หลิวอวิ๋นชูโพล่งออกไป “เฟิ่งสือจาว ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเ้าจะต่ำทรามได้ถึงเพียงนี้!”
ซูเหลียนหรูพูดส่งเสริม “ดูเหมือนความคิดนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ในเมื่อสือจาวพูดมาเช่นนี้แล้ว งั้นข้าจะปล่อยเ้าไปสักครั้งก็ได้ เอาไว้ค่อยไปหาขอทานริมทางมาทำแทนก็แล้วกัน” นางยกมือขึ้นมาปิดปากพลางหัวเราะเบาๆ คล้ายกำลังนึกเื่สนุกบางอย่าง “เมื่อเทียบกันแล้ว การที่เฟิ่งสือจิ่นทำเื่บัดสีกับขอทานต้องดังกระหึ่มกว่าการที่นางทำเื่ฉาวโฉ่กับท่านชายหลิวแน่”
หลิวอวิ๋นชูไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะก่นด่าหญิงตรงหน้าด้วยซ้ำ เมื่อถูกปล่อยตัว หลิวอวิ๋นชูก็คุกเข่าลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง ทันทีที่หางตาเหลือบไปเห็นเท้าสวยที่เปลือยเปล่าของเฟิ่งสือจิ่น เขาก็รีบก็หันหน้าไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณ
ควรจะทำอย่างไรดี? เขาวุ่นวายใจไปหมดแล้ว คิดอะไรไม่ออกเลย
เจี่ยนซืออินคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา ความกังวลบนใบหน้าของนางดูไม่เหมือนการเสแสร้งแกล้งทำ ราวกับว่านางเองก็คาดไม่ถึงว่าซูเหลียนหรูจะเล่นงานเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูด้วยแผนการเช่นนี้ เดิมที นางคิดว่าซูเหลียนหรูอยากจะเรียกทั้งสองมาสั่งสอนรังแก หลิวอวิ๋นชูจะได้เข็ดหลาบ ไม่คบค้าสมาคมกับเฟิ่งสือจิ่นอีก
แต่เื่ที่เกิดขึ้น ผิดจากสิ่งที่เจี่ยนซืออินคิดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
เจี่ยนซืออินพูดอย่างร้อนรน “พี่อวิ๋นชู เลิกยุ่งกับเื่นี้เถอะ ในเมื่อองค์หญิงรับปากว่าจะปล่อยท่านไป เช่นนั้นพวกเราก็รีบไปจากที่นี่เถอะ”
หลิวอวิ๋นชูใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นดินเอาไว้ นิ้วทั้งสิบกำใบไม้แห้งบนพื้นแน่น เขาชะงักนิ่งอยู่ในท่านี้เป็เวลานาน นอกจากเจี่ยนซืออินจะเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จแล้ว ยังถูกหลิวอวิ๋นชูดันจนล้มลงบนพื้นอีกด้วย นางเคยถูกปฏิบัติด้วยเช่นนี้เสียที่ไหน นางตาแดงคล้ายกำลังจะร้องไห้ ก่อนจะะโใส่หลิวอวิ๋นชู “ทำอะไรของเ้า! ข้าอุตส่าห์หวังดี อยากจะช่วยเ้า แต่เ้ากลับไม่เห็นค่าเลยสักนิด!”
เสียงของหลิวอวิ๋นชูทั้งแหบพร่าและอ่อนล้า เขามองเจี่ยนซืออินด้วยดวงตาแดงก่ำ “หากเ้าหวังดีกับข้าจริงๆ คงไม่ร่วมมือกับคนพวกนี้ ทำให้ข้ามาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก ไสหัวไป ข้าหลิวอวิ๋นชู ไม่้าความหวังดีจอมปลอมจากเ้า!”
ท่านโหวอันกั๋วกับท่านอัครมหาเสนาบดีสนิทสนมกันมานาน หลิวอวิ๋นชูกับเจี่ยนซืออินก็รู้จักและโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ก่อนที่จะมาเจอกับเฟิ่งสือจิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างหลิวอวิ๋นชูกับเจี่ยนซืออินถือว่าดีไม่เลวเลย
แต่มาตอนนี้ สำหรับเจี่ยนซืออิน ความสัมพันธ์ของพวกเขาในบัดนี้ย่ำแย่จนถึงขีดสุดแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็เพราะเฟิ่งสือจิ่นคนเดียว เจี่ยนซืออินโกรธจัด นางชี้ไปยังเฟิ่งสือจิ่น “เป็เพราะนางคนเดียว เ้าถึงทำกับข้าเช่นนี้! ั้แ่นางเข้ามา เ้าก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน! เป็เพราะนางเ้าถึงมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำไมนางถึงไม่ไปตายให้พ้นๆ เลย!” นางลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วร้องไห้โฮ “ได้ ในเมื่อเ้าเห็นว่าความหวังดีของข้าเป็แค่เื่เสแสร้ง งั้นก็ไปตายพร้อมกับนางเสียเลยสิ ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น ข้าก็จะไม่สนใจเ้าอีกแล้ว!”
ซูเหลียนหรูพูดปลอบใจ “น้องสาวคนดีของข้า ต้องแบบนั้นสิถึงจะถูก เขามีดีอะไรหรือ” นางหันไปพูดกับหลิวอวิ๋นชู “ท่านชายหลิว ตกลงแล้ว ท่านจะไปจากที่นี่หรือเปล่า? ถ้าจะไปก็รีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
หลิวอวิ๋นชูตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ให้ข้าไป พวกเ้าจะได้พาคนอื่นมาย่ำยีนางหรือ ข้าหลิวอวิ๋นชูไม่ใช่คนแบบนั้น ข้าไม่ยอมให้พวกเ้ารังแกนางเด็ดขาด...” เขารู้ดีว่าคำพูดเช่นนี้ไม่มีความหมาย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี “ข้าไม่ไป ข้าไม่มีวันไปจากที่นี่เด็ดขาด”
“ในเมื่อท่านชายไม่ยอมไป เช่นนั้นก็อย่าให้พวกเราต้องลงมือให้ลำบากอีกเลย รีบถอดเสื้อผ้าออกมาเสียเถิด” ซูเหลียนหรูบอก เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นชูยังเอาแต่ชักช้า ไม่ยอมถอดเสียที นางจึงพูดเสริมขึ้นอีก “หากไม่ยอมถอด พวกเราจะไปพาคนอื่นมาเดี๋ยวนี้เลย”
“ไปกันเถอะ...” เฟิ่งสือจาวพูดขึ้นเบาๆ
หลิวอวิ๋นชูไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไปดี สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้ก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ทิ้งเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ในนี้เพียงลำพังไม่ได้เด็ดขาด ท้ายที่สุด เมื่อสตรีทั้งหลายในห้องหันหน้าไปอีกทาง หลิวอวิ๋นชูก็เริ่มถอดเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ออกแต่โดยดี
สาวใช้นำเชื้อเพลิงเข้ามา และจุดไฟเผาเสื้อผ้าของคนทั้งสองทันที
จากนั้นซูเหลียนหรูกับพวกก็เดินออกไปจากอาคารร้าง และปิดประตูอาคารลงด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ “รบกวนพวกเ้าสองคนนอนอยู่ในนี้สักคืนก็แล้วกัน ข้าไม่สนว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเ้า แต่พรุ่งนี้เช้า ทันทีที่ทุกคนได้มาเห็น พวกเขาก็จะเข้าใจเอง” พูดจบก็หมุนตัว เดินเชิดออกไปทันที
ราตรีเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น อาคารร้างกลับเข้าสู่ความสงบอีกครา
ขณะที่ซูเหลียนหรูกับพวกออกไปจากวิทยาลัยหลวง ผู้ที่มีหน้าที่ปิดล็อกอาคารต่างๆ ของวิทยาลัยหลวงก็เดินตรวจรอบๆ วิทยาลัยอีกครั้ง พบว่าไม่มีนักศึกษาเหลืออยู่แล้ว ซูเหลียนหรูเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น “เ้าล็อกประตูเถอะ พวกเราเป็นักศึกษาชุดสุดท้ายในวิทยาลัยหลวง ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ด้านในอีกแล้ว”
เหตุนี้ ผู้ดูแลจึงล็อกประตูใหญ่ของวิทยาลัยหลวงเอาไว้อย่างแ่า
ราตรีนี้มีอากาศเย็นเล็กน้อย อีการอบอาคารส่งเสียงร้องอย่างน่าวังเวง หลิวอวิ๋นชูแหงนหน้าขึ้นไปมอง พบว่าเบื้องบนมีอีกาบินวนไปมาไม่หยุด ได้ยินมาว่าอีกาชอบกินเศษเนื้อหรือเนื้อที่เน่าเสียแล้ว เพราะเคยมีนักศึกษาหลายคนถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตที่นี่ อีกาจึงพากันบินมาหาอาหารละแวกนี้นั่นเอง หลิวอวิ๋นชูรู้สึกกังวลเล็กน้อย เฟิ่งสือจิ่นนอนแน่นิ่งมานานแล้ว หากอีกาพวกนั้นสังเกตเห็นนาง พวกมันอาจพุ่งเข้ามาโจมตีนางก็ได้
เขารีบหันไปมองเฟิ่งสือจิ่นแบบผ่านๆ “เฟิ่งสือจิ่น นี่ เฟิ่งสือจิ่น... เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม? พวกนั้นไปกันหมดแล้ว... แผลที่หลังของเ้ายังเจ็บอยู่หรือเปล่า?”
เขาอยากเข้าไปดูอาการของเฟิ่งสือจิ่น แต่เพราะทั้งสองต่างก็อยู่ในสภาพนุ่งน้อยห่มน้อย จึงไม่อาจเข้าไปดูนางได้
รอบด้านมืดมิดลงเรื่อยๆ หลิวอวิ๋นชูรับรู้ได้ถึงความหนาวสะท้านที่บาดลึกคล้ายกำลังจะชอนไชเข้าไปในกระดูกดำ ร่างกายจึงเริ่มสั่นเทาขึ้นอย่างอดไม่ได้ เฟิ่งสือจิ่นเองก็ต้องหนาวเหมือนกันแน่ๆ นางนอนอยู่บนพื้นเช่นนี้ อาจหนาวจนเป็ไข้ได้ บัดนี้ รอบด้านมืดจนเขามองอะไรไม่เห็นแล้ว หลิวอวิ๋นชูจึงหันไปะโบอกนาง “เฟิ่งสือจิ่น ตื่นสิ! ลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนดีไหม?”
เฟิ่งสือจิ่นยังคงนอนนิ่ง หลิวอวิ๋นชูอดรู้สึกใจหายไม่ได้ หลังลังเลอยู่นาน ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ก้าวขาไปข้างหน้าทีละก้าวๆ อย่างช้าๆ พลางพูดขึ้น “หากเ้ายังไม่ตื่น ข้าจะเข้าไปหาแล้วนะ... วางใจเถอะ ตอนนี้มืดมาก ข้ามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ... ต่อให้จะเห็นก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร อย่างมากก็แค่ต้องรับผิดชอบเ้าเท่านั้น...” เมื่อเริ่มมีความคิดเช่นนี้ หลิวอวิ๋นชูก็พบว่า นอกจากความคิดเช่นนี้จะไม่ทำให้เขารู้สึกกังวลและหวาดกลัวแล้ว มันกลับเป็เหมือนยากล่อมประสาทที่ทำให้เขาผ่อนคลายและวางใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอึ้งกับความคิดของตนเองเลย แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ “ไม่เป็ไร อย่างมากข้าก็แค่ต้องรับผิดชอบเ้าเท่านั้น เมื่อเราจบการศึกษาจากวิทยาลัยหลวง ข้าจะไปสู่ขอเ้าทันที! ต่อให้คนอื่นจะมาเห็นจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็อะไร รอให้ข้าแต่งงานกับเ้าก่อนเถิด ดูซิว่าคนพวกนั้นยังพูดอะไรได้อีก...”
พูดจบ หลิวอวิ๋นชูก็ก้าวเข้าไปหาเฟิ่งสือจิ่นอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
อีกเพียงสองก้าวก็จะถึงจุดหมายแล้วแท้ๆ แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับขยับร่างกายขึ้นอย่างกะทันหัน นางดูมีสติกว่าเดิมไม่น้อย เสียงของนางแหบจนแทบจะไม่ได้ยิน “อย่าเข้ามา”
หลิวอวิ๋นชูชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะประกายความดีอกดีใจออกมา “เฟิ่งสือจิ่น เ้าฟื้นแล้วหรือ!”
เป็เวลานาน กว่าเฟิ่งสือจิ่นจะเริ่มขยับแขนและขาเบาๆ นางพูดขึ้น “หันหน้ากลับไป”
“ได้!” หลิวอวิ๋นชูตอบพลางหันหน้าไปด้านนอก
