“คุณหมายความว่า น้องชายของหลี่ต้าเฮิงก็ถูกฆาตกรรมด้วยงั้นเหรอ?”
อี้เกอถามขึ้นมาทันที
จ้าวอี้พยักหน้า “เป็ไปได้สูงครับ ผมไม่ปฏิเสธความรู้สึกของพวกเขาสองพี่น้องหรอกนะครับ เพียงแต่ตัดสินจากจดหมายลาตายของเขาเท่านั้น เพราะเขากังวลว่าพี่ชายของตนจะโดดเดี่ยวในเส้นทางไปโลกหน้าและ้าไปด้วย เขาจึงฆ่าตัวตาย เมื่อตัดสินจากในแฟ้มประวัติ เขาดูไม่ใช่คนแบบนี้เลย อีกทั้งในพินัยกรรมของหลี่ต้าเฮิงก็เขียนไว้อย่างชัดเจนถึงจำนวนทรัพย์สินที่แบ่งให้น้องชายของตน เพราะงั้นเขาจึงไม่น่าฆ่าตัวตาย”
อี้เกอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ด้วยความหลักแหลมของหลี่ต้าเฮิง แม้ว่าน้องชายเขาจะมีความคิดเช่นนี้ แต่ผมเกรงว่าเขาคงจะล้มเลิกความคิดแทบจะทันทีแน่ๆ แม้จะป่วยหนักอยู่ก็ตาม แต่ไม่มีใครสงสัยในความรอบคอบของหลี่ต้าเฮิงเลย เพราะงั้นทำไมเขาถึงตายได้ล่ะ? มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ เขาขวางทางคนอื่นอยู่ หรือไม่ก็ไปรู้ความลับอะไรมาจึงถูกฆ่า”
จ้าวอี้เปี่ยมไปด้วยพลัง คำพูดของอี้เกอเปิดแิใหม่ๆ ให้กับเขา
“ใช่ครับ มันต้องเป็แบบนั้นแน่ๆ”
“ในเมื่อเป็แบบนี้ ผมจะส่งคนจากพื้นที่อื่นสองคนให้มาเป็ผู้ช่วยคุณโดยเฉพาะก็แล้วกัน คุณต้องพยายามหาความจริงให้เต็มที่ พวกเรามีเวลาไม่มาก หกวัน ผมให้เวลาคุณมากที่สุดคือหกวัน เมื่อศพของหลี่ต้าเฮิงกับน้องชายของเขาถูกฝังไปแล้ว ผมเกรงว่าเราจะสืบหาความจริงได้ยากขึ้น”
เรียกได้ว่ากำลังสนับสนุนจากอี้เกอนั้นเกินความคาดหวังของจ้าวอี้อย่างมาก ในที่สุดจ้าวอี้ก็ได้จุดชนวนความมั่นใจขึ้น ชายหนุ่ม ‘ทำ’ วันทยหัตถ์อย่างไม่รู้ตัว “รับรองว่าภารกิจสำเร็จแน่นอนครับ”
“คุณไปรอที่ห้องประชุมก่อน ส่วนกำลังคนที่จัดเตรียมไว้จะมาถึงเร็วๆ นี้” อี้เกอส่งสัญญาณให้จ้าวอี้ออกไปก่อน
รอจนจ้าวอี้ออกไป ฉือผิงฮุยแทบทนไม่ไหว
“ผบ.ครับ ตอนนี้หลักฐานกองเป็ูเาเลยนะครับ ทำไมเรายังต้องให้เวลาเขาอีกล่ะครับ? ยังไงเราก็ส่งเผือกร้อนนี่ให้ฝ่ายตุลาการ...”
ก่อนที่เขาจะได้พูดจนจบ เสียงของเขาก็ค่อยๆ เบาลงภายใต้สายตาจับจ้องของอี้เกอ
“ฉันรู้ว่านายกำลังเจอแรงกดดันอยู่ แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่นายจะปิดคดีลวกๆ แบบนี้!”
คำพูดของอี้เกอเข้มงวดอย่างมาก
“แต่...แต่ว่า...”
ฉือผิงฮุยอยากจะปฏิเสธ แต่เขาไม่รู้ว่าจะปฏิเสธตรงไหนดี อี้เกอรู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังเผชิญความยากลำบากอยู่ แต่ก็ยังให้เขาทนแรงกดดันต่อไป นี่ไม่ใช่เื่ง่ายเหมือนพูดแค่ประโยคเดียว
"ทางฝั่งของสื่อ ฉันจะให้ใครสักคนมาช่วยนายเอง สิ่งที่นายต้องทำคือหาตัวผู้บงการตัวจริงที่ชักใยอยู่เื้ั ถ้าปิดคดีไปทั้งแบบนี้ล่ะก็ นี่ไม่ใช่ว่าตำรวจฮ่องกงของเราไร้ความสามารถงั้นเหรอ? แล้วพวกมหาเศรษฐีจะคิดว่าการรักษาความปลอดภัยของฮ่องกงเป็ไงกันล่ะ?"
อี้เกอตบไหล่ของฉือผิงฮุยอย่างหาได้ยาก การกระทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกภูมิใจเล็กน้อย
“คดีนี้จัดการไม่ยากเลยถ้าไม่มีสถานะของตระกูลหลี่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นายคิดจริงๆ เหรอว่าคนที่ถูกเรียกว่าผู้ต้องสงสัยในตอนนี้คือตัวจริงน่ะ?”
คำพูดนี้ทำให้ฉือผิงฮุยรู้สึกเสียหน้า เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
“ไปเถอะ หากพบปัญหาอะไรที่แก้ไขได้ยาก ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? จะยังไงก็ตาม หลังจากนี้นายต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อยู่ดี”
คำพูดของอี้เกอทำให้ดวงตาฉือผิงฮุยเป็ประกาย เขาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “ผบ.ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
“เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าต้องทำอะไรต่อ?”
“Yes Sir!”
จ้าวอี้นั่งอยู่ในห้องประชุมไม่นาน ก็มีเ้าหน้าที่ตำรวจมากประสบการณ์สองคนเข้ามาในห้อง นี่คือผู้ช่วยที่อี้เกอหามาให้เขา อีกทั้งไม่ใช่เ้าหน้าที่ตำรวจของเขตใต้ด้วย
หลังแนะนำเื่ราวเบื้องต้นให้พวกเขาสองคนได้ทราบแล้ว เมื่อจ้าวอี้กำลังจะไปบ้านตระกูลหลี่ ฉือผิงฮุยก็ผลักประตูเข้ามา
“คุณจ้าว คุณมีความเห็นอะไรใหม่ๆ ต่อคดีนี้บ้าง?”
“ผมกำลังจะไปบ้านตระกูลหลี่ ดูว่าจะเก็บเบาะแสใหม่ได้หรือไม่”
โดยทั่วไปแล้วสามารถเรียกคนจากบ้านตระกูลหลี่มาได้ เพียงแต่พวกเขากำลังจัดงานศพอยู่ที่บ้าน จ้าวอี้จึงรู้สึกว่าไปหาพวกเขาที่บ้านด้วยตนเองเลยจะดีกว่า
“พอดีเลย พวกเราไปกันเถอะ ผมกำลังหาคนไปด้วย”
ใบหน้าของฉือผิงฮุยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ท่าทางราวกับกำลังบอกว่า ‘ผมจะสนับสนุนคุณเอง’
ทักษะพิเศษในการเปลี่ยนหน้านี้ทำให้เขาดูสมบูรณ์แบบในทางปฏิบัติ จ้าวอี้ก็ยิ้มตอบกลับไปเป็เชิงตอบรับ
บ้านตระกูลหลี่ในตอนนี้วุ่นวายอย่างมาก
รถหรูหลายยี่ห้อมาจอดรวมกันอยู่ที่นี่ ลานจอดรถที่แต่เดิมเคยกว้างขวาง ตอนนี้เต็มทั้งหมด
เมื่อเข้าประตูมา พวกเขาจุดธูปคำนับแสดงความเคารพแล้วมาที่โถงรับรอง และให้คนไปเรียกลูกสาวของหลี่ต้าเฮิง นั่นก็คือหลี่เยว่หรูเข้ามาพูดคุย
ที่มาด้วยกันยังมีหลี่เทียนิด้วย
หลี่เยว่หรูสวมชุดไว้อาลัยสีขาว ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ดวงตาค่อนข้างบวมแดง สภาพจิตใจดูแย่มาก
“ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายมีเื่อะไรเหรอคะ? พวกคุณไขคดีพ่อของฉันได้แล้วใช่ไหมคะ? ป้าเฉียน เสิร์ฟน้ำชาด้วยค่ะ” น้ำเสียงของหลี่เยว่หรูเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เธอยังคงทักทายผู้คนด้วยความสุภาพ
“คุณจะเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเรามีคำถามเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะถามคุณและทุกคนในบ้านน่ะครับ ไม่เป็การรบกวนใช่ไหมครับ?” ฉือผิงฮุยเอ่ยด้วยความเกรงใจ
“ยังจะถามอีกเหรอวะ? เมื่อวานที่พวกแกถามกันทั้งวันยังไม่พออีกหรือไง? ไอ้พวกเวรเอ๊ย พวกแกไม่เห็นหรือไงว่าวันนี้เป็วันอะไรน่ะ แม่แกสิ ลองไปถามพี่แกดูนะ! รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลย วันนี้ฉันไม่ว่างมาต้อนรับพวกแกหรอก!”
แค่ได้ยินหลี่เทียนิก็โมโห เขาตวาดใส่จ้าวอี้และเ้าหน้าที่คนอื่น ทำให้พวกเขามีสีหน้าถมึงทึง
“คุณชายท่านนี้ช่วยสุภาพหน่อยครับ! พวกเราทำก็เพื่อหาฆาตกรตัวจริง คุณไม่อยากให้เราจับตัวฆาตกรได้โดยเร็วงั้นเหรอครับ?” จ้าวอี้จ้องหลี่เทียนิ สายตานั้นเต็มไปด้วยการตำหนิที่อีกฝ่ายเสียมารยาท
จ้าวอี้เคยฆ่าคนมาก่อน และเขาไม่มีทางทดสอบว่าตัวเขายังมีจิติญญานักฆ่าอยู่หรือเปล่าด้วย มีเพียงหลี่เทียนิเท่านั้นที่รู้สึกได้ว่า ถ้าตนด่ามาอีกคำ เกรงว่าชายหนุ่มตรงหน้าอาจตัวแตกก็เป็ได้
“เอาล่ะน้องชาย พวกเขาทำไปก็เพื่อไขคดีนะ อย่ากดดันพวกเขานักเลย ฉันหวังว่าพวกคุณจะไม่สร้างปัญหาให้กับงานรำลึกของคุณพ่อในวันนี้นะคะ!” คำพูดของหลี่เยว่หรูทำให้หลี่เทียนิสงบลง
แต่อาจเพราะเขาไม่เชื่อ หลี่เทียนิยังคงอ้าปากพูด “พี่สาว เงินของพวกเราที่เป็ผู้เสียภาษีก็ให้ไอ้เวรพวกนี้ผลาญจนหมดเลยนะ พวกมันเอาแต่กินไม่ยอมทำงาน ไม่ใช่ว่าเมื่อวานมันจับฆาตกรได้แล้วหรือไง? ไม่แน่ว่าพวกมันอาจรับสินบนมาก็ได้ ฉันจะบอกให้แกรู้ไว้นะ ว่าฉันเคยเห็นคนแบบนี้มาเยอะแล้ว ไอ้พวกชั้นต่ำนั่นน่ะ”
“พอได้แล้ว! เสี่ยวิ เธอออกไปก่อนเถอะ คุณผู้ชายคะ หากมีคำถามอะไรก็เชิญถามมาโดยเร็วที่สุดเถอะค่ะ ที่จริงแล้ววันนี้พวกเราไม่ค่อยมีเวลามาต้อนรับพวกคุณหรอกนะคะ” หลี่เยว่หรูเลิกคิ้ว เอ่ยตำหนิ จากนั้นก็นวดคิ้วที่ปูดขึ้นมา
“งั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะครับ ขอทีละคนนะครับ เริ่มจากคุณหญิงหลี่ก่อน”
จ้าวอี้ไม่สนคำพูดไร้มารยาทของหลี่เทียนิ “เมื่อวานนี้ใครเป็คนรับสายของโจวเหวินิหรือก็คือผู้ต้องสงสัยงั้นเหรอครับ? แล้วรับตอนกี่โมง?”
“คุณพ่อของฉันเป็คนรับสายเองค่ะ ตอนนั้นสภาพจิตใจเขายังดีอยู่ จากนั้นจึงจัดเตรียมพ่อบ้านให้ไปรับเขามา ส่วนเวลาน่าจะเป็ตอนเช้าแปดโมงของวันนั้นนะคะ” หลี่เยว่หรูนึกทบทวนก่อนจะพูดอย่างมั่นใจ
“มีใครเป็พยานได้ไหมครับ?”
“วันนั้นอาของฉันก็อยู่ด้วยค่ะ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว”
“ผมเสียใจด้วยนะครับ แล้วคุณพอจะทราบรายละเอียดที่เขาคุยกันไหมครับ?”
“ไม่ทราบค่ะ ตอนนั้นฉันไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ ฉันแค่ได้ยินตอนที่คุณพ่อมาสั่งให้พวกเราต้อนรับแขกอย่างกระตือรือร้นเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าแขกคนนี้จะเป็คนจิตใจโเี้” หลี่เยว่หรูพลันขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ท่าทางโกรธเกรี้ยว
“ตามรายงานของเมื่อวาน คุณเป็คนแรกที่พบศพพ่อของคุณใช่ไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ มันใกล้ถึงเวลาที่ต้องให้คุณพ่อทานยาพอดี ฉันคอยดูแลคุณพ่อและคอยเตือนให้เขาทานยาตรงเวลา วันนั้นเทียนิกับฉันอยู่ด้วยกัน ท่าทางของคุณพ่อในตอนนั้นค่อยไม่ดีเท่าไร เขาอ้าปากยื่นมือเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ฉันก็เลยรีบโทรตามหมอ แต่ก่อนที่หมอประจำตระกูลจะมาถึง คุณพ่อก็เสียชีวิตลงแล้ว และไม่อาจช่วยเหลือได้อีกแล้วด้วย ฆาตกรต้องเป็เขาแน่ค่ะ! เพราะก่อนที่ฉันจะเข้าไป มีแค่เขากับคุณพ่อเท่านั้นเอง”
หลี่เยว่หรูอาจนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่พ่อของเธอจะเสียชีวิต เธอปิดหน้าสะอื้นเสียงเบา เมื่อพูดถึงโจวเหวินิเธอค่อนข้างะเืใจเลยทีเดียว
“อย่ากังวลไปเลยครับ พวกเรามีดุลพินิจอยู่ ตามรายงานที่ได้รับมา ตอนที่โจวเหวินิอยู่ที่นี่ น้องชายของคุณหลี่เทียนิก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ผมคิดว่าไม่มีใครใจกล้าขนาดสังหารพ่อของคุณใต้สายตาของเขาหรอกครับ จริงไหม?” จ้าวอี้ถามในสิ่งที่ตนสงสัยซึ่งจุดนี้สำคัญมาก
“เสี่ยวิเล่นโทรศัพท์เพลิน พวกคุณทำบันทึกก็น่าจะมีจดไว้บ้างสิ ตอนนั้นเขาไม่ได้ฟังบทสนทนาของคุณพ่อกับผู้ชายคนนั้นเลย มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเล่นมือถือ ช่าง...” หลี่เยว่หรูปกปิดความโมโหไว้แทบไม่อยู่เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้
“จากนั้นหลี่เทียนิก็ส่งโจวเหวินิออกจากห้องสินะครับ?”
จ้าวอี้ยังคงไม่ไหวติง ถามต่อไป
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนนั้นแก้วน้ำของคุณพ่อฉันสาดกระจาย แล้วจากนั้นพวกคุณก็ตรวจเจอสารตกค้างที่มีส่วนประกอบของยาชนิดเดียวกับที่คุณพ่อถูกวางยาพิษ ส่วนประโยคหลังสุดคุณพูดถูกแล้วค่ะ” หลี่เยว่หรูคิดอะไรบางอย่างออก เธอแก้ไขให้ถูกเล็กน้อยจึงพูดอย่างมั่นใจ
“มีบอดี้การ์ดอยู่หน้าประตูนอกห้องพ่อของคุณใช่ไหมครับ? แล้วมีคนอื่นอีกไหมครับ?”
“ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร คุณสอบถามกับพวกบอดี้การ์ดดูก็ได้ค่ะ”
“พ่อของคุณเป็เ้าพ่อห่วงโซ่อาหารที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง เขามีคู่แข่งที่คิดปองร้ายอยู่บ้างไหมครับ? หรือคุณคิดว่าใครที่จะมีแรงจูงใจแบบนั้นอยู่?” จ้าวอี้ไม่ละทิ้งเบาะแสนี้แน่นอน ต้องหาข้อมูลจากความสัมพันธ์ทางสังคมก่อนหน้านี้ของผู้ตายด้วย
“ไม่มีเลยค่ะ คุณพ่อยกธุรกิจให้ฉันเมื่อไม่กี่ปีก่อน โดยพื้นฐานแล้ว ฉันจะเป็คนจัดการงานในบริษัทเองทั้งหมด ฉันจะถามคุณพ่อแค่เื่สำคัญเท่านั้น ปกติแล้ว คุณพ่อจะให้ฉันเป็คนตัดสินใจเองน่ะค่ะ”
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ คุณช่วยเรียกน้องชายของคุณให้เข้ามาหน่อยได้ไหมครับ?”
เดิมทีจ้าวอี้จะยืนขึ้นแล้วจับมือกับหลี่เยว่หรู ทว่าหญิงสาวไม่สนใจเขา เธอเพียงแต่พยักหน้าแล้วเดินออกไป
“บันทึกแล้วใช่ไหม?”
“เรียบร้อย”
“ผมบอกแล้วว่าเราคำถามพื้นๆ พวกนี้ไปเมื่อวานแล้ว ซักไซ้แบบนี้เข้าท่าที่ไหน?”
ฉือผิงฮุยถาม
“เข้าท่าสิ” จ้าวอี้พูดอย่างไม่มั่นใจ เขานึกถึงคดีแรกที่ตนทำ หรงลี่คนนั้นพูดสิ่งที่ประสบมาซ้ำๆ โดยไม่ผิดแม้แต่คำเดียว ถ้าไม่เป็แบบนั้นล่ะก็ เกรงว่าคงไม่อาจไขคดีได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้หรอก
“ก็ได้ หลี่เทียนินิสัยไม่ค่อยดีเท่าไร คุณควรยับยั้งตัวเองสักหน่อยนะ คุณก็เห็น ด้านนอกมีคนดังจากทุกวงการในฮ่องกงมาร่วมงานรำลึกไม่น้อยเลย”
“ผมจะระวังไว้ละกัน”
สีหน้าของหลี่เทียนิดูหงุดหงิด เขานั่งลงและเริ่มเคาะโต๊ะ “มีอะไรก็รีบพูดมา ไม่มีก็ย้ายก้นออกไปซะ! ฉันไม่เข้าใจพวกแกจริงๆ เมื่อวานพวกแกถามไปแล้ว วันนี้พวกแกก็มาถามอีก พรุ่งนี้ยังจะมาอีกไหมเนี่ย?”
“ถ้ามีเื่สำคัญอีก พวกเราอาจมาครับ”
คำพูดไม่เกรงใจของจ้าวอี้ทำให้หลี่เทียนิเบื่อหน่าย
“ถามมาสิ เร็วๆ”
หลี่เทียนิเซ้าซี้ จ้าวอี้ก็ไม่เปลืองเวลาและตรงเข้าประเด็นหลักเลย
“โจวเหวินิพูดอะไรกับลุงของคุณเหรอครับ?”
“ฉันไม่รู้ ตอนนั้นฉันกำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ เวรเอ๊ย ถ้าตอนนั้นฉันไม่เล่นโทรศัพท์ล่ะก็ ลุงของฉันคงไม่โดนฆ่าแน่นอน” เมื่อพูดถึงเื่นี้ ใบหน้าของหลี่เทียนิก็เต็มไปด้วยความยุ่งยากใจ
“ถ้าฆาตกรฉวยโอกาส่นี้ในการก่อเหตุ งั้นลุงของคุณก็ต้องดิ้นรนต่อสู้แน่ๆ อย่าบอกนะว่าการกระทำรุนแรงขนาดนี้คุณก็ยังไม่เห็นน่ะ?” นี่ก็เป็ข้อสงสัย ต้องจิตใจกล้าแกร่งขนาดไหนถึงสามารถฆ่าคนใต้สายตาของเขาได้?
