ณ บ้านตระกูลมู่
“ท่านผู้นำตระกูล สืออวี้โทรศัพท์มาบ้างหรือยังครับ!” มู่เคอถาม
“สืออวี้เล่าว่าเย่ฝานให้พวกเขาทำหน้าที่เป็บอดี้การ์ด ได้ค่าตอบแทนห้าล้านหยวนต่อปี และได้โอสถวิเศษอีกสามเม็ดต่างหาก” มู่ฟงกล่าว
มู่เคอแย้มยิ้มพลางพูด “ไม่เลวเลยนะครับ!”
ผลอัคคีวิเศษของบ้านตระกูลมู่ล้วนนำไปแลกกับโอสถของเย่ฝานจนหมด หลังจากได้กินโอสถเข้าไป ลูกศิษย์ในตระกูลมู่ล้วนถวิลหามันอยู่เสมอ พวกของมู่สืออวี้ได้รับโอกาสนี้ นับว่าเป็เื่ที่ดี
มู่ฟงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”
ในอดีตมู่ฟงคิดอยู่เสมอว่า ผู้คนในโลกภายนอกล้วนมีอารมณ์หุนหันพลันแล่น ไม่เหมาะแก่การฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณ พอได้พบกับเย่ฝานจึงได้พบว่าโลกภายนอกก็มียอดฝีมือเช่นกัน ตอนนี้มีตระกูลวิทยายุทธ์โบราณมากมายที่เผชิญหน้ากับปัญหาขาดแคลนทรัพยากรที่ใช้ฝึกยุทธ์ ที่บ้านตระกูลหยางรีบร้อนลงมือกับบ้านตระกูลมู่ขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขา้าต้นผลอัคคีวิเศษของบ้านตระกูลมู่นั่นเอง
หากตระกูลวิทยายุทธ์โบราณยังย่ำอยู่กับที่และปิดกั้นตัวเองแบบนี้ รอให้เวลาผ่านไปอีกกี่ร้อยปี ก็คงหลีกเลี่ยงวิกฤตกาลทรัพยากรที่ใช้ฝึกยุทธ์ขาดแคลนไปไม่ได้
“แล้วเหลียนผิงล่ะ?” สีหน้าของมู่ฟงแสดงความกลัดกลุ้ม มู่เหลียนผิงฝึกฝนเคล็ดวิชาของตระกูลมู่ไม่สำเร็จ แต่พอฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่นกลับก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในใจของเขาจึงไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
“สืออวี้บอกว่า ความสามารถของเหลียนผิงเหนือกว่าเขาไปแล้ว” มู่เคอตอบ
มู่ฟงย่นคิ้วเข้าหากันแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ นี่เป็โชคชะตาของเขา”
…………………………………………………………………………………….…
ไป๋อวิ๋นซีเดินเข้าไปในคฤหาสน์ แล้วถามว่า “คนของบ้านตระกูลมู่มาที่นี่เหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่ พวกเขาเอาหนังสือสัญญากลับไปแล้ว น่าจะยอมเซ็นสัญญากันทุกคนนะ”
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจว่า โอสถวิเศษของสำนักเส้าหลินขายได้ตั้งร้อยล้านหยวน โอสถวิเศษของเย่ฝานมีคุณภาพดีกว่าของเส้าหลินไม่น้อย เขาใช้โอสถวิเศษสามเม็ดเป็ค่าตอบแทนให้ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ระดับพลังปราณขั้นสาม เ้าพวกนั้นถือว่าได้กำไรมากทีเดียว
“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วเอ่ยถาม
“ฉันกำลังคิดว่าจะเพิ่มพลังความแข็งแกร่งยังไงดี คนบ้านตระกูลมู่พวกนั้นบอกว่า ความจริงแล้วูเาเซียนถูกเต่าตัวหนึ่งแบกไว้บนหลังของมัน ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ เต่าตัวนั้นอย่างน้อยน่าจะบรรลุพลังปราณขั้นสร้างรากฐานแล้ว ถ้ามันเป็สายเืของเต่าดำจริงๆ พลังที่แสดงออกมาย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่ หากเป็เช่นนั้นจริงๆ การจะแย่งเนื้อจากปากเสือก็คงไม่ง่ายแล้ว!” เย่ฝานกล่าว
“แล้วนายมีวิธีที่สามารถเพิ่มพลังความแข็งแกร่งได้?” ไป๋อวิ๋นซีซักถาม
“หากบ้านตระกูลมู่สามารถขายผลอัคคีวิเศษให้ฉันอีกหน่อยก็ดีสิ” เย่ฝานเอ่ย
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “บ้านตระกูลมู่ไม่เหลือของให้นายแล้วจริงๆ วิธีนี้น่าจะเป็ไปไม่ได้”
“งั้นก็คงต้องลองไปขุดสุสานดูแล้วล่ะ ฉันกะว่าอีกไม่กี่วันจะไปสำรวจสุสานขององค์หญิงผีดิบ” เย่ฝานพูด
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพลางถาม “สุสานขององค์หญิงผีดิบ?”
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ใช่ ถึงแม้ว่าคนของสำนักเหมาซานจะไปสำรวจมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ฉันก็ยังอยากไปสำรวจอีกอยู่ดี”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันนะ จะว่าไปแล้ว ฉันได้ยินมาว่าตอนที่คนของสำนักเหมาซันเข้าไปที่นั่น พลังหยินในสุสานโบราณเข้มข้นมาก หลังจากที่องค์หญิงตายไป ก็มีผีราชบุตรเขยตนหนึ่งขึ้นเป็ผู้นำแทน คนของสำนักเหมาซันจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก พวกเขาจำเป็ต้องปิดตายสุสานโบราณนั่นไว้”
เย่ฝานรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันใด “ถ้าอย่างนั้น ในสุสานก็ยังมีของอยู่น่ะสิ?”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
…………………………………………………………………………….…
เสียงโทรศัพท์ของเย่ฝานดังขึ้น ไป๋อวิ๋นซีมองเขาแวบหนึ่งแล้วถามด้วยความเ็า “เพื่อนเสเพลคนไหนของนายโทรมาหาอีกล่ะ! เ้าไก่อ่อนเหรอ?”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วตอบว่า “ไม่ใช่หรอก เป็คุณตาของนายต่างหากล่ะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ทำไมคุณตาถึงโทรมาหานายได้?”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีอย่างไม่เข้าใจ แล้วเอ่ยว่า “เป็เพราะคุณตาชอบฉันมากน่ะสิ! คุณตาโทรหาฉันมันแปลกมากเลยเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซี “...รีบรับสายสิ!”
“อ่อ”
เย่ฝานคุยกับเซี่ยวฉือไม่กี่ประโยคก็วางสาย
“คุณตาว่ายังไงบ้าง?”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรมากหรอก เขาเพียงอยากเชิญฉันไปหาที่บ้าน ดูเร่งด่วนมากเลย”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า “งั้นเราไปกันเถอะ”
ไป๋อวิ๋นซีรีบขับรถไปถึงใต้ตึกที่เซี่ยวฉืออาศัย แล้วขึ้นไปหาเขาทันที
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือแล้วถามด้วยความสงสัย “คุณตาครับ มีเื่อะไรเหรอครับ! มันสำคัญถึงขนาดคุยในโทรศัพท์ไม่ได้”
เซี่ยวฉือย่นคิ้วเข้าหากัน ตอบอย่างมีลับลมคมใน “แน่นอนว่าต้องระมัดระวังหน่อยสิ เกิดมีคนดักฟังเสียงโทรศัพท์จะทำยังไง?”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “คุณตาคิดมากเกินไปแล้วครับ ใครจะว่างถึงขนาดมานั่งดักฟังเสียงโทรศัพท์ของคุณตาครับ ถ้าดักฟังของผมยังจะมีความเป็ไปได้มากกว่าอีก ผมเป็บุคคลสำคัญนะครับ!
เซี่ยวฉือ “…”
“คุณตา ตกลงมีเื่อะไรหรือครับ!” ไป๋อวิ๋นซีซักถาม
“ไม่ใช่เื่ของตาหรอก แต่เป็เื่ของเพื่อนคนหนึ่ง ่ก่อนเขาติดตามทีมศึกษาโบราณคดีเข้าไปขุดสุสานโบราณ”
“เขาเจอผีดิบ แล้วก็ถูกกินไปแล้วหรือครับ?” เย่ฝานถามพร้อมดวงตาที่ส่องประกาย
เซี่ยวฉือนึกในใจ “…” เย่ฝานเ้าหมอนี่จะพูดจาดีๆ ไม่ได้เลยใช่ไหม!
เซี่ยวฉือส่ายหน้า “เปล่า ทีมศึกษาโบราณคดีเข้าไปขุดสุสานโบราณขนาดใหญ่และเก่าแก่มาก ทว่ากลับไม่พบโลงศพ พบเพียงก้อนหินลักษณะประหลาดกองหนึ่ง และพบว่ามีศิลาจารึกชิ้นหนึ่งอยู่ข้างใน”
“บนศิลาจารึกเขียนอะไรไว้หรือครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ตัวอักษรบนศิลาจารึกเลือนรางไปมากแล้ว แต่ยังวินิจฉัยได้ว่าเป็ตัวอักษรใน่สมัยซางโจว คิดว่าพวกเธอคงเคยได้ยินตำนานที่ว่า ฟ้าบันดาลให้นกศักดิ์สิทธิ์ ให้กำเนิดปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซาง ใช่ไหม”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วถามว่า “ฟ้าบันดาลให้นกศักดิ์สิทธิ์ ให้กำเนิดปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซาง มันเป็ยังไง!”
เซี่ยวฉือ “…”
“ในตำนานเล่าว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งออกไปอาบน้ำในลำธาร นางเห็นไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์เข้าจึงกินมันเข้าไป จากนั้นนางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดชี่ ซึ่งชี่ก็คือบรรพบุรุษของคนราชวงศ์ซางในเวลาต่อมา” เซี่ยวฉือเล่า
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วพูดว่า “ตำนานเื่นี้ผมเคยได้ยินเหมือนกัน มีกษัตริย์สมัยโบราณหลายพระองค์ที่้าสร้างอำนาจและบารมีให้ตนเอง บางคนจึงเสกสรรปั้นแต่งเื่เล่าที่เป็ปาฏิหาริย์ขึ้นมา เื่เล่าที่เป็เท็จพอแพร่กระจายนานวันเข้า ก็แปรเปลี่ยนเป็เื่จริงขึ้นมาสักวัน สุดท้ายกลายเป็ตำนานมากมายที่ทำให้คนรุ่นหลังตกตะลึงเมื่อได้ฟัง”
“มีบางตำนานที่เป็เื่เท็จ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่แน่ว่าอาจมีข้อความจริงอยู่บ้าง ฉันได้ยินว่านกศักดิ์สิทธิ์ในสมัยราชวงศ์ซางโจวตัวนั้น ที่แท้คือลูกหลานของนกยูงแดง จึงเป็ไปได้ว่าไข่ของมันจะมีผลที่น่าอัศจรรย์แฝงอยู่” เซี่ยวฉือกวาดตามองเย่ฝานแวบหนึ่ง ความจริงแล้วเดิมทีเขาไม่เชื่อตำนานพวกนี้ แต่พอได้รู้ถึงความสามารถของเย่ฝาน เซี่ยวฉือก็มีความคิดต่างไปจากเดิม
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “แล้วเื่นี้มันเกี่ยวกับสุสานโบราณยังไงครับ?”
“ตาก็กำลังจะพูดอยู่นี่ไง หลังจากที่มีการแปลศิลาจารึกแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่าสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในสุสานไม่ใช่คน แต่เป็ไข่”
ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้าง “คุณตาหมายความว่า สิ่งที่ฝังอยู่ในสุสานนั่นคือไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์หรือครับ?”
เซี่ยวฉือพยักหน้าแล้วตอบว่า “ถูกต้องแล้ว มันเป็อย่างนั้นแหละ!”
“ในตำนานกล่าวขานว่าชี่เป็ลูกหลานของนกศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับความคุ้มครองจากนกศักดิ์สิทธิ์ ตาเคยได้ยินว่านกศักดิ์สิทธิ์ออกไข่หนึ่งฟอง แล้วเตรียมจะกกไข่ แต่กกไข่อยู่สองร้อยปี ก็ไม่ยอมฟักสักที มันจึงตัดสินใจบินจากไปด้วยความผิดหวัง แล้วทิ้งไข่ไว้อย่างนั้น ลูกหลานของชี่จึงสร้างสุสานให้ไข่ฟองนั้น” เซี่ยวฉือเล่า
เย่ฝานทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หาก้าให้ไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์ฟักตัว จำเป็ต้องมีพลังปราณเพียงพอ ในโลกปัจจุบันที่พลังปราณเบาบางอย่างนี้ ไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางฟักตัวแน่
ในสมัยราชวงศ์ซางโจวพลังปราณฟ้าดินอาจจะเข้มข้นกว่าปัจจุบัน แต่หากเทียบกับตอนกำเนิดฟ้าดินแล้ว ก็ยังห่างไกลกันลิบลับ
“คนของทีมศึกษาโบราณคดีขุดก้อนหินออกมาจากสุสานโบราณได้หลายร้อยก้อน แรกเริ่มตอนขุดได้ก็โยนก้อนหินออกไปไว้ข้างๆ หลังจากที่มีการแปลอักษรบนศิลาจารึกแล้ว ทุกคนก็คิดขึ้นมาได้ว่า บางทีก้อนหินเ่าั้อาจจะมีไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใน ทว่าไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์ผ่านการเคลื่อนคล้อยของกาลเวลามายาวนาน ทำให้มันกลายเป็ฟอสซิล จึงมีลักษณะแตกต่างจากก้อนหินทั่วไป”
ไป๋อวิ๋นซีหันไปมองเย่ฝานแวบหนึ่ง “เย่ฝาน นกศักดิ์สิทธิ์นั่นใช่สัตว์วิเศษที่นายเคยพูดถึงหรือเปล่า ถ้าใช่ไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์ก็คือไข่ของสัตว์วิเศษน่ะสิ ไข่ของสัตว์วิเศษมีฤทธิ์บำรุงร่างกายใช่ไหม!”
เย่ฝานกะพริบตาพลางนึกว่า หากพญาหงส์ในตำนานมีอยู่จริง อย่างนั้นลูกหลานของนกศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏกายขึ้นมาในสมัยซางโจวก็คงไม่แปลก
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไข่ของสัตว์วิเศษมีฤทธิ์บำรุงร่างกายก็จริง แต่ว่า นั่นมันเป็ไข่ที่ถูกฟักออกมาเมื่อพันปีที่แล้วนะ! มันน่าจะฝ่อไปหมดแล้วล่ะมั้ง”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “ก็เป็ไปได้!”
“ตอนนี้มีการแย่งชิงก้อนหินเ่าั้อย่างดุเดือด เมื่อรู้ว่าในก้อนหินเ่าั้อาจมีไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์อยู่ภายใน ทีมปฏิบัติภารกิจพิเศษของรัฐบาลก็รีบส่งคนออกมาเคลื่อนไหว พวกเขาย้ายก้อนหินเ่าั้กลับไปจนหมด”
“แต่ก่อนที่หน่วยงานรัฐบาลจะออกมาเคลื่อนไหว มีชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านได้เข้าไปขุดของในสุสานโบราณ แล้วขโมยก้อนหินนั่นไปเก็บไว้เป็สมบัติของตน คนทั้งหมดจากสามหมู่บ้านล้วนถูกฆ่าตาย น่าจะมีคนต่างประเทศเข้ามาพัวพันด้วย มีความเป็ไปได้ว่าคนที่ลงมืออาจเป็คนของกรมตัดสินคดีศาสนา”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ข่าวเื่ไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์เล็ดลอดออกไป หน่วยงานพิเศษของรัฐบาลให้ความสำคัญกับเื่นี้มาก ก้อนหินมากมายขนาดนั้นใครจะสามารถยืนยันได้ว่าก้อนไหนเป็ไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์”
เย่ฝานเหลือบตามองบน “บางทีอาจไม่มีเลยสักก้อน สุสานโบราณนั่นความจริงอาจจะมีคนสารเลวบางกลุ่มสร้างขึ้น หวังจะกลั่นแกล้งคนอื่นก็ได้ พวกคุณคิดถึงแต่เื่สมบัติจนบ้าไปแล้ว คิดว่าหินกองนั้นเป็สมบัติล้ำค่างั้นเหรอ”
เซี่ยวฉือพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็อาจเป็ไปได้อย่างที่นายพูด”
“ตอนนี้รัฐบาลกำลังหาทางนำไข่ที่ถูกขโมยไปรวบรวมกลับมาให้หมด ถึงแม้มันจะเป็อัตราส่วนที่น้อยมาก แต่ถ้าไข่ของนกศักดิ์สิทธิ์อยู่ในส่วนที่ถูกขโมยไป ก็คงจะแย่แน่ๆ” เซี่ยวฉือพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เย่ฝานกลอกตามองบน “มีอะไรแย่ล่ะ มันก็แค่ไข่ของนกบ้าตัวหนึ่ง เวลาผ่านไปตั้งหลายพันปีแล้ว ใครจะไปรู้ว่าของในนั้นจะกลายเป็อะไรไปแล้ว!
เซี่ยวฉือ “…”
“คุณตาครับ สุสานโบราณอยู่ที่ไหนหรือครับ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“จะว่าไปแล้ว ก็อยู่ใกล้ๆ กับสุสานขององค์หญิงผีดิบนั่น!” เซี่ยวฉือตอบ
เย่ฝานกะพริบตา แล้วเอ่ยว่า “ถ้าเป็อย่างนั้น ก็เป็ทางผ่านพอดีน่ะสิ!”
เซี่ยวฉือมองเย่ฝานแล้วถามด้วยความสงสัย “นายอยากเข้าไปที่สุสานขององค์หญิงผีดิบนั่นอีกครั้งเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าตอบ“อยากเข้าไปสำรวจหน่อยน่ะครับ”
“นายต้องระวังหน่อยนะ!” เซี่ยวฉือกล่าวด้วยความกังวล
เย่ฝานพูดอย่างไม่แยแส “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตอนนี้ผมเก่งกาจกว่าเมื่อก่อนมากนะครับ?”
เซี่ยวฉือมองไป๋อวิ๋นซี แล้วกล่าวว่า “อวิ๋นซี หลานจะไปกับเย่ฝานด้วยเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า “ผมจะไปกับเขาครับ”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความคาดไม่ถึง แล้วกะพริบตาปริบๆ
“อวิ๋นซี ตาได้ยินว่าหลานจะมอบธุรกิจในมือให้พี่ใหญ่ดูแลแทนงั้นหรือ?” เซี่ยวฉือถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วครับ” จากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไป๋อวิ๋นซีตระหนักว่า เขาไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานบริษัทได้อีกต่อไป อีกอย่างเย่ฝานก็หาเงินได้เร็วกว่าเขาจริงๆ บางทีเขาอาจจะลองเปลี่ยนอาชีพก็ได้
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “อวิ๋นซี นายจะโยนงานของบริษัทให้พี่ใหญ่จัดการต่องั้นเหรอ? ดีมากเลย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“แต่ทำไมนายถึงไม่บอกฉันสักคำ!” เย่ฝานพูดแล้วคว่ำมุมปาก
“ถ้านายใส่ใจสักนิด ก็คงสังเกตเห็นตั้งนานแล้ว” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความเ็า
เย่ฝานเกาหัว แล้วหัวเราะด้วยความขวยเขิน เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความยินดีที่ปิดไม่มิด
“อวิ๋นซี นายก็รู้อยู่แก่ใจใช่ไหม ว่า่ที่ผ่านมานายเ็ากับฉันเกินไป ก็เลยอยากหาเวลามาอยู่กับฉันให้มากขึ้นสินะ!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
