ภายในเขตเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า หลิ่วอวิ๋นฮว๋ากำลังคุกเข่าอย่างว่านอนสอนง่าย
แม่นมมองสตรีที่อยู่บนพื้น จากนั้นจึงหันกายเดินเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าเป็เพราะฮูหยินเพิ่งจะเสียไปเพราะอาการป่วยหรือไม่ นางจึงรู้สึกเห็นใจหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอยู่บ้าง “ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ คุณหนูรองมานานแล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ขอบเตียง สีหน้าเรียบเฉยทำให้ผู้คนคาดเดาความคิดในใจของนางไม่ออก “เช่นนั้นก็ให้นางคุกเข่าไปอีกสักครู่”
แม่นมพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ ตั้งใจเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ฮูหยินผู้เฒ่า
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าก็มาที่ห้องโถงด้านหน้า ในตอนนี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋ายังคงคุกเข่าอยู่ที่นั่นอย่างเรียบร้อย ไม่ปรากฏสีหน้าหรือความไม่พอใจใดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าสูดหายใจลึก ย้อนคิดไปถึงการแสดงออกของนางในงานศพของเหลยซื่อ เมื่อมองอย่างละเอียดพบว่านางมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เมื่อประสบกับเื่ราวในครั้งนี้ ดูเหมือนว่านิสัยที่เอาแต่ใจมาโดยตลอดจะถูกลับคมจนราบเรียบแล้ว
“มีเื่อะไร?” ฮูหยินผู้เฒ่านั่งลงภายใต้การประคองของแม่นม
“ท่านย่าเ้าคะ อีกไม่นานก็จะเป็วันเกิดของท่านพ่อ อวิ๋นฮว๋าอยู่ในเรือนก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว จึงคิดว่าวันนี้จะไปที่วัดเทียนฝูด้วยกันกับน้องห้า ไปไหว้พระขอพรเพื่อท่านพ่อเ้าค่ะ” เสียงของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่ปรากฏอารมณ์ไม่พอใจใดๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง “อืม ไปเถิด! ระยะนี้จวนโหวก็เกิดเื่ไม่น้อยเลยจริงๆ ควรจะไปขอพรเสียหน่อย”
บนโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย หลิ่วอวิ๋นฮว๋าในวันนี้จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็รู้ความถึงเพียงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่ายากที่จะเชื่อ แต่ก็ไม่อยากจะคิดอะไรมาก ถึงแม้ว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋าจะมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมายถึงเพียงนี้ นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง
ที่ฮูหยินผู้เฒ่ายอมให้ปล่อยตัวหลิ่วอวิ๋นชิงออกมา ก็เป็เพราะหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากล่าวว่า้าไปไหว้พระขอพรด้วยกันกับนางเพื่อจวนโหว
เหตุผลเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมตอบตกลง
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การไปวัดเทียนฝูสี่วันนี้ ประการแรกสามารถสงบจิตใจได้ ประการที่สอง หวังว่าเด็กสองคนนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยหยิ่งผยองเอาแต่ใจได้
ในเวลาไม่นานอนุสี่ก็ทราบเื่ที่อวิ๋นชิงจะไปไหว้พระขอพรที่วัดเทียนฝู
ทันใดนั้นจึงรีบสั่งให้บ่าวไพร่เตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์หนาๆ ให้นางมากมาย
ในตอนที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้น หลิ่วอวิ๋นชิงก็ถูกรับกลับมาภายในเรือนแล้ว
“อวิ๋นชิง ลำบากเ้าแล้ว” เมื่ออนุสี่เห็นหลิ่วอวิ๋นชิงก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหล เมื่อคิดว่าหลายวันมานี้นางจะต้องได้รับความลำบากไม่น้อย ความบวมช้ำบนใบหน้าก็ยังไม่หายดี มือก็ถลอกเป็รอยใหญ่
หลิ่วอวิ๋นชิงเบนสายตาขึ้นมองอนุสี่ ดวงตาไม่มีระลอกคลื่นอยู่เลยแม้เพียงนิด แต่กลับยิ่งทำให้ผู้พบเห็นเ็ปใจยิ่งนัก
“อวิ๋นชิง เ้าอย่าได้ตำหนิอี๋เหนียงเลย ความจริงอี๋เหนียง...” อนุสี่อึกอัก ถึงอย่างไรก็เป็บุตรของตน ต่อให้นางทำความผิดะเืฟ้าดินแค่ไหน สายเืย่อมตัดไม่ขาด
หลิ่วอวิ๋นชิงแค่นเสียงครั้งหนึ่งแล้วหันกายเดินกลับเข้าห้องไป
เห็นได้ชัดว่าแต่ไหนแต่ไรมาอี๋เหนียงก็ไม่เคยช่วยตนทำเื่ใดๆ เลย ในชีวิตของนาง สิ่งที่นางใส่ใจและรักมากที่สุดก็คือน้องชายร่วมมารดาทั้งสองคนนั้น ตอนนี้ถึงกับร้องไห้เพราะตนเองได้รับความลำบากเชียวหรือ?
ในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงหัวเราะอย่างเ็า หากว่าทนให้ตนเองรับความลำบากไม่ได้จริงๆ เหตุใดยามนั้นจึงไม่เห็นอี๋เหนียงปกป้องนาง ขอร้องเพื่อนาง แม้เพียงครึ่งประโยคก็ยังดี แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่กล่าวอะไรแม้แต่ครึ่งคำ
ชั่วขณะนั้น หลิ่วอวิ๋นชิงราวกับเห็นเป็เื่ที่น่าขบขันที่สุดในใต้หล้า
สำหรับนางแล้ว สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกสิ้นหวังมากที่สุดก็คือ อี๋เหนียงถึงกับรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของหลิ่วอวิ๋นซู ตนเองได้รับความลำบากอยู่ในห้องสำนึกตน ไม่ใช่เป็เพราะการกระทำของหลิ่วอวิ๋นซูหรอกหรือ? ช่างทำให้ผู้คนรู้สึกคลื่นไส้ยิ่งนัก
อนุสี่ไม่เข้าใจความคิดของหลิ่วอวิ๋นชิง เพียงคิดว่าครั้งนี้ได้รับการลงโทษรุนแรงจึงทำให้อารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นว่านางกลับห้องไป จึงเดินตามนางเข้าไป
“อวิ๋นชิง หลังจากครั้งนี้เป็ต้นไป เ้าจะต้องยอมรับการสั่งสอนเข้าใจหรือไม่? จำไว้ว่าวันหน้าอย่าได้พยายามจะเอาชนะอีก” อนุสี่กล่าวด้วยจิตใจที่สงบ นางหวังจริงๆ ว่าบุตรีจะสามารถซึมซับไว้เป็บทเรียนได้
หลิ่วอวิ๋นชิงไม่กล่าวอะไร อาภรณ์ขาดวิ่นบนร่างก็ยังไม่ได้ถอด เริ่มเก็บข้าวของของตนเอง
อนุสี่เห็นท่าทางเช่นนี้ของนางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น “อวิ๋นชิง เ้าโทษอี๋เหนียงก็ไม่เป็ไร แต่อย่าได้ไปหาเื่เสี้ยนจู่อีกเลย หากไม่ใช่ว่าเ้าไปหาเื่เสี้ยนจู่ เ้าจะถูกขังอยู่ในห้องสำนึกตนเช่นนี้ได้อย่างไร?”
มือที่กำลังเก็บของของหลิ่วอวิ๋นชิงชะงัก กัดฟันแน่น
ในตอนนี้ ชื่อที่นางไม่อยากได้ยินมากที่สุดก็คือหลิ่วอวิ๋นซู!
อนุสี่กล่าวจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “วัดเทียนฝูอยู่ไกลจากจวนโหว อี๋เหนียงได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นเป็อย่างมาก เสื้อผ้าในตู้ของเ้าบางเกินไป อี๋เหนียงได้สั่งให้คนเตรียมชุดใหม่ให้เ้าแล้ว หลังจากออกไปก็ต้องฟังคำพูดของพี่รองให้ดี ขอพรเพื่อจวนโหวอย่างจริงใจ สงบจิตสงบใจ...”
อนุสี่เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอยู่ในสายตา นางคิดว่าหลังจากผ่านเื่ของฮูหยินไป คุณหนูรองก็รู้เื่รู้ราวมากยิ่งขึ้น ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้งกว่านี้เลยแม้แต่น้อย
แต่ไม่ว่าอนุสี่จะกล่าวอะไร หลิ่วอวิ๋นชิงก็นิ่งเฉยไม่ยอมตอบ กระทั่งไม่มองไปทางนางเลย
อนุสี่ทราบว่าบุตรีคนนี้ของตนมีปมในใจมากมาย ในเวลาเพียงสั้นๆ เกรงว่าจะแก้ไขไม่ได้ โชคยังดีที่ครั้งนี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดถึงความสัมพันธ์ของพี่น้อง ขอฮูหยินผู้เฒ่าให้นางไปขอพรด้วยกัน
ถอนหายใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง เป็เช่นนี้ก็ดี หากว่าอวิ๋นชิงไม่อยู่ในจวน ก็จะเกิดการกระทบกระทั่งกันน้อยลง ได้แต่หวังว่านางออกจากจวนไปครั้งนี้ จะสามารถสงบนิสัยลงได้เหมือนคุณหนูรอง
เพียงไม่นาน เสื้อผ้าเนื้อหนาชุดใหม่ที่คนของอนุสี่จัดเตรียมก็ถูกส่งมา
เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งก็เก็บอาภรณ์เ่าั้ลงในหีบสัมภาระของหลิ่วอวิ๋นชิง เนื่องจากเวลากระชั้นชิด จึงกังวลว่าระหว่างทางหลิ่วอวิ๋นชิงจะกินอาหารอย่างไม่คุ้นชิน นางจึงรีบไปที่โรงครัวไปหยิบขนมที่ยามปกติหลิ่วอวิ๋นชิงชอบกินมา ให้นางนำไปเผื่อทานระหว่างทาง
เมื่อเห็นท่าทางวุ่นวายเช่นนั้นของอนุสี่ หากเปลี่ยนเป็เมื่อก่อน หลิ่วอวิ๋นชิงจะต้องซาบซึ้งใจยิ่ง แต่ว่าตอนนี้นางทำเพียงหัวเราะอย่างเ็าอยู่ในใจหลายครั้ง
นอกจวนโหว รถม้าได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว
ไม่ได้เป็รถม้าที่หรูหราเฉกเช่นเมื่อก่อน รถมาคันนี้เรียบง่ายแข็งแรง เปลี่ยนแปลงความหรูหราเอิกเกริกในการออกเดินทางของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง
หลิ่วอวิ๋นชิงยู่ปาก ในใจคิดว่าท่านพี่จำเป็ต้องทำเช่นนี้จริงๆ หรือ? แต่ใบหน้ากลับไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมา ขึ้นรถม้าไปโดยที่ไม่หันกลับไปมอง
นางเป็คุณหนูห้าแห่งจวนชางหรงโหวที่มีเกียรติ แต่กลับตกอยู่ในความยากจนข้นแค้นเช่นนี้ พริบตานั้นหางตาของหลิ่วอวิ๋นชิงก็เปียกชื้น
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่สนใจอารมณ์ของสตรีที่อยู่ข้างกายเลยแม้แต่น้อย นางหลับตาลง ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ในตอนที่ผ่านทางเลี้ยวมา หลิ่วอวิ๋นชิงนำห่อขนมที่อนุสี่ห่อไว้อย่างดีโยนทิ้งออกไปนอกหน้าต่าง รถม้าพลันสั่นะเืเล็กน้อย ราวกับบดขยี้ผ่านขนมเ่าั้
นางนั่งอยู่ในรถม้า เผชิญกับสายตาอันแปลกประหลาดของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า สีหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงปกติ ของให้ทานไร้สาระเช่นนี้นางไม่้า!
ภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า อวิ๋นซูถูกแม่นมเรียกตัว นางเหยียบย่างเข้าไปอย่างสงบ เดินไปถึงเบื้องหน้าของฮูหยินผู้เฒ่า
“ท่านย่าเ้าคะ”
“ซูเอ๋อร์ นั่งเถิด!” ฮูหยินผู้เฒ่ามองอวิ๋นซู น้ำเสียงอ่อนโยนลงไม่น้อย
ใบหน้าหวานหยาดเยิ้มของสตรีผู้นั้น รอคอยคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างสงบ
ฮูหยินผู้เฒ่าวางถ้วยชาในมือลงด้วยรอยยิ้ม “ซูเอ๋อร์คงจะรู้แล้วว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็วันเกิดของบิดาเ้า เมื่อก่อนล้วนเป็มารดาของเ้าเป็ผู้รับผิดชอบ แต่ตอนนี้...เฮ้อ ถึงแม้ว่าจะเกิดเื่ราวเช่นนั้นขึ้น ย่ายังหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของจวนโหวให้ดีขึ้นเสียหน่อย เมื่อคิดดูแล้ว คนที่เหลืออยู่ของจวนโหวที่สามารถจัดการเื่นี้ได้ก็มีเพียงเ้าแล้ว”
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายของฮูหยินผู้เฒ่า แต่จะอย่างไรนางก็เป็เพียงผู้น้อยคนหนึ่ง “ท่านย่าเ้าคะ ซูเอ๋อร์เกรงว่าทำแบบนี้จะไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจ วันนี้ทั่วทั้งจวนโหว ผู้ใดไม่ทราบความสามารถของอวิ๋นซูบ้าง เพียงแค่ชื่อของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ นอกจากท่านโหวและฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ผู้ใดพบเห็นก็ต้องทำความเคารพ “ตอนนี้คนทั้งหมดในจวนโหวของพวกเรา เดิมทีก็มีเ้าคอยดูแล มีอะไรไม่เหมาะสมกัน? ย่ารู้ความคิดของเ้าดี แต่วันเกิดครั้งนี้ของบิดาเ้ามีความหมายยิ่งนัก จัดการอย่างลวกๆ ไม่ได้ ตอนนี้ในจวนโหว นอกจากเ้าแล้วย่าก็ไม่เชื่อใจผู้อื่น”
อวิ๋นซูไตร่ตรองความหมายในคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่า จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ “ซูเอ๋อร์เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
“เช่นนี้ก็ดีแล้ว!” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังก็พลันรู้สึกวางใจ “ความจริงแล้วบิดาของเ้าชอบความเงียบสงบ ไม่จำเป็ต้องยิ่งใหญ่มากนัก เ้าจัดการให้เรียบง่ายเสียหน่อย ครอบครัวกินข้าวกันพร้อมหน้าก็พอแล้ว!”
อวิ๋นซูพยักหน้าอีกครั้งหนึ่ง เื่ของเหลยซื่อทำให้บรรยากาศในจวนโหวปกคลุมไปด้วยความหม่นหมอง ฮูหยินผู้เฒ่าเพียง้าจะเพิ่มความอบอุ่นขึ้นบ้างเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง รถม้าขับมุ่งไปทางวัดเทียนฝู เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ขบวนเดินทางของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็มาถึงตีนเขา
วัดเทียนฝูตั้งอยู่บนยอดเขา เมื่อคืนมีฝนตกลงมาเล็กน้อย ถนนหนทางจึงเปียกชื้นอยู่บ้าง ทั้งสองเปลี่ยนไปนั่งเกี้ยวแล้วเดินทางต่อไป
เมื่อเลิกผ้าม่านด้านข้างขึ้น หลิ่วอวิ๋นชิงเห็นทิวทัศน์ระหว่างทางก็ใจลอยขึ้นมา
แต่ไหนแต่ไรมานางก็ไม่เคยออกจากจวนโหวมาสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ และไม่เคยเห็นูเาที่สดใสหลังฝนตก ไม่คิดว่าจะมอมเมาผู้คนได้เช่นนี้
หมอกบางๆ เริ่มหนายิ่งขึ้นตามการรุดหน้าไปของเกี้ยว หมอกเ่าั้ดูราวกับใยไหมที่พันอยู่รอบป่า ค่อยๆ เกี่ยวพันจิตใจของหลิ่วอวิ๋นชิง
ความอ้างว้างอันเบาบางเอ่อล้นอยู่ในใจ หลิ่วอวิ๋นชิงปล่อยผ้าม่านออกด้วยอาการสั่นเล็กน้อย ท่ามกลางบรรยากาศสลัวเช่นนี้ นางรู้สึกว่าตนเองน้ำตาไหล แต่นางก็ยังพยายามเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาถึงคางอย่างสุดชีวิต
นางรู้ดีว่าสิ่งที่รอนางอยู่คืออะไร แต่ตอนนี้นางไม่สนใจสิ่งใดแล้ว
ส่วนหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่อยู่ในเกี้ยวอีกหลังหนึ่งกลับอารมณ์ดีเป็อย่างมาก ไม่ว่าจะอย่างไร หมากตานี้ของนางจะไม่มีการพลาดพลั้งโดยเด็ดขาด
นางจับชายแขนเสื้อแน่น ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดถึงเหลยซื่อและหลิ่วอวิ๋นฮั่นอย่าเงียบๆ นางตัดสินใจแล้วว่าจะต้องล้างหนี้เืให้พวกเขาให้ได้!
เ้าอาวาสวัดเทียนฝูรออยู่ที่ประตูนานแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองคนออกมาจากเกี้ยวก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับ ใบหน้าสงบนิ่งเมตตาไม่ปรากฏคลื่นลมเลยแม้แต่ครึ่งส่วน “อมิตาพุทธ อาตมาเตรียมห้องไว้ให้สีกาแล้ว เชิญสีกาทั้งสองท่านทางด้านนี้”
ยังคงเป็เ้าอาวาสท่านนั้น แต่ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
พวกนางทั้งสองสบตากันแต่ไม่ได้พูดอะไร ผู้หนึ่งนำหน้าผู้หนึ่งตามหลัง เดินตามเ้าอาวาสไป
“สีกาทั้งสองท่านหาก้าสิ่งใด ก็ให้คนมาแจ้งอาตมาเถิด” เ้าอาวาสพาทั้งสองไปยังประตูห้อง
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าผลักประตูห้องแล้วมองปราดหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ หันกายมา กล่าวอย่างมีมารยาท “ครบครันแล้วเ้าค่ะ ขอบคุณท่านเ้าอาวาส”
“สีกาไม่จำเป็ต้องมากพิธี” เ้าอาวาสประสานมือคารวะ แล้วจึงมองไปยังหลิ่วอวิ๋นชิงที่ตะลึงงันอยู่ด้านข้างไม่ขยับเขยื้อน “สีกาท่านนี้ มิสู้ไปดูเสียหน่อยว่า้าเพิ่มเติมอะไรหรือไม่?”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ น้องสาวไม่เคยไกลบ้านเช่นนี้ จึงกลัวว่าจะไม่คุ้นชิน หากภายหน้ามีสิ่งใด้า ข้าจะสั่งให้คนลงเขาไปหามาก็ใช้ได้แล้วเ้าค่ะ” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าตอบรับคำขอของเ้าอาวาส
เ้าอาวาสพยักหน้า สายตาตกอยู่บนใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าอย่างลึกล้ำ จากนั้นจึงค่อยๆ หันกายเดินไปจากสายตาของพวกนาง
คุณหนูรองของจวนชางหรงโหวผู้นั้น เมื่อเปรียบกับครั้งที่แล้ว ทำให้เขารู้สึกราวกับเป็คนละคน ไม่ทราบว่าที่จวนชางหรงโหวเกิดเื่อะไรขึ้น ถึงกับทำให้ผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเช่นนี้
เดิมทีเ้าอาวาสก็เป็คนนอก แม้จะมีความคิดเช่นนี้แต่ก็ปล่อยผ่านไป ไม่ได้สืบสาวเื่ราวอย่างจริงจังอีก
ภายในห้อง บุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้ากระดานหมาก นิ้วเรียวยาวหยิบหมากมาจากในกล่อง องคาพยพประณีตงดงามประดับไปด้วยความนิ่งสงบ สีหน้าขาวเนียนดุจหยกราวกับภาพวาดเหล่าเซียนที่งดงาม
เมื่อเห็นเ้าอาวาสผลักประตูเข้ามา คิ้วหนาเข้มขมวดเบาๆ ลึกล้ำอยากคาดเดา น้ำเสียงไพเราะราวสายลม “ไม่ทราบว่าผู้ใดมาที่วัด ถึงกับต้องให้เ้าอาวาสไปรับคน”
เ้าอาวาสยกชายชุดคลุมของตนขึ้นแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม “เป็คุณหนูสองท่านของจวนชางหรงโหว มาที่วัดเพื่อขอพร เชื่อว่าคุณชายสามเฟิ่งก็คงรู้จัก ไม่นานมานี้ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหวส่งคนมาเตรียมการ อาตมาจึงต้องออกไปรับด้วยตัวเอง”
เฟิ่งหลิงจับจ้องอยู่บนกระดานหมาก สายตามีประกายวาบผ่าน “คุณหนูของจวนชางหรงโหวมีไม่น้อย ไม่ทราบว่าเป็สองท่านใด?” ในสมองของเขาอดไม่ได้ที่จะปรากฏภาพใบหน้าสงบนิ่งเยือกเย็นนั้นขึ้นมา
“เป็คุณหนูรองกับคุณหนูห้า” เ้าอาวาสกล่าว จากนั้นจึงหยุดการกระทำในมือ มองสถานการณ์หมากอย่างละเอียด
เฟิ่งหลิงปรากฏความประหลาดใจอันบางเบาขึ้นบนใบหน้า “เหตุใดจึงมีเพียงพวกนางสองคน?”
สิ่งที่เขากังวลก็คือ จวนชางหรงโหวเกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่
