นางเตรียมจะะโลงไปในแม่น้ำเพื่อช่วยหลิวอวิ๋นชูอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ซูจื่อฉินกลับดึงแขนของนางเอาไว้เสียก่อน “เ้ากำลังจะทำอะไร ข้างล่างนั่นเป็แม่น้ำนะ!”
เฟิ่งสือจิ่นสะบัดมือของซูจื่อฉินออก แล้ววิ่งไปที่เรือสำราญซึ่งจอดอยู่ริมฝั่งด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ตนสามารถทำได้ บัดนี้ เรือสำราญส่วนมากเคลื่อนออกจากฝั่งกันหมดแล้ว เรือสำราญอีกสองสามลำที่ยังจอดอยู่ก็เตรียมจะเคลื่อนตัวออกไปเช่นกัน เฟิ่งสือจิ่นะโขึ้นไปบนเรือลำหนึ่งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ตัวเรือส่ายอย่างรุนแรงหลายครั้ง จากนั้นคุณชายกับสตรีที่นุ่งน้อยห่มน้อยคู่หนึ่งก็ถูกโยนออกมาจากเรือสำราญ คุณชายคนนั้นมองตามเรือสำราญที่เคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ ความโมโหทำให้เขากระทืบเท้า และก่นด่าตามหลังยกใหญ่
หลิวอวิ๋นชูถูกคนผู้นั้นโยนกลับเข้าไปด้านในสุดของเรือ ชายคนนั้นขยับเข้ามาใกล้เขาด้วยท่าทางโเี้อำมหิต และยัดผ้าผืนหนึ่งเข้าไปในปากของหลิวอวิ๋นชู คราวนี้ หลิวอวิ๋นชูส่งเสียงใดๆ ไม่ได้อีกแล้ว ได้แค่ดีดขาอย่างร้อนใจเท่านั้น
เขาเบิกตากว้าง ครั้งนี้ เขารู้สึกสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ในหัวกลับยังนึกย้อนไปถึงคนที่เห็นบนฝั่งแม่น้ำเมื่อครู่ คนคนนั้นคือเฟิ่งสือจิ่นจริงๆ หรือ? ทำไมนางถึงมาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคนเดียว ตนยังไม่ได้ไปรับนางที่จวนตามสัญญาเลยนี่นา ในเวลานี้ นางควรอยู่ในจวนราชครูไม่ใช่หรือ? หลิวอวิ๋นชูคิดขึ้นในใจ... เขาคงอยากเจอหน้านางมากเกินไป จนเห็นภาพลวงตากระมัง... ว่าแต่ตอนนี้ จะมีคนตามมาช่วยเขาไหมนะ
เขาฟังเสียงคลื่นน้ำที่ซัดมากระทบกับตัวเรือ คนคนนั้นจะพาเขาไปที่ไหนกันแน่... อีกด้าน เมื่อตอนที่ยังอยู่บนฝั่ง เฟิ่งสือจิ่นยังพอจะจำได้บ้างว่าหลิวอวิ๋นชูอยู่บนเรือลำใด แต่เมื่อมาอยู่ท่ามกลางเรือสำราญเช่นนี้ นางถึงพบว่าเรือเหล่านี้ดูเหมือนกันไปหมด แยกไม่ออกเลย ที่มุมหลังคาทั้งสี่ด้านของเรือมีโคมไฟสีแดงห้อยอยู่ด้านละอัน ส่งเสริมให้เรือที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำในยามราตรีงดงามและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
นางสั่งให้คนแจวเรือเคลื่อนเรือไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แถมยังเอาไม้พายอีกอันมาช่วยพายอีกแรง เมื่อเรือของตนชนเข้ากับเรือลำอื่น หรือพายแซงเรือลำใดไป นางก็จะยื่นไม้พายในมือไปเปิดม่านไม้ไผ่ที่หน้าต่างของเรือลำนั้นขึ้นอย่างไร้มารยาท ผู้โดยสารในเรือบางลำกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนชายหญิงในเรือบางลำก็กำลังทำเื่หน้าไม่อายกันอยู่ เมื่อถูกรบกวนเช่นนี้ นอกจากจะอารมณ์เสียแล้วยังทำให้พวกเขาขายหน้าไม่น้อย ไม่นาน ผู้โดยสารบนเรือหลายลำที่ถูกเฟิ่งสือจิ่นทิ้งไว้เื้ัก็ออกมายืนอยู่ที่ดาดฟ้าเรือ แล้วะโก่นด่าไปถึงบรรพบุรุษของเฟิ่งสือจิ่นกันระนาว
คนแจวเรืออับอายเป็อย่างมาก เขาพูดขึ้น “แม่นาง ขืนยังทำเช่นนี้ต่อไป ผู้คนต้องพากันโกรธแค้นเราแน่”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “เ้ามีหน้าที่แค่พายเรือต่อไปก็พอ อย่ายุ่งวุ่นวายเื่อื่น”
แม้แม่น้ำฉินฉู่จะทอดยาวโอบล้อมเมืองหลวง แต่ก็มีส่วนที่เป็ต้นน้ำกับปลายน้ำอยู่ ส่วนที่เป็ปลายน้ำมีสายน้ำแยกแขนงออกไปหลายเส้น ซึ่งสายน้ำเหล่านี้สามารถเชื่อมไปยังสถานที่อื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง แถมยังมีปริมาณน้ำมาก ไม่เคยแห้งแล้งอีกด้วย แคว้นจิ้นจึงสร้างท่าเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเอาไว้ที่นี่ เมืองหลวงรุ่งเรือง จึงมีนักท่องเที่ยวและพ่อค้าเดินทางเข้ามาค้าขายอย่างไม่ขาดสาย
เรือัทั้งหลายไม่เคลื่อนมาถึงปลายน้ำ แต่จะโค้งกลับไปที่จุดเริ่มต้นซึ่งเป็เส้นชัยแทน บนฝั่ง มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อดทนวิ่งตามเรือัไปจนตลอดการแข่งขัน ไม่เหมือนเรือสำราญที่มักจะเคลื่อนตามเรือัไปติดๆ เสมอ ทว่าเรือเหล่านี้ก็ไม่เฉียดเข้าไปใกล้ปลายน้ำของแม่น้ำฉินฉู่เช่นกัน เพราะหากเคลื่อนไปทางนั้นอีกหน่อยก็จะเป็เขตของท่าเรือแล้ว
แต่ในขณะที่เรือสำราญทุกลำเคลื่อนตามเรือัไป เรือลำหนึ่งกลับแยกตัวออกมาจากขบวน แล้วแอบล่องไปที่ปลายน้ำของแม่น้ำฉินฉู่เพียงลำพัง โดยใช้ความมืดเป็เครื่องอำพราง
เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็สั่งให้คนแจวเรือพายตามเรือลำนั้นไปทันที ในตอนแรกคนแจวเรือไม่ยอมทำตาม ข้างหน้าทั้งมืดทั้งเปลี่ยว ใครจะอยากแยกตัวออกจากขบวนเรือแล้วไปในที่แบบนั้น แต่เมื่อได้เห็นท่าทางของเฟิ่งสือจิ่นที่ทำราวกับว่า ถ้าคนแจวเรือไม่ยอมทำตามคำสั่งนางก็จะจับเขาโยนลงไปจากเรือทันที ในที่สุดคนแจวเรือก็จนปัญญา จำต้องทำตามคำสั่งแต่โดยดี
คนแจวเรือออกแรงพายพลางพูดอย่างกลัดกลุ้ม “ข้างหน้าก็เป็ท่าเรือแล้ว แม่นาง ไปที่ท่าเรือในเวลาเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร เรือโดยสารไม่ทำงานในเวลากลางคืน ส่วนเรือบรรทุกก็ไม่รับผู้โดยสารเหมือนกัน พวกเขารับแค่สินค้าและสิ่งของเท่านั้น...”
เมื่อเข้าไปใกล้และเห็นภาพเบื้องหน้าชัดๆ นางพบว่าท่าเรือแห่งนี้ใหญ่มากจริงๆ ข้างท่าเรือมีเรือบรรทุกขนาดใหญ่จอดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินขวักไขว่ไปมาเพื่อขนย้ายสินค้าและข้าวของต่างๆ ขึ้นไปบนเรือ เฟิ่งสือจิ่นมองออกไปรอบด้าน ในที่สุดนางก็เห็นเรือสำราญลำนั้นจอดเทียบอยู่ใต้เงาของเรือบรรทุกลำหนึ่ง เรือสำราญลำนั้นมีเงามืดเป็เครื่องอำพราง หากไม่สังเกตดีๆ ต้องมองไม่เห็นอย่างแน่นอน
เฟิ่งสือจิ่นเคลื่อนเรือเข้าไปใกล้และเปิดม่านไม้ไผ่ของเรือลำนั้นออก พบว่าด้านในมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีใครสักคน แต่โต๊ะกับเสื่อในห้องกลับล้มคว่ำยุ่งเหยิงไปหมด เหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่แสนดุเดือดมา
เฟิ่งสือจิ่นหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางแหงนหน้ามองเรือบรรทุกขนาดใหญ่เบื้องหน้า หลิวอวิ๋นชูต้องอยู่บนเรือลำนั้นแน่!
นางต้องขึ้นไปช่วยเขา
ขณะที่เรือกำลังจะเทียบท่า แม้คนแจวเรือจะถูกเฟิ่งสือจิ่นบังคับมา แต่ก็พอจะดูสถานการณ์ออก เขาดึงเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้พลางพูดเตือนด้วยความหวังดี “แม่นาง เ้าตัวคนเดียว ไม่ควรมาที่แบบนี้กลางดึก คนงานบนท่าเรือนี้มักจะมีเื่มีราวเพราะแย่งสินค้ากันบ่อยๆ พวกคนที่ขนของอยู่บนเรือบรรทุกพวกนั้น ไม่ใช่คนดีสักคน หากพวกเขามาเห็น และนึกอยากรังแกเ้าขึ้นมา ต่อให้เ้าจะร้องะโจนคอแตกก็คงไม่มีใครมาช่วยอยู่ดี!”
เฟิ่งสือจิ่นไม่มีเวลามาสนใจเื่พวกนั้น นางรู้แค่ว่า หากไม่รีบไปช่วยหลิวอวิ๋นชูละก็ ต้องเกิดเื่น่าเศร้าที่ไม่อาจแก้ไขได้ขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน นางต้องขึ้นไปบนท่าเรือ และแอบเข้าไปในเรือลำนั้นให้จงได้
โชคยังดีที่เรือของเฟิ่งสือจิ่นก็แฝงตัวอยู่ในเงามืดเช่นกัน แถมท่าเรือแห่งนี้ก็ค่อนข้างมืด จึงเป็เื่ยากที่คนงานบนเรือจะสังเกตเห็นทางนี้ เฟิ่งสือจิ่นขึ้นฝั่งสำเร็จ นางบอกให้คนแจวเรือรีบไปจากที่นี่ คนแจวเรือเกรงว่าจะเดือดร้อนไปด้วย จึงไม่กล้าอยู่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อเห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นไม่ยอมฟังคำเตือนของตน คนแจวเรือจึงเปลี่ยนทิศทางของเรือ และเคลื่อนเรือกลับไปทันที
ทว่า... ไม่รู้ว่าเป็เพราะการเคลื่อนเรือทวนน้ำยากกว่าการเคลื่อนตามกระแสน้ำหรืออย่างไร ระหว่างที่กำลังเคลื่อนเรือกลับไป คนแจวเรือกลับส่งเสียงดังจนคนงานคนหนึ่งสังเกตเห็น คนผู้นั้นชี้มาที่เรือสำราญลำเล็กพลางบอกกับพวกพ้อง “ทำไมตรงนั้นถึงมีเรือสำราญอยู่ด้วย?”
คนแจวเรือพยายามพายสุดแรงพลางพูดด้วยเสียงสั่นเทา “ขอโทษด้วย ขอโทษ... ข้าเคลื่อนเรือมาผิดทาง...”
ชายกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา หากพวกเขา้า ก็สามารถลงมาในน้ำ และดึงเรือสำราญขึ้นไปบนฝั่งได้ไม่ยาก เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงรีบะโลงน้ำ นางจับท้องเรือของเรืออีกลำเอาไว้ แล้วมุดหายเข้าไปในน้ำอย่างเงียบงัน ทิ้งฟองอากาศเอาไว้แค่ไม่กี่ฟองเท่านั้น
คนงานเหล่านี้มีร่างกายกำยำแข็งแรง แถมยังพูดจาหยาบคาย ไร้มารยาท หนึ่งในนั้นพูดด้วยรอยยิ้ม “เวรเอ๊ย แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าคนพูดต้องเป็ชายแก่แน่ๆ ไม่รู้ว่าในนั้นจะมีหญิงร่านอยู่ด้วยหรือไม่”
ใครๆ ก็รู้ว่ามีเพียงหอคณิกาเท่านั้นจึงจะมีเรือสำราญที่งดงามเช่นนี้
ผู้พูดเตรียมจะลงไปดึงเรือสำราญลำนั้นขึ้นมาบนฝั่ง
คนที่เหลือรั้งเขาเอาไว้ “เ้าตาบอดหรือไง ไม่เห็นหรือว่าในเรือมีตะเกียงจุดสว่างอยู่ ถ้าในนั้นมีผู้หญิงอยู่ด้วย จะไม่มีเงาทอดให้เราเห็นเลยหรือไง เห็นชัดๆ ว่าเรือลำนั้นว่างเปล่า ไปเถอะๆ รีบกลับไปทำงานได้แล้ว ยังต้องขนของอีกเยอะ รีบๆ ขนให้เสร็จจะได้รีบออกเดินทางกันเสียที”
พวกเขาเสียเวลาอยู่ริมฝั่งอีกสักพักก่อนจะเดินกลับไปในที่สุด ระหว่างทาง พวกเขาก็เริ่มพูดเื่อื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงของคนเ่าั้ดังแว่วเข้ามาในหูของเฟิ่งสือจิ่น “พวกเ้าเห็นกันหรือไม่ เ้าหนุ่มหน้าขาวที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อครู่น่ะ หน้าตาหล่อเหลาจริงๆ...”
