ไป๋อวิ๋นซีโทรศัพท์หาเย่ฝาน เสียงเบิกบานใจของเย่ฝานดังขึ้นทันที “อวิ๋นซี ทำไมนายถึงโทรหาฉันได้ล่ะ! คิดถึงฉันใช่ไหม! ฉันรู้ว่านายต้องคิดถึงฉัน”
“เมื่อกี้ฉันเจอผี” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เย่ฝานหุบรอยยิ้มลง เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ไม่น่าใช่นะ! กำไลข้อมือที่ฉันให้นาย มีลูกประคำหนึ่งเม็ดที่ลงค่ายกลอำพรางตัวไว้ นอกจากนายจะเข้าใกล้ผีร้ายมากๆ ไม่อย่างนั้นมันไม่มีทางเห็นนายหรอก” เพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยาที่หมายปองถูกภูตผีชิงตัวไป เขาเองก็คิดหาวิธีไว้ไม่น้อย
“ตอนที่หลานสาวของฉันเล่นผีปากกา เหมือนกับว่าไปรบกวนสิ่งไม่ดีเข้า ตอนที่ฉันเข้าไปดูหลานมันพุ่งเข้าใส่ฉันด้วย” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“แล้วนายกลัวไหม? ถ้านายกลัว ฉันจะไม่ไปโรงพยาบาลตำรวจแล้ว ฉันไปอยู่เป็เพื่อนนายดีกว่า” เย่ฝานเอ่ย
จางเหวินเทาที่อยู่ข้างๆ ได้ฟังที่เย่ฝานพูด ก็แทบจะกระอักเื เย่ฝานเ้าหมอนี่ เข้าใจคำว่าสัจจะไหม? เข้าใจไหมว่าอะไรที่เรียกว่าลำดับความสำคัญก่อนหลัง! แค่ได้ยินคำพูดของคุณชายไป๋ ก็คิดจะทิ้งกันไปเฉยๆ
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ไม่ต้องหรอก นายไปทำงานของนายก่อนเถอะ เพียงแต่หลังจากที่ผีนั่นโดนยันต์สายฟ้าฟาดโจมตีมันก็หายไปเลย แล้วมันจะกลับมาหาหลานสาวของฉันอีกไหม?”
“ถ้ามันทำเครื่องหมายไว้บนร่างของหลานสาวนาย ก็เป็ไปได้ที่มันจะกลับมาอีก” เย่ฝานเอ่ย
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพร้อมถามว่า “แล้วจะทำยังไงดี?”
เย่ฝานใช้ความคิด ก่อนตอบกลับไปว่า “จับผีตนนั้นให้ได้ก็ปลอดภัยแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซี “แล้วจะจับยังไง?”
“เื่จับผี สำหรับฉันแล้วมันเป็อะไรที่ง่ายมาก แต่สำหรับนายมันไม่ง่ายเลย” เย่ฝานพูดด้วยเสียงกลัดกลุ้ม
“นายนี่เก่งเหลือเกินนะ!”
เย่ฝานหัวเราะก่อนเอ่ยว่า “นั่นเป็เพราะอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมา นายก็รู้ว่าฉันมีความสามารถ พึ่งพาได้และเป็เลิศแค่ไหน! ฉันเป็คู่ครองที่โดดเด่นมากเลยนะ!”
“ถ้าอย่างนั้นคุณคู่ครองผู้มีความสามารถ จะให้ฉันทำยังไงดีล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีกัดฟันถาม
เย่ฝานใช้ความคิด จากนั้นก็ตอบว่า “นายวางยันต์แคล้วคลาดปลอดภัยไว้บนตัวของหลานสาวนายก่อน แล้วรอฉันกลับไปแก้ไขเื่นี้ให้”
“ได้” เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับของเย่ฝาน ไป๋อวิ๋นซีก็ผ่อนคลายลงทันที
เซี่ยวฉือเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย “เ้าหมอนั่นบอกว่ายังไงบ้าง!”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะแห้งๆ พลันพูดว่า “เขาบอกว่ารอเขากลับมา แล้วจะรีบแก้ไขปัญหานี้ให้ครับ”
เซี่ยวฉือพยักหน้า กล่าวว่า “ถ้าเป็อย่างนั้นก็ดี เ้านั่นอยู่ในห้องทำงานหลานทั้งวันไม่ยอมไปไหน เขาคงไม่รบกวนการทำงานของหลานหรอกใช่ไหม”
ไป๋อวิ๋นซีแย้มยิ้มแล้วตอบว่า “ก็ดีครับ เวลาที่ผมบอกให้เขาหยุดพูด เขาก็ไม่พูดอะไรต่อแล้ว”
เซี่ยวฉือ “…”
…
จางเหวินเทามองเย่ฝาน ก่อนกล่าวอย่างอดไม่ได้ “คุณชายเย่ดูห่วงใยคุณชายไป๋มากเลยนะ!”
เย่ฝานพูดตามเหตุผลว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว เขาเป็ภรรยาในอนาคตของผมนี่นา! พวกเรารีบจัดการเื่นี้ให้เสร็จเร็วๆ เถอะ ผมต้องรีบกลับไปอยู่ข้างๆ อวิ๋นซี ถ้าเขาหวาดกลัว ผมจะได้กอดเขาไว้ ให้ตายเถอะทำไมผมต้องออกมารักษาผู้ชายพวกนี้กับคุณด้วยนะ ผมควรจะไปโรงพยาบาลกับอวิ๋นซี บางทีถ้าอวิ๋นซีเห็นผีแล้วเกิดกลัวขึ้นมา เขาจะได้เข้ามาซบอกผม”
เมื่อเย่ฝานพูดจบ เขาก็ส่ายหน้าอย่างเสียดาย ใบหน้าอมทุกข์เหมือนกับมีความแค้นใหญ่หลวง
มุมปากของจางเหวินเทากระตุก “ต้องขออภัยจริงๆ แต่ผมคิดว่าคุณชายไป๋คงไม่ขี้ขลาดแบบนั้น!”
“เคยได้ยินว่าคู่รักถ้าไปดูหนังผีด้วยกันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ ไม่รู้ว่าถ้าเห็นผีจริงๆ จะได้ผลเหมือนกันไหม คุณคิดว่าถ้าผมพาอวิ๋นซีไปเจอผีจริงๆ ความรู้สึกที่มีต่อกันจะอบอุ่นขึ้นไหม!” เย่ฝานถามเสียงใส
จางเหวินเทาหัวเราะ แล้วตอบกลับไป “พวกผีสาง ไม่ใช่ว่าอยากเจอเมื่อไรก็เจอได้นะ”
เย่ฝานยิ้มก่อนกล่าวว่า “อ้อ เื่นี้ไม่ยากเท่าไรหรอก ผมเพิ่งซื้อบ้านผีสิงมาหลังหนึ่ง! ผมไปดูมาแล้ว เห็นในบ้านมีผีอยู่หลายสิบตนเลย”
“บ้านผีสิง?”
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมกับเล่าว่า “ผมไปเห็นบ้านหลังนั้นก็ถูกใจเลย ที่นั่นมีพลังหยินเข้มข้นมาก คนทั่วไปไม่ควรเข้าใกล้ แต่เป็ที่ที่ทำเลดีมาก วันหลังคุณไปเที่ยวได้นะครับ”
จางเหวินเทาหัวเราะพลางพูดว่า “ได้สิ!” เมื่อก่อนเคยมีเ้าของบ้านผีสิงเชิญเขาไปปราบผี แต่นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนชวนเขาไปเที่ยวบ้านผีสิง “ที่ที่คุณชายเย่เลือก ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว วิสัยทัศน์ของผมดีจะตาย!” เย่ฝานยกมุมปากยิ้ม แสดงใบหน้าภาคภูมิใจ
จางเหวินเทา “…”
…
จางเหวินเทาเพิ่งเดินมาถึงโรงพยาบาล ก็มีชายหนุ่มในชุดนักพรตออกมาหา
“ศิษย์พี่ไปไหนมาครับ? พวกอาจารย์อากำลังรอพี่อยู่นะ” จางเซวียนกล่าว
จางเหวินเทาตอบอย่างรีบร้อน “ฉันรู้แล้ว นี่ฉันก็ไปพาผู้ช่วยมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
จางเซวียนมองเย่ฝานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “ศิษย์พี่ เขาเป็ผู้ช่วยที่พี่พามาหรือครับ?”
จางเหวินเทาพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว”
จางเซวียนมองเย่ฝานด้วยสายตาเ็าอีกครั้ง แล้วเอ่ยอย่างไม่ไว้ใจ “ศิษย์พี่ อย่าพลิกเรือในบ่อระบายน้ำ[1] สิครับ ไปพานักต้มตุ๋นที่ไหนไม่รู้กลับมา ได้ยินว่าโลกภายนอกตอนนี้มีพวกสิบแปดมงกุฎเต็มไปหมด”
เย่ฝานพยักหน้าและพูดอย่างเห็นด้วยว่า “ใช่แล้วๆ! เยอะมากจริงๆ สองวันก่อนก็มีคนโทรมาหาฉันอ้างว่าเป็หัวหน้าแก๊ง จะให้ฉันโอนเงินไปให้มัน ยอดคนผู้ไร้เทียมทานอย่างฉันจะเป็ลูกน้องคนอื่นได้ยังไง! ช่างน่าขันสิ้นดี!” เย่ฝานตบบ่าของจางเซวียน แล้วพูดว่า “เด็กน้อย หน้าตานายดูเหม่อลอยไม่อยู่กับความจริงสักเท่าไรนะ พวกต้มตุ๋นชอบหลอกคนแบบนายที่สุด นายต้องระวังตัวไว้นะ”
จางเซวียน “…”
จางเหวินเทาก้มหน้า จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าทุกครั้งที่เย่ฝานเปิดปาก ก็มักจะทำให้คนโมโหแบบนี้เสมอ!
“ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มาจากสำนักใด!” จางเซวียนกัดฟันถาม
“สำนักปี้อวิ๋น” เย่ฝานตอบ
จางเซวียนขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เย่ฝานพยักหน้า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว” สำนักปี้อวิ๋นไม่ได้อยู่ในโลกนี้ เ้าหมอนี่ย่อมไม่เคยได้ยินมาก่อน เย่ฝานพูดความจริงแต่สิ่งที่ก้องอยู่ในหูของจางเซวียน มันเหมือนกับเย่ฝานรังเกียจที่เขามีความรู้แค่หางอึ่ง
จางเซวียนมองเย่ฝาน ในแววตาเกิดประกายความท้าทาย “นานๆ ทีจะได้พบกับผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างสำนัก คงต้องขอคำชี้แนะจากคุณชายเย่ด้วย”
ดวงตาของจางเหวินเทาเผยแววจนใจ จางเซวียนเ้าหมอนี่อะไรก็ดีหมด ติดอยู่ที่มั่นใจว่าตัวเองต้องเป็ฝ่ายชนะอยู่เสมอ จางเซวียนเป็ศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงจากเ้าสำนัก มีพร์โดดเด่นและได้รับคำชื่นชมจากท่านผู้าุโในสำนักหลายท่าน ''ผู้ช่วย'' ที่ตนเองพามา อายุยังน้อยไปมาก พอเห็นแล้วคงไม่อาจยอมรับได้
ที่จริงแล้วจางเหวินเทาไม่รู้ถึงความสามารถของเย่ฝานเท่าใดนัก แต่เมื่อประเมินจากยันต์ที่เขาวาดแล้ว คนผู้นี้คงไม่ธรรมดา
“นายจะประลองยังไง” เย่ฝานถาม
จางเซวียนยกมือร่ายท่าทาง พร้อมกับพูดว่า “เรามาประลองวิชากัน!”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบรับคำท้า “ได้”
สิ้นเสียงตอบรับ เย่ฝานปล่อยหมัดทันที ทำให้จางเซวียนกระเด็นออกไป หมัดนี้ของเย่ฝานใช้พลังปราณถึงสามขั้น แม้จางเซวียนจะฝึกวิชามาบ้าง แต่อย่างไรก็เป็ร่างกายคนธรรมดา เพียงครั้งแรกก็ถูกเย่ฝานต่อยจนพุ่งออกไป
เย่ฝานเก็บมัดกลับแล้วพูดว่า “จบแล้วล่ะ”
จางเหวินเทา “…” จะประลองวิชากันไม่ใช่เหรอ เย่ฝาน เ้าหมอนี่ ทำไมถึงทำให้กลายเป็การต่อสู้กันไปได้ล่ะ! “คุณชายเย่ คุณ...”
เย่ฝานขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่พอใจว่า “ผมมีเวลาจำกัด ต้องรีบกลับไปอยู่เป็เพื่อนภรรยา ไม่มีเวลาทำเื่ไร้สาระเป็เพื่อนเ้าเด็กอวดดีคนนี้หรอก เ้าหนุ่มนี่! ทั้งโมโหง่าย แถมยังชอบเอาชนะอีก!”
จางเหวินเทา “…” คุณชายเย่ นายเองก็อายุยังน้อย! อายุยี่สิบปีถ้าเป็สมัยก่อนก็คงตั้งตัวมีครอบครัวได้แล้ว แต่หากเป็ในโลกของวิชาอาคมยังถือว่าอยู่ในขั้นเบื้องต้นเท่านั้น
“พวกเราไปกันเถอะ” เย่ฝานกล่าว
“คุณชายเย่ แล้วศิษย์น้องของผม...”
“วางใจเถอะ ผมไม่ได้ลงมือหนัก เขาแค่สลบไปเท่านั้น พักสักก็คงตื่นขึ้นมา” เย่ฝานกล่าว
จางเหวินเทาถอนหายใจโล่งอก “ถ้าเป็อย่างนั้นก็ดี”
“เอาล่ะ พวกเราอย่าพูดเื่นี้อีกเลย รีบไปดูคนดวงซวยพวกนั้นกันเถอะ ถูกไอซากศพแทรกเข้าสู่ร่างกายนานขนาดนั้น ดีไม่ดีอาจจะสมองพิการในภายหลังได้!” เย่ฝานกล่าว
จางเหวินเทา “…”
ทหารที่สลบไม่ได้สติกลุ่มหนึ่ง ต่างพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้นสามของโรงพยาบาล
เย่ฝานตรวจอาการของคนไข้แล้วครุ่นคิด
“คุณชายเย่ มีปัญหาไหม”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ไม่มีปัญหา ใช้คาถาไล่ผีรวบรวมไอซากศพไว้ด้วยกันก็น่าจะพอ” เย่ฝานร่ายคาถา ควันสีดำลอยออกจากร่างผู้ป่วยหลายสาย ควันดังกล่าวมารวมตัวอยู่ที่ปลายนิ้วของเย่ฝาน จากนั้นเขาก็เปลี่ยนควันเ่าั้ให้เป็พลังปราณ แล้วดูดซับเข้าไปในร่างกาย
เมื่อดูดซับพลังปราณจากซากศพที่ออกมาจากร่างผู้ป่วยครบทุกคน เย่ฝานรู้สึกได้ถึงพลังปราณที่เพิ่มขึ้นทันที
เย่ฝานยกมุมปากขึ้นอย่างสบายใจ ไอซากศพก็เป็พลังปราณอย่างหนึ่ง ในอาณาจักรผู้ฝึกตน ลัทธิฝ่ายธรรมะล้วนฝึกตนด้วยการดูดซับพลังปราณ จนบางครั้งเย่ฝานเองก็ลืมไปว่าไอซากศพก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ ในโลกนี้พลังปราณอ่อนมาก พอมาเจอสิ่งใดที่เป็ประโยชน์ก็ควรใช้ให้หมด ถึงแม้เย่ฝานจะไม่ได้สิ่งของจากจางเหวินเทาติดไม้ติดมือกลับไป แต่ก็นับว่าที่มาก็ไม่เสียเที่ยว
“เ้าหมอนี่กล้าโจมตีฉันตอนเผลอหรือ” จางเซวียนพุงเข้าไปหาเย่ฝานด้วยความโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
“ศิษย์น้อง ช้าก่อน!” จางเหวินเทากล่าวห้ามอย่างตื่นตระหนก
เย่ฝานเห็นจางเซวียนที่วิ่งเข้ามาก็ขมวดคิ้ว จากการคาดการณ์ของเย่ฝาน จางเซวียนโดนเขาต่อยไป น่าจะหมดสตินานประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่คิดไม่ถึงว่าหมอนี่จะฟื้นพลังได้เร็วขนาดนี้ เย่ฝานยกมือข้างหนึ่งขึ้นร่ายอาคม นิ้วมืออีกข้างปล่อยเคล็ดวิชาวายุคลั่งไปทางจางเซวียน ร่างของเขาพลันกระเด็นไปชนกับฝาผนังทันที
จางเหวินเทาเห็นร่างของจางเซวียนกระแทกกับผนังอย่างจังก็รู้สึกเวทนา ถูกโจมตีจนร่างกระเด็นไปถึงสองครั้งในวันเดียว เกรงว่าศิษย์น้องคนนี้ต่อไปอาจต้องขายหน้าเพราะเื่นี้เป็แน่ ถ้าสภาพจิตใจไม่แข็งแกร่งล่ะก็ อาจกลายเป็เงามืดในจิตใจตลอดไปก็ได้
เย่ฝานคืนกระบวนท่าขณะยิ้มที่มุมปาก “เอาล่ะ คุณไปตามหมอมาตรวจดูอาการคนป่วยเถอะ”
จางเหวินเทาพยักหน้า “ได้”
จางเหวินเทาเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วย เห็นผลการตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าของผู้ป่วยคนหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “คุณชายเย่ลงมือเอง ผลลัพธ์ที่ได้ช่างแตกต่างจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเห็นผลในทันที!” จางเหวินเทามองเย่ฝานด้วยสายตาหวาดหวั่น ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสอีกฝ่ายอย่างยากจะบรรยาย
“ไม่หรอก ไม่ขนาดนั้น! แล้วพวกเราจะไปดูของเ่าั้เมื่อไรดี"
จางเหวินเทาตอบ “ถ้าคุณอยากไป เราจะไปกันตอนนี้ก็ย่อมได้”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ดี หลังจากจัดการปัญหาได้แล้ว ก็ควรไปที่นั่นให้เร็วที่สุด เพราะผมกลัวคุณจะแอบเอาของดีๆ ไปซ่อน”
จางเหวินเทา “…”
…………………………..………………………………………………………………………………
[1] พลิกเรือในบ่อระบายน้ำ เป็สำนวนหมายถึงทำให้แผนล่มหรือเื่ที่ทำดีมาตลอดกลายเป็พลาดไป”
