รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่27 วันที่2เดือน10 ของรัฐจาว
เหวินอ๋องสร้างคุณงามความดี แต่มีอำนาจเกินควร ฮ่องเต้ไม่อาจปล่อยไว้องค์รัชทายาทรับพระบัญชา นำกำลังทหารเข้าปราบปราม
รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่27 วันที่2เดือน10 ของรัฐจาว
หลังจากมรสุมหิมะในเมืองฉางอันผ่านพ้นไป พยับเมฆบดบังทัศนวิสัยจนมืดมนยากจะมองเห็นแสงสว่าง หิมะโปรยปรายตลอดทั้งวันกลับไม่ยอมละลายหายไป ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่านั่นเป็เพราะบรรดานักรบ์ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อรับดวงิญญาของเหวินอ๋องผู้เปรียบดั่ง*กงเฉิงเซินทุ้ย
กู้โยวหนิงวิ่งฝ่าเข้าไปในเหล่าทหาร เบื้องหน้าคือท่านอ๋องผู้เคยสูงส่ง แต่แล้วในวันนี้เวลานี้ กลับตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ แม้ที่ผ่านมาทั้งคู่จะไม่มีไมตรีต่อกัน แต่ในใจกู้โยวหนิงกลับรู้สึกทนไม่ได้
ทั่วหล้ามีผู้ใดไม่รู้กันบ้างว่าเหวินอ๋องฉู่ยวีมีใจซื่อสัตย์ภักดี ชื่อเสียงด้านการรบเลื่องลือ สร้างคุณงามความดีมากมาย แต่สุดท้ายกลับตกต่ำกลายเป็พระโอรสที่ฮ่องเต้ไม่เมตตา เหล่าพระเชษฐาและพระอนุชาไม่เคารพรัก ฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดา้าเบิกทางให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์อย่างไร้อุปสรรคในภายหน้า จึงมีพระราชโองการสั่งให้เหวินอ๋องลงมือปลิดชีพตน ถึงจะรู้ว่าการแก่งแย่งชิงดีภายในราชสำนักโหดร้ายถึงเพียงใด แต่เขาไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าจะอำมหิตถึงเพียงนี้
องค์รัชทายาทนำอยู่ด้านหน้าเหล่าทหาร ใบหน้าเย่อหยิ่งย่างเข้าหาเหวินอ๋องผู้ได้รับาเ็สาหัสเบื้องหน้า พร้อมทั้งโยนมีดสั้นลงไปเล่มหนึ่ง “เหวินอ๋องฉู่ยวีปกปิดเบื้องสูง มีใจคิดคดก่อฏ ฝ่าาทรงมีพระราชโองการให้ปลิดชีพเสีย แต่ข้าผู้เป็พี่ไม่ใจแข็งพอ เ้าจงจบสิ้นเื่นี้ด้วยตนเองเถิด”
เหวินอ๋องในยามนี้แทบไร้เรี่ยวแรงหายใจ เืหลั่งไหลจนเกือบจะแห้งเหือดรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายใช้หอกค้ำยันไว้ไม่ให้ถึงกับล้มลงบนพื้น จากนั้นเงยหน้าขึ้นมององค์รัชทายาทในชุดราชสำนักสีเหลืองหม่น รวมถึงเหล่าอนุชายาของตนที่ตอนนี้ยอมสวามิภักดิ์ เขาได้แต่หัวเราะเยาะให้กับตนเอง
องค์รัชทายาทผู้ที่เกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำมาโดยตลอด ก่อนจะสิ้นลมหายใจยังทำให้เขารู้สึกเกลียดชังมากขึ้นอีก เหล่าอนุชายาของเขาไม่มีนางใดภักดีเลยสักคน องค์รัชทายาทยังไม่ทันประกาศให้ยอมจำนน พวกนางกลับพร้อมใจกันหักหลังเ้านายเก่า แล้วไปสวามิภักดิ์ต่อองค์รัชทายาทในทันทีทันใด
แต่ก็ช่างเถอะ เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้ใดจะไม่แสวงหาทางรอดให้กับตนเอง
เหวินอ๋องหลับตาลง ขณะกำลังจะยื่นมือหยิบมีดสั้นขึ้นมาปลิดชีพตน กลับมีร่างหนึ่งวิ่งมาหยุดตรงหน้า คุกเข่าอย่างเรียบร้อยพร้อมก้มศีรษะคำนับแนบไปกับพื้น
“ท่านอ๋อง กระหม่อมมีความผิด”
ท่านอ๋องมีท่าทีงงงวย จ้องมองผู้ที่นั่งคุกเข่าบนพื้นนองไปด้วยเืเบื้องหน้าบุรุษสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นั้นงามราวกับแกะสลักออกมาจากหยกชั้นดี
คนผู้นี้คือพระชายาของเขา เพราะต้าจาวเปิดกว้าง ผู้คนสามารถมีภรรยาเป็บุรุษได้ แต่เนื่องจากฮ่องเต้้าบีบบังคับและควบคุมเขา จึงมีพระราชโองการให้บุตรของอนุภรรยาอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายนามกู้โยวหนิงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับตน
“ได้ยินมาว่าพระชายาของเหวินอ๋องรูปโฉมงดงาม ทั้งยังฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก ข้าช่างรู้สึกเสียดายเหลือเกิน หากพระชายายอมสวามิภักดิ์ต่อข้า ก่อนที่เหวินอ๋องจะสิ้นใจไป ข้าจะหารือกับเขาแทนเ้าเื่หนังสือหย่าเอง เ้าว่าดีหรือไม่”
องค์รัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่า เหล่าอนุชายาของเหวินอ๋องต่างก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อตน แม้พระชายาจะเป็บุรุษ แต่เมื่อเหวินอ๋องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งยังได้ยินมาว่าเหวินอ๋องไม่ได้ดูแลเอาใจใส่พระชายาผู้นี้เสียเท่าใด เพราะเช่นนั้นพระชายาเหวินอ๋องย่อมต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อตนอย่างแน่นอน
ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลานี้ที่ข้ารอคอยมาตลอดเสียที!
หลายปีมานี้แม้จะมีตำแหน่งเป็องค์รัชทายาท แต่เขากลับถูกความสามารถที่์สรรค์สร้างมาให้ของเหวินอ๋องกดขี่ไว้ตลอด แต่ในที่สุดวันนี้เขาก็ได้อยู่เหนือกว่าเสียที
กู้โยวหนิงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเหวินอ๋อง ไม่สนใจคำประกาศให้ยอมจำนนขององค์รัชทายาทสักนิด สายตายังคงจดจ้องเหวินอ๋องเช่นเดิม
“กระหม่อมมีความผิด”
“รัชศกเต๋อเซิ่งปีที่22 ในฤดูใบไม้ผลิ กระหม่อมมั่วโลกีย์กับฮูหยินเหลียนชายารองของท่าน วันนั้นกระหม่อมขาดสติถลำตัวไป กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจ”
องค์รัชทายาทเดิมทีขมวดคิ้วเพราะท่าทีของกู้โยวหนิงในตอนแรก ถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะเยาะทันทีหลังจากได้ยินสิ่งที่กู้โยวหนิงกล่าว พระชายาเอกกับชายารองลักลอบได้เสียกัน นี่มันจะไม่ใช่เื่น่าตลกขบขันของคนทั่วหล้าได้อย่างไรเล่า
“ข้าทำไม่ดีกับเ้า เ้าจะเกลียดข้าย่อมเป็เื่สมควร แต่ในวันนี้ข้าเป็เช่นนี้แล้ว เ้าจำเป็อะไรยังมา...” ฉู่ยวีไม่อาจกล่าวสิ่งใดต่อ ั้แ่พระชายาอภิเษกเข้ามาในจวน เขาไม่เคยถามไถ่หรือชายตาแลเลยสักหน ไม่หนำซ้ำยังให้ชายารองเป็ผู้คอยจัดการดูแลทุกเื่ภายในจวน หากตอนนี้คนผู้นั้นจะมาเยาะเย้ยถากถางเขาย่อมเป็เื่ปกติ
หากในวันนี้จะต้องสิ้นชีพ ขอเพียงชาติหน้าตนไม่ต้องเกิดมาในเชื้อพระวงศ์อีก
กู้โยวหนิงไม่สนใจคำพูดของเหวินอ๋อง ทั้งยังก้มศีรษะคำนับลงกับพื้นอีกครั้งแล้วพูดต่อ “กระหม่อมยังมีความผิด”
“กระหม่อมทราบ ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านอ๋องหาได้มีหนทางรอดไม่กระหม่อมไม่อาจเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว ทว่ากระหม่อมกลัวเจ็บ...” กู้โยวหนิงสะอื้น “กระหม่อมกลัวเจ็บและกลัวสกปรก ทั้งไม่อยากให้พวกเขาเอาดาบเสียบทะลุกาย ด้วยเหตุนี้ก่อนกระหม่อมจะมา กระหม่อมจึงดื่มพิษ**เฮ้อติ่งหงไปขวดหนึ่ง”
ฉู่ยวี “...”
กู้โยวหนิงไม่ยี่หระต่ออาการตกตะลึงของผู้คนรอบข้าง ค่อยๆ สูดลมหายใจกล่าวทั้งน้ำตา “ท่านอ๋อง กระหม่อมรู้สึกผิดต่อท่าน ั้แ่ออกมากระหม่อมคิดแล้วว่าแม้กระหม่อมจะกลัวเจ็บกลัวสกปรก แต่ท่านอ๋องผู้เป็นักรบมาทั้งชีวิต ย่อมต้องไม่กลัวเจ็บ แต่ว่าท่านอ๋องไม่ชอบสกปรกเช่นกัน เหวินอ๋องนักรบผู้หาญกล้าทั้งชีวิตรบชนะข้าศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมไม่อาจสิ้นชีพภายใต้น้ำมือของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว กระหม่อมจึงเตรียมพิษเฮ้อติ่งหงมาให้ท่านอ๋องอีกหนึ่งขวด”
ฉู่ยวี “...”
ในตอนนี้ผู้คนต่างพากันควานหาสติไม่เจอ แม้กระทั่งฉู่ยวีเองก็ตกตะลึงกับคำพูดนั้นเช่นกัน
กู้โยวหนิงร้องไห้อย่างหนัก ก้มศีรษะคำนับลงบนพื้นอีกครั้ง
“แต่ทว่า ท่านอ๋อง ตอนที่กระหม่อมมาได้รีบร้อนจนเกินไป ทำให้หกล้มจนทำขวดยาพิษเฮ้อติ่งหงแตก กระหม่อมมีความผิด แค่ยาพิษขวดเดียวกระหม่อมยังรักษาเอาไว้ไม่ได้”
……
ฉู่ยวีขมวดคิ้วมองพระชายาความไม่เข้าใจ เพราะเหตุใดพระชายาที่เขาปฏิบัติอย่างเ็ามาโดยตลอด ในเวลาที่ชีวิตจะต้องดับสูญกลับยินยอมพร้อมใจตายไปกับเขา
กู้โยวหนิงร้องไห้อย่างน่าสงสาร พร้อมทั้งนำชายอาภรณ์เช็ดน้ำตาราวกับเด็กฉู่ยวีจำได้ เมื่อตอนที่พระชายาเข้าพิธีอภิเษกกับตนอายุยังน้อยนัก ตอนนี้คงจะราว 20 ปีได้ เป็เวลาที่ควรจะปกป้องให้ดีแท้ๆ แต่ตนกลับทำให้คนผู้นี้ต้องมาลำบากเช่นนี้
“เปิ่นหวางถามเ้า ที่เ้าหกล้ม เจ็บหรือไม่?” ฉู่ยวีค่อยๆ ไล่เช็ดน้ำตาบนดวงหน้าพระชายา แต่มือที่เปื้อนเืสีสดกลับยิ่งทำให้ดวงหน้านั้นเปรอะเปื้อน ฉู่ยวีรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างงดงามเหลือเกิน และดวงหน้าดุจหยกยิ่งแลดูงดงามยิ่งนักเมื่อถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสด งามล้นล่มเมืองเลยทีเดียว
“ข้าไม่เจ็บสักนิด” กู้โยวหนิงค่อยๆ กลืนสิ่งที่มีกลิ่นคาวปนหวานในปากลงไปใบหน้าเริ่มปรากฏร่องรอยยาพิษที่เริ่มออกฤทธื์ เอื้อนเอ่ยอย่างกล้ำกลืนว่า
“ล้มไม่เจ็บแม้แต่นิด แต่พิษเฮ้อติ่งหงที่ดื่มเข้าไป...ทำให้...ทำให้ปวดท้องยิ่งนัก ยังดีที่...ยังดีที่ท่านอ๋องไม่ได้ดื่ม ความเ็ปนี้ทำให้... รู้สึกทรมานเหลือเกินนำดาบมาแทงให้สิ้นตอนนี้ยังดีเสียกว่า หาได้คำนึงว่าจะสกปรกไม่...”
แม้กู้โยวหนิงอายุจะยังน้อยนักแต่กลับมากวาจา ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดต่อก็กระอักเืออกมาและล้มเข้าสู่อ้อมกอดของเหวินอ๋องทันที
เหวินอ๋องประคองร่างที่ยังหลงเหลือความอุ่นไว้ จากนั้นเอ่ยถามคนในอ้อมกอด “โยวหนิง ข้าทำไม่ดีต่อเ้า ไยเ้าจึงไม่หาทางรอดให้ตนเอง และยอมสวามิภักดิ์ต่อองค์รัชทายาทเช่นพวกนางเล่า?”
“แม้ท่านจะไม่เคยทำดีกับข้า แต่ท่านก็ไม่เคยพาลใส่ข้าเลยสักครั้ง...” กู้โยวหนิงหอบหายใจครู่หนึ่ง เอ่ยต่อ “แท้จริงแล้ว...แท้จริงแล้วข้าไม่ใช่กู้โยวหนิงของที่นี่ ข้ามาจาก...มาจากอนาคตอันแสนไกล ข้าก็ไม่รู้...ไม่รู้ว่าข้ามาที่นี่ได้อย่างไร แต่ข้าโชคดี ที่่หลายปีมานี้...มีท่านอ๋องคอยคุ้มครอง ข้า...”
ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ กู้โยวหนิงพลันสิ้นลมอยู่ภายในอ้อมกอดของเหวินอ๋อง
เหวินอ๋องค่อยๆ สูดลมหายใจเข้า หางตาที่มีร่องรอยของความเปียกชื้นค่อยๆ หลับลง
เกิดเป็บุรุษชั่วชีวิตเสียน้ำตาให้เพียงแค่สองสิ่ง
สิ่งแรกคืออาณาประชาราษฎร์ และสิ่งที่สองคือผู้เป็ที่รัก
มือข้างหนึ่งของเหวินอ๋องโอบกอดกู้โยวหนิง
อีกข้างหนึ่งหักหอกยาว แทงเข้าที่ลำคอของตน
พระชายาพูดถูก ข้าคือเหวินอ๋องผู้เป็นักรบกล้าหาญมาทั้งชีวิต หากต้องตายก็จะไม่ยอมกลายเป็ิญญาภายใต้คมดาบของผู้ใด เพียงแต่เขาได้ทำให้คนในอ้อมกอดต้องลำบากเปล่าเสียเเล้ว
ฉู่ยวีใช้แรงเฮือกสุดท้ายโอบกอดกู้โยวหนิงที่เหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจแน่น
หากยังมีภพหน้า ข้าจะคอยปกป้องให้เ้าปลอดภัยและมีความสุขชั่วชีวิต
แต่ถ้าหากภพหน้าไม่มีจริง ก่อนตาย ข้าจะตระกองกอดเ้าเอาไว้แนบอก
…
ท่ามกลางความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด ฉู่ยวีรู้สึกราวกับร่างของเขาถูกูเาทั้งลูกกดทับเอาไว้ เขาทั้งหายใจไม่ออกและขยับตัวไม่ได้ ขณะที่กำลังมึนงงไม่รู้เื่รู้ราวใดๆ กลับได้ยินเหมือนเสียงร้องไห้ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท
เป็เสียงร้องไห้ของสตรี ความกระวนกระวายใจมีมากเป็ทุนเดิม เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้เช่นนี้จึงยิ่งทวีขึ้นอีก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะร่างกายยังคงไม่อาจขยับเขยื้อน ต่อให้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก็ยังไม่อาจไหวติงแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเสียงร้องไห้ยิ่งดังขึ้น!
ความกระวนกระวายในใจยิ่งทวีคูณ
ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
แล้วเหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่?
ที่นี่คือที่ใด?
อีกทั้ง…
ข้า...เป็ใคร?
คำถามมากมายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นลอยละล่องไปกับความมืดรอบกาย ไม่มีหนทางอื่นนอกจากฝืนกายพยายามดิ้นรนต่อไป เขาพยายามสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากความมืดมิดนี้ แต่ทันทีทันใดนั้นความเ็ปกลับแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย พร้อมกับแสงสว่างอันเจิดจ้าที่สาดส่องมา หลังพยายามลืมตาขึ้นพลันพบว่าภายในห้องทั้งห้องนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่าง
ฉู่ยวีหอบหายใจอย่างหนัก ภาพเบื้องหน้ายังคงเป็สีขาวโพลน มีเพียงความเ็ปที่แล่นไปทั่วทั้งร่าง เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น จำได้แค่หลังจากฮ่องเต้ถูกเหล่าขุนนางยุยงว่าเขามีใจคิดคดก่อฏ และมีพระราชโองการให้เขาปลิดชีพตนเอง แต่เพราะเขาไม่ยอม จึงนำกองกำลังทหารเข้าต่อต้าน แต่ท้ายที่สุดถูกองค์รัชทายาทนำกำลังทหารเข้าห้อมล้อม
ก่อนที่จะตาย...
ฉู่ยวีดวงตาเบิกกว้างทันใด
กู้โยวหนิง!
ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะตายไปกับเขา ผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต คนผู้นั้นอยู่ที่ใด!
ฉู่ยวีลุกพรวดพราด กวาดสายตาไปทั่วทุกทิศเพื่อค้นหาผู้ที่สิ้นใจในอ้อมกอดตน ต่อให้ตัวเขาอยู่ในปรโลก เขาก็จะต้องตามหาคนผู้นั้นให้เจอ เพื่อบอกกับเหล่าผู้เป็ใหญ่ในปรโลกว่า ผู้ที่สมควรถูกจองจำในนรกมีแค่ตนแต่เพียงผู้เดียว กู้โยวหนิงหาได้เกี่ยวข้องอันใดไม่
แต่เมื่อมองไปยังเบื้องหน้ากลับต้องตกตะลึง เขาพบว่าห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยเด็กรับใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนล้วนพากันส่งเสียงร้องไห้ดังระงม ท่ามกลางพวกเขามีสตรีนางหนึ่งสวมชุดกระโปรงสีชมพูยืนเด่น ครั้นนางเห็นเขากำลังพยายามจะลุกขึ้น พลันโผเข้าหาและส่งเสียงร้องไห้ดังกว่าเดิม
“ท่านอ๋อง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”
ฉู่ยวีนิ่วหน้ามองดวงหน้าดั่ง***ดอกสาลี่ต้องหยาดฝนตรงหน้าตน สตรีนางนี้คือชายารองของเขา นามถังซู่ยหวิน แม้นางจะเป็เพียงชายารอง แต่ฐานะในจวนอ๋องแห่งนี้กลับดูสูงส่งกว่าพระชายาเสียอีก เขายกย่องและปฏิบัติต่อนางเยี่ยงชายาเอก แต่ในตอนที่องค์รัชทายาทนำกำลังทหารเข้ากวาดล้างจวนของเขา สตรีที่แลดูอ่อนแอผู้นี้กลับคุกเข่า พร้อมทั้งนำหลักฐานชี้ผิดเขามอบให้องค์รัชทายาทเพื่อขอความชอบให้ตนเอง
ถังซู่ยวิ๋นเดิมทีกำลังร้องห่มร้องไห้ ทันใดนั้นจับสังเกตได้ว่าแววตาที่ฉู่ยวีใช้มองตนเองแปลกไป นับั้แ่นางเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้ แม้ท่านอ๋องจะไม่มีความรักมากล้นอันใดต่อนาง แต่อย่างน้อยท่านอ๋องก็ให้ความสำคัญกับนางมาโดยตลอด ทั้งยังให้คำมั่นกับนางว่าแม้ภายหน้าจะมีพระชายาเข้ามา ท่านอ๋องจะยังให้นางเป็ใหญ่คอยจัดการดูแลเื่ภายในจวนเช่นเดิม แต่ในวันนี้...
“ท่านอ๋อง...”
นางส่งเสียงเรียกท่านอ๋องแ่เบา สายตาจ้องมองฉู่ยวีที่แสดงสีหน้าและท่าทางราวกับรังเกียจตนอย่างไม่เข้าใจ รีบนึกย้อนหาความผิดของตนทันที ท่านอ๋องเข้าร่วมพิธีล่าสัตว์และพลัดตกหลังม้าจนาเ็หนัก นางคอยเฝ้าดูแลเกือบตลอดทั้งวันไม่ได้ห่างไปไหน แล้วเหตุใดหลังท่านอ๋องฟื้นขึ้นมาถึงจ้องมองนางเช่นนี้
เสียงเรียกอันแ่เบาของถังซู่ยหวินทำให้เขาได้สติกลับคืนมา มองไปโดยรอบพบว่าสายตาของทุกคนมองมายังตนด้วยความเป็ห่วง มีทั้งเด็กรับใช้ทั้งหญิงและชาย ท่ามกลางพวกเขายังมีเฉิงกุ้ย ผู้ดูแลจวนที่คอยติดตามเขาตลอดรวมอยู่ด้วย
นี่มันเื่อะไรกัน เขาไม่ได้ตายไปแล้วหรือ?
เขารีบยกมือขึ้นคลำรอบลำคออย่างตื่นตระหนก ก่อนตายเขาใช้หอกแทงเข้าบนลำคอตนเอง แต่พอคลำสำรวจจนรอบกลับไม่พบร่องรอยใดๆ! ทันใดนั้นรีบสะบัดผ้าห่มออก ก้มลงมองตนเองที่กำลังสวมอาภรณ์สีดำทอจากผ้าไหมอย่างเหลือเชื่อ
เขายังไม่ตาย!
ฉู่ยวีผลักถังซู่ยหวินออกห่างแล้วรีบร้อนลงจากเตียง ยืนบนพื้นด้วยเท้าเปลือยเปล่าพร้อมจะฝ่าผู้คนออกไปด้านนอก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อร่างกายยังมีอาการาเ็อยู่ เดินอย่างทุลักทุเลเพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกเฉิงกุ้ยเข้ามาประคองด้วยความร้อนใจ
“ท่านอ๋อง ท่านจะไปที่ใดขอรับ?”
ฉู่ยวีค่อยๆ หันหน้าไปมองเฉิงกุ้ย ปากพร่ำเพ้อถึงชื่อของคนผู้หนึ่ง
กู้โยวหนิง!
กู้โยวหนิง!!
กู้โยวหนิง!!!
กู้โยวหนิงคือนามของผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีอภิเษกมาเป็พระชายาเอกของเหวินอ๋องนั่นเอง
คนทั้งเมืองฉางอันต่างรู้กันทั่วว่า เหวินอ๋องกำลังจะอภิเษกกับบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนามกู้โยวหนิง เดิมทีท่านอ๋องรังเกียจเื่นี้ยิ่งนัก เป็ถึงนักรบผู้กล้าหาญ สร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมืองมากมาย แต่ฮ่องเต้กลับไม่ไว้พระทัย มีพระราชโองการให้อภิเษกพระชายาที่เป็บุรุษ ถือเป็เื่ที่น่าน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ขาดคุณสมบัติในการสืบต่อบัลลังก์ เพราะแม้แต่เืเนื้อเชื้อไขของเหวินอ๋องเองก็ต้องไร้ซึ่งผู้สืบทอด เหวินอ๋องจะไม่โปรดพระชายาบุรุษผู้นี้ก็นับเป็เื่ที่เห็นสมควร แต่เพราะเหตุใดกันเล่า หลังจากฟื้นคืนสติท่านอ๋องหาได้สนใจผู้ใดไม่ กลับเอาแต่พร่ำเพรียกเรียกหาแต่ชื่อของคนผู้นั้น
เฉิงกุ้ยไม่มีเวลาคิดสิ่งใดให้มากความ รีบเอ่ยปลอบเหวินอ๋องที่กำลังกระวนกระวายใจว่า “ท่านอ๋องขอรับ ท่านให้หมอหลวงตรวจอาการเสียก่อน ข้าน้อยจะออกไปรับคุณชายกู้ให้ท่านเอง ดีหรือไม่ขอรับ?”
*กงเฉิงเซินทุ้ย หมายถึงเมื่อทำภารกิจสำเร็จลุล่วงแล้วจึงขอถอนตัวไม่เข้ายุ่งเกี่ยวใดๆอีก มาจากเื่ราวของเหวินจ่งผู้เป็ขุนนางนักวางแผนการแห่งรัฐเยว่หลังจากที่ร่วมมือกับฟ่านลี่ล้มล้างรัฐอู๋สำเร็จ โกวเจี้ยนได้ขึ้นเป็เ้าผู้ครองรัฐเยว่ฟ่านลี่ล่วงรู้ว่าเ้าแห่งรัฐเยว่นั้นร่วมทุกข์แต่ไม่อาจร่วมสุขได้ ฟ่านลี่จึงตัดสินใจออกจากราชสำนักและรัฐเยว่เพื่อไปซ่อนตัว และเขาได้เขียนจดหมายเตือนเหวินจ่งใจความว่า “ล่ากระต่ายได้แล้วมักฆ่าหมาล่าเนื้อ ปรปักษ์พินาศมักพิฆาตผู้วางแผน” แต่เหวินจ่งกลับคิดว่าตัวเองมีความชอบใหญ่หลวงไม่ฟังคำเตือนจากสหาย หลังจากได้รับจดหมายจากฟ่านลี่ได้อ้างว่าตนเองล้มป่วยไม่อาจเข้าราชสำนัก ขุนนางในราชสำนักต่างพากันยุยงโกวเจี้ยน จนในท้ายที่สุดโกวเจี้ยนได้มอบดาบสั้นให้เหวินจ่งเพื่อใช้ในการปลิดชีพตนเอง
**เฮ้อติ่งหง คือยาพิษในสมัยโบราณที่ได้จากหินที่มีสีแดง ในปัจจุบันเรียกว่าสารหนู
***ดอกสาลี่ต้องหยาดฝนคือสำนวนจีน เปรียบเปรยความงามของสตรี มีที่มาจากท่าทางของหยางกุ้ยเฟยในตอนที่กำลังร้องไห้
