตอนไหนครับ?”
“เมื่อกี้กำลังจะพานายไปลาท่านทัง แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ๆ นายก็มีเื่ขึ้นมาแบบนี้” เฉินเจวี๋ยพูดอย่างช่วยไม่ได้
ฉินซีกระแอมไอเบาๆ จากนั้นก็เดินไปยังชั้นสองกับเฉินเจวี๋ย เมื่อตกเย็นแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก็พากันกลับไปหมดแล้ว มีเพียงคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกับท่านทังเท่านั้นที่ยังอยู่รอทานอาหารเย็นด้วย ตอนนี้เป็เวลาสองทุ่มแล้ว พวกเขาควรกลับอพาร์ตเมนต์ได้แล้ว
ตอนที่เฉินเจวี๋ยพาฉินซีเข้าไปในห้องรับแขก จี่อวี้เซวียนก็ยังนั่งอยู่ข้างในราวกับกำลังพูดคุยบางอย่างกับท่านทังอยู่ พอเห็นพวกเขาเข้ามาก็พากันหยุดการสนทนาลง
เมื่อท่านทังเห็นเสื้อผ้าของเฉินเจวี๋ยไปอยู่บนตัวของฉินซี ก็เผยยิ้มออกมาทันที “ก่อนหน้านี้ฉันยังคิดอยู่เลยว่า ข้างกายนายมีคนเพิ่มขึ้นั้แ่เมื่อไร ฉันคิดไม่ถึงเลยว่านายจะเอ็นดูเขามากขนาดนี้”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยนิ่งเรียบราวกับเป็เื่ปกติ
จี่อวี้เซวียนกวาดสายตามองฉินซี ภายในสายตานั้นมีทั้งความรักและเกลียดชังปนเป
สีหน้าและสายตาของฉินซียังคงสงบนิ่ง เขาตั้งใจ ‘มองข้าม’ จี่อวี้เซวียนไป เมื่อจี่อวี้เซวียนรู้สึกว่าสีหน้าที่ตัวเองแสดงออกมานั้นไร้ประโยชน์ก็เศร้าใจขึ้นมาทันที จากนั้นก็หันไปคุยกับเฉินเจวี๋ย “เื่ที่คุยกันก่อนหน้านี้จะไปทำข้อตกลงกันเมื่อไร นายต้องบอกฉันมาให้ชัดด้วย”
“ฉันจะให้ถงเซ่าิไปพูดคุยกับคนทางนั้น วันนี้เริ่มจะดึกแล้ว ฉันกลับก่อนล่ะ” เฉินเจวี๋ยพูดพร้อมกับพาฉินซีออกมา เขาเพียงมาลากลับเท่านั้นจริงๆ
อย่าได้พูดถึงคนที่นั่งอยู่อย่างท่านทังและจี่อวี้เซวียนเลย แม้แต่ฉินซีก็ยังมึนงงเล็กน้อย ด้วยคิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะกระทำอะไรรวดเร็วขนาดนี้
เขานั่งรอ... รอกระทั่งคนจากไป
จี่อวี้เซวียนก็อดแสดงสีหน้าเยือกเย็นออกมาไม่ได้ เขาแกว่งถ้วยชาในมือ ก่อนจะพูดเย้ยหยัน “เฉินเจวี๋ยมองว่าคนคนนั้นเป็ที่รักจริงๆ ไปเสียแล้วนะครับ...”
ท่านทังกระทำราวกับไม่เห็น เขาดื่มชาแดงลงไป จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกมา เมื่อเดินมาถึงข้างกายของจี่อวี้เซวียน เขาก็พูดขึ้นกะทันหัน “เธอเองก็อย่าไปสร้างปัญหาให้ที่รักของเฉินเจวี๋ยเลย กี่ปีกว่าเขาจะมีสักคน จะไม่ให้รักษาไว้ดีๆ ได้ยังไง?”
จี่อวี้เซวียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่แววตาของเขาเผยประกายร้ายกาจ
พยายามรักษาแล้วอย่างไร? เขาชื่นชอบการแย่งชิงอยู่แล้ว!
หลังจากจี่อวี้เซวียนกลับไป หยางจื้อก็ถูกเขาสั่งสอนเนื่องจากจัดการเื่ไม่ดีพอ แต่นั่นก็เป็อีกเื่แล้ว
ทางฝั่งนี้ฉินซีกับเฉินเจวี๋ยขึ้นรถมา จู่ๆ ฉินซีก็นึกเื่หนึ่งขึ้นได้ จึงรีบพูดกับเฉินเจวี๋ย “คุณยังจำสวี่เทาได้ไหมครับ?”
“ใคร?” เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็จำชื่อที่บุคคลผู้โด่งดังนี้ไม่ได้เลยสักนิด
“ผู้กำกับตอนที่ถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักรน่ะครับ” ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจพูดความ้าออกมาตรงๆ ถ้ามัวแต่อึกอักก็มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ “สวี่เทาบอกกับผมว่าเพื่อนคนหนึ่งของเขาตั้งใจจะถ่ายทำภาพยนตร์ตลกเื่หนึ่งน่ะครับ แต่เขาไม่มีช่องทางทั้งในแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง กลัวว่าตอนออกฉายจะมีปัญหา เลยให้ผมมาขอความช่วยเหลือจากคุณ แต่ว่าผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร”
“อืม ว่าต่อสิ” เฉินเจวี๋ยปลดกระดุมคอเสื้อออก ทำให้ท่าทางของเขายิ่งดูผ่อนคลาย
เมื่อฉินซีเงยหน้ามองและเห็นท่าทีของคนตรงหน้าก็รู้สึกว่า เฉินเจวี๋ยในตอนนี้มีความเซ็กซี่อยู่เล็กน้อย นั่นถึงกับทำให้ฉินซีต้องละสายตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว “คำขอแบบนี้ ผมตอบรับไปตรงๆ ไม่ได้ แต่ตอนอยู่ในกองถ่าย สวี่เทาก็ดูแลผมมามาก ผมก็เลยบอกว่าจะช่วยติดต่อให้เขาน่ะครับ”
ความจริงเมื่อพูดจบแล้ว ในใจของฉินซีก็ระรัว เฉินเจวี๋ยจะตอบรับไหม?
เฉินเจวี๋ยหลับตาลง พักสายตาเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว”
นี่ถือว่าสำเร็จหรือเปล่า? ฉินซีรู้สึกอยากจะกระอักเืออกมา แต่เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของเฉินเจวี๋ย เขาก็ไม่อยากจะซักไซ้อีก ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านทัง เฉินเจวี๋ยที่ไม่เคยแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน ก็ดื่มสุราขาวลงไปในเชิงความหมายให้กับท่านทังแก้วหนึ่ง ในหัวของเขาจึงมีความคิดหลายอย่างโลดแล่น หรือว่าเฉินเจวี๋ยจะถูกฤทธิ์สุราทำให้เวียนหัวกันแน่?
รอจนมาถึงอพาร์ตเมนต์ เฉินเจวี๋ยก็ลืมตาขึ้น ยามนี้ในแววตาของเขาทั้งเปล่งประกาย และใสกระจ่าง
ทั้งสองเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เฉินเจวี๋ยก็จัดการงาน ส่วนฉินซีทนความง่วงไม่ไหวจึงเข้านอนไปก่อน
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็ยามบ่ายของวันต่อมาแล้ว ฉินซีเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะนอนเก่งขนาดนี้ เขาััไปที่บริเวณข้างตัว ก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่า ฉินซีไม่รู้ว่าเมื่อคืนเฉินเจวี๋ยได้ขึ้นมานอนกับตัวเองหรือไม่ เขาเปิดประตูเดินออกไป ก่อนจะพบว่าเฉินเจวี๋ยนั่งอยู่บนโซฟาเหมือนกับวันก่อนไม่มีผิด ในมือของอีกฝ่ายถือแก้วกาแฟไว้ เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้วิดีโอคอลประชุมอยู่ ทว่ากำลังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับฉินซีเล่มหนึ่ง
เฉินเจวี๋ยอ่านอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ?
ฉินซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาสวมรองเท้าเดินออกไป เมื่อเฉินเจวี๋ยได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่าย ก็พูดขึ้นโดยไม่ละสายตาจากหนังสือตรงหน้า “โทรไปบอกให้ผู้กำกับคนนั้นของนาย พาคนมาทานอาหารเย็นด้วยกันสิ”
ฉินซีนิ่งไป
ทำไมเื่ราวมันผ่านไปไวขนาดนี้? เมื่อคืนเขายังกังวลว่าเฉินเจวี๋ยจะตกลงหรือไม่ ทว่าพอนอนหลับไปตื่นหนึ่ง ก็ได้คำตอบจากเฉินเจวี๋ยทันที ฉินซีรู้สึกว่าขาของตัวเองอ่อนยวบไปเล็กน้อย รีบโทรหาสวี่เทาด้วยความมึนงง เดิมทีทางฝั่งสวี่เทากำลังยุ่งอยู่ ดูเหมือนว่าจะเตรียมถ่ายละครใหม่ ในตอนที่เพิ่งรับสาย น้ำเสียงของเขาจึงไม่ค่อยดีนัก
“ฮัลโหล ผู้กำกับสวี่ ผมเองนะครับ ฉินซี” น้ำเสียงของฉินซีดังขึ้นจากอีกฝั่ง
อารมณ์ร้ายของสวี่เทาจึงบรรเทาลงไปบ้าง เขาถามขึ้นยิ้มๆ “มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงติดต่อมาล่ะ?” ตอนที่ขอร้องฉินซีในวันนั้น สวี่เทาไม่ได้ตั้งความหวังไว้นัก เขาจึงไม่ได้คิดไปถึงเื่นั้นเลยแม้แต่น้อย
“ผมพูดเื่ครั้งก่อนกับคุณเฉินแล้วนะครับ คุณเฉินบอกว่าให้คุณพาเพื่อนของคุณมาทานอาหารเย็นด้วยกัน” ฉินซีใช้น้ำเสียงราบเรียบอธิบายออกมา แต่สวี่เทากลับสงสัยว่า เขายังเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอยู่หรือเปล่า? นี่พวกเขายังคุยภาษาเดียวกันจริงหรือ? เมื่อประโยคนี้ถูกส่งเข้ามาในหู เขาก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก
“…”
“ฮัลโหล? ผู้กำกับสวี่?!” ฉินซีถือสายรออยู่นาน แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ ฉินซีก็อดะโถามไม่ได้
สวี่เทารีบอุทานเสียงหลงทันที “พระเ้า! คืนนี้เหรอ!”
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย “ผู้กำกับสวี่ หรือว่าคุณจะไม่ว่างงั้นหรือครับ?”
สวี่เทาร้องตอบเสียงดังฟังชัด “ไม่ๆ! ว่าง ฉันว่างสุดๆ! ต้องว่างอยู่แล้ว! คุณเฉินตอบรับแล้วจริงเหรอ? ตอบรับจริงๆ เหรอ? นี่นายไม่ได้หลอกกันใช่ไหม?”
ฉินซีเองก็เริ่มจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาบ้างแล้ว “ผมไม่ได้หลอกครับ คุณเฉินเพิ่งจะบอกผมด้วยตัวเองเลย”
“โอเคๆๆ ฉินซี นายสุดยอดไปเลย ฉันรักนายจะตายอยู่แล้ว ถ้าแบบนั้น… แบบนั้นฉันโทรไปจองที่ก่อนนะ! คุณเฉินชอบอาหารแบบไหนล่ะ?” สวี่เทาตื่นเต้นมาก จนฉินซีสงสัยว่าอีกสักพักเขาคงจะลอยหายขึ้นฟ้าไปก็ได้
“อาหารจีนก็แล้วกันครับ” ฉินซีคิดว่าตามการสังเกตของเขาแล้ว เฉินเจวี๋ยดูไม่ค่อยชอบอาหารเผ็ดร้อนนัก ทั้งยังเฉยๆ กับอาหารตะวันตก และยังชอบไปทานอาหารจีนธรรมดาๆ เสียมากกว่า
พอเขาวางสาย เฉินเจวี๋ยก็เงยหน้าขึ้นถามเขา “หิวหรือยัง?”
ท้องของฉินซีร้องออกมาอย่างรู้เวลา
เฉินเจวี๋ยชี้อาหารบนโต๊ะ “ไปกินเถอะ กินเสร็จแล้วพวกเราจะได้ออกเดินทาง”
ฉินซีรู้สึกว่าตัวเองเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ถูกให้อาหารอยู่เล็กน้อย แต่ภายในใจก็อบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย เขากดความรู้สึกแบบนั้นเอาไว้ ก่อนจะยกชามโจ๊กอุ่นๆ ขึ้นมาทาน พลางถามเฉินเจวี๋ยว่า “จะออกไปข้างนอกอีกเหรอครับ?”
“คืนที่นี่ไปซะ แล้วไปอยู่หมู่บ้านซิงอวี่กับฉัน”
“อะไรนะครับ?” ฉินซีกระทั่งลืมกลืนโจ๊กในปากลงไป หมู่บ้านซิงอวี่? หมู่บ้านคฤหาสน์ที่มีชื่อเสียงนั่นน่ะเหรอ! ในที่สุด ตอนนี้ฉินซีก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา มันคือความรู้สึกที่ตัวเองถูกเลี้ยงดูนั่นเอง...
