ในโรงแรม
เย่ฝานจ้องตราประทับอยู่ครึ่งค่อนวัน
ไป๋อวิ๋นซีเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นภาพเย่ฝานนั่งอยู่ที่โต๊ะมองตราประทับด้วยสายตาแน่วแน่
ไป๋อวิ๋นซีใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัว แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “นายเอาแต่มองไอ้ตราประทับนี่มาครึ่งค่อนวันแล้วนะ มันมีอะไรดีเหรอ?”
“ที่แท้ประเทศของเราในสมัยโบราณ ก็มีผู้ฝึกตนเกิดขึ้นแล้วจริงๆ” เย่ฝานพูดพลางครุ่นคิด
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาลง แล้วถามว่า “มันเป็ความจริงเหรอ ทำไมนายถึงรู้ล่ะ?”
“ตราประทับนี่มันบอกฉัน”
“มีิญญาของัตัวหนึ่งถูกกักขังในตราประทับนี้ จะบอกว่าเป็ิญญาของัก็คงไม่ถูกซะทีเดียว มันเป็ลูกหลานของตระกูลั สายเืจึงเจือจางและปะปนกับสายเือื่นมาบ้าง ิญญาของลูกหลานของตระกูลัที่ถูกกักขังในนี้น่าจะเป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานปราณ หรืออาจเป็ผู้ฝึกตนถึงระดับจินตันก็เป็ได้”
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ในประวัติศาสตร์จีนก็มีบันทึกถึงผู้วิเศษอยู่บ้าง” ตามตำนานเล่าขาน ในสมัยที่พระเ้าหวงทำากับชือโหยว[1] ก็มีการปรากฏตัวของอัสนีเทพเหลยกงและเ้าแม่สายฟ้าเหลยหมู่
“แต่จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่เคยเจอผู้ฝึกตนในโลกใบนี้เลย” เย่ฝานบ่นพึมพำ ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณล้วนเป็พวกที่ใช้ปราณดั้งเดิมในการฝึกตนทั้งนั้น
คนที่มีรากิญญามีจำนวนน้อย บางคนไม่สามารถตรวจสอบรากิญญาได้ แน่นอนว่าการฝึกวิทยายุทธ์โบราณย่อมได้ผลดีกว่า ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณแม้จะมีพลังด้อยกว่าผู้ฝึกตน แต่มันเริ่มต้นฝึกได้ง่ายกว่า! และสามารถฝึกฝนด้วยตนเองได้
เย่ฝานหันไปทางไป๋อวิ๋นซี ดวงตาของเขาเปล่งประกายแวววาวพลางพูดว่า “อวิ๋นซี นายดูดีจังเลย”
หนุ่มรูปงามที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จยิ่งดูงามตาเป็พิเศษ
ไป๋อวิ๋นซีผิวกายละเอียดเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากได้ฝึกตนชำระล้างไขกระดูก ของเสียทั้งหลายถูกขับออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเปล่งประกายยิ่งขึ้น
เย่ฝานกลิ้งตัวบนเตียงสองตลบ แล้วกล่าวด้วยความเบิกบาน “ฉันชอบเตียงที่นี่มากเลย ใหญ่กว่าเตียงของโรงแรมในหมู่บ้านเชิงเขานั้นซะอีก ทำให้ฉันกลิ้งตัวได้สะดวกขึ้น อวิ๋นซี นายมานั่งตรงนี้สิ!”
ไป๋อวิ๋นซียกเข่าถีบเย่ฝานตกเตียงทันใด “ตัวสกปรกขนาดนี้ แล้วยังจะมานอนกลิ้งบนเตียงอีก นายลงไปเลย”
“ฉันไม่สกปรกสักหน่อย” เย่ฝานกล่าว
“พูดจาเหลวไหล นายลงไปในสุสานนะ บนตัวนายจะมีเชื้อโรคมากแค่ไหนก็ไม่รู้ ยังไม่รีบไปอาบน้ำอีก”
เย่ฝานอาบน้ำอย่างลวกๆ แล้วขึ้นมานอนแผ่หลาอยู่บนเตียง “ฉันมาแล้ว!”
ไป๋อวิ๋นซีมองแววตาอันเร่าร้อนของเย่ฝาน เขารู้สึกถึงสายตาของเย่ฝานที่มองเขาราวกับกำลังมองหมูตุ๋นน้ำแดงหอมๆ จานหนึ่ง
เย่ฝานคร่อมไป๋อวิ๋นซีแล้วใช้ปากกัดเบาๆ ไปทั่วร่าง ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรได้ จึงใช้แขนดันตัวสูงขึ้นพลางมองหน้าไป๋อวิ๋นซีที่อยู่เบื้องล่าง
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วถามด้วยความสงสัย “เป็อะไรไปเหรอ?”
“อวิ๋นซี นายอยากอยู่ข้างบนไหม?” เย่ฝานถาม
“ข้างบน ข้างบนแบบไหน? นายจะนอนราบกับเตียงแล้วให้ฉันคร่อมตัวนายงั้นเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างไร้อารมณ์
เย่ฝานส่ายหน้า “ไม่ใช่ อยู่้าแบบนั้นน่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีตอบอย่างไม่แยแส “ฉันไม่อยากทำ”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วถามว่า “ทำไมล่ะ!”
“ฉันี้เี!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างเฉยเมย
เย่ฝานโอบไป๋อวิ๋นซีแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ “งั้นช่างมันเถอะ ฉันยังมีแรงอยู่”
ไป๋อวิ๋นซี “…” ยังมีแรงอยู่ จุดเด่นของเย่ฝานที่ยังหลงเหลือ ก็คือพลังที่ล้นหลามนี่แหละ
............................
ณ หมู่บ้านฮว๋าย
ผู้ใหญ่บ้านเอาแต่อธิบายให้จอร์จฟังไม่หยุดปาก จอร์จถูกเขาเซ้าซี้จนรำคาญ
เฉินหรานมองจอร์จแล้วพูดว่า “จอร์จ ฉันว่าพวกเราไปกันเถอะ หมู่บ้านนี้มีปัญหาไม่น้อยเลย หากเรายังอยู่ที่นี่ต่อ ฉันกลัวว่าจะเกิดเื่”
ผู้ใหญ่บ้านยังพยายามขอให้จอร์จยอมลงทุนที่นี่ เื่นี้ทำให้เฉินหรานหงุดหงิดไม่น้อย
ระหว่างที่เฉินหรานสำรวจและสืบค้นข้อมูลหมู่บ้าน ทำให้ได้รู้เื่ราวมากมาย เช่นเื่ที่คนในหมู่บ้านฆ่าทารกหญิง รวมทั้งในหมู่บ้านได้เปิดคลินิกเถื่อน หากคลินิกตรวจพบว่าในครรภ์ของผู้หญิงเป็ทารกเพศหญิง แม่คนนั้นก็อาจถูกทำให้แท้ง แล้วยังมีเื่ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนถูกซื้อมาด้วยวิธีการผิดกฎหมาย ตอนที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ๆ หากทำหน้าที่แม่บ้านได้ไม่ดีก็จะถูกทำร้ายหรือกักขัง เมื่อเริ่มปรับตัวได้ถึงจะถูกปล่อยตัวออกมา เฉินหรานจึงรู้สึกว่า แม่บ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ล้วนมีสติไม่สมประกอบ
“แต่ฉันอยากรอพบคุณชายเย่ ฉันอยากเรียนกังฟู” จอร์จกล่าวด้วยความหวัง
เฉินหรานเอ่ยด้วยความลำบากใจ “คุณชายเย่ เขาไม่ยอมสอนนายหรอก”
“ทำไมล่ะ?” จอร์จถามด้วยความสิ้นหวัง
“ก็เพราะว่าเขายุ่งมากไงล่ะ”
“แต่ฉันจ่ายค่าเรียนให้เขาได้นะ!”
เฉินหรานส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์หรอก! นายก็รู้ว่าคู่รักของคุณชายเย่เป็ใครใช่ไหม เขาเป็คนของตระกูลไป๋ ซึ่งเป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง”
จอร์จพูดด้วยความกลัดกลุ้ม “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่มีวันสำเร็จวิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้ามหากาฬน่ะสิ”
เฉินหรานพยักหน้า “น่าจะเป็อย่างนั้น ถึงแม้เขาจะยอมสอนนาย แต่นายก็คงฝึกไม่สำเร็จหรอก”
จอร์จมองเฉินหราน แล้วถามว่า “เป็เพราะอะไรกัน?”
“เพราะว่าเคล็ดวิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้ามหากาฬ เป็วิชาที่ต้องฝึกฝนมาั้แ่ยังเด็ก อายุสองสามขวบก็ต้องเริ่มฝึกฝนแล้ว ผู้ฝึกฝนจะต้องรักษาสภาพของร่างกายที่เป็เด็กเอาไว้” เฉินหรานเล่า
“อะไรคือร่างกายที่ยังเหมือนเด็ก?” จอร์จถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนน่ะสิ? และก็ห้ามช่วยตัวเองด้วย” เฉินหรานบอก
จอร์จถลึงตาพูดอย่างไม่น่าเชื่อ “จะเป็อย่างนั้นได้ยังไงกัน?”
เฉินหรานพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ต้องทำอย่างนั้นจริงๆ ไม่เช่นนั้น ทำไมยอดฝีมือในโลกใบนี้ถึงมีอยู่ไม่กี่คนล่ะ”
“ฝึกวรยุทธ์มันช่างลำบากจริงๆ” จอร์จพูดอย่างเซ็งๆ
เฉินหรานพยักหน้าแล้วพูดว่า “คนที่ยอมเผชิญกับความลำบากมากกว่าผู้อื่น จึงจะกลายเป็คนที่เก่งกาจกว่าใครในภายหลัง!”
จอร์จมองเฉินหราน แล้วถามอย่างไม่ละความพยายาม “แล้วไม่มีวิธีอื่นเลยหรือไง?”
เฉินหรานดูท่าทางของจอร์จก็รู้สึกจนใจ จึงพยักหน้าตอบ “มีสิ”
จอร์จมองเฉินหรานด้วยความดีอกดีใจ “คืออะไร? มันคืออะไร?”
“ดื่มฉี่เด็กไงล่ะ”
สีหน้าของจอร์จเหมือนกับคนถ่ายไม่ออก เขาลังเลอยู่สักครู่ ด้วยความจนใจในที่สุดเขาก็ทำหน้าราวกับอยากจะอาเจียน “ฉันว่า... ฉันไม่อยากเรียนวิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้ามหากาฬแล้วล่ะ”
เฉินหรานได้ยินคำพูดของจอร์จ ก็ถอนหายใจโล่งอกทันใด
........................................
ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานตั้งใจฝึกฝนพลังปราณในโรงแรมหลายวัน หลังจากนั้นเย่ฝานจึงตัดสินใจไปสำรวจสุสานโบราณขององค์หญิงผีดิบ
ทั้งสองจอดรถไว้บนเขา แล้วเดินเท้าไปต่อ
พอเดินไปได้ครึ่งทาง ทั้งสองก็ได้ยินเสียงะเิ
เย่ฝานหันหน้ามาจ้องไป๋อวิ๋นซี กะพริบตาปริบๆ พลางพูดว่า “เหมือนมีคนกำลังจุดประทัด”
ไป๋อวิ๋นซีหลับตาลงสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมนึกในใจว่า จุดประทัด? จุดประทัดบ้านนายสิ ฟังยังไงก็เป็เสียงะเิสุสาน!
“มีคนอยู่ข้างบน” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“มีคน? ใครกันเหรอ!”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วตอบว่า “แน่นอนว่าต้องเป็พวกปล้นสุสาน!”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “โจรปล้นสุสานสมัยนี้ช่างกำเริบเสิบสานนัก กลางวันแสกๆ ก็ยังกล้าปล้น”
ไป๋อวิ๋นซี “…” พวกโจรที่ปล้นสุสาน ก็คงกลัวความมืดล่ะมั้ง!
.....................................
เย่ฝานเดินไปได้ครึ่งทางก็พบรั้วกั้นที่ถูกทำลาย และยังเจอยันต์ที่มีตราประทับของสำนักเหมาซาน
เย่ฝานกะพริบตา แล้วพูดว่า “ฉันััได้ถึงลมหายใจของผู้มีชีวิตสิบสองคน ตอนนี้เหลือเก้าคนแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีผงะไปชั่วครู่ แล้วมองเย่ฝานพร้อมถามว่า “จำนวนคนลดลง พวกเขาถูกฆ่าตายงั้นเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่ ถูกฆ่าตาย”
ไป๋อวิ๋นซีย่นคิ้วเข้าหากัน แล้วคิดในใจว่า โจรปล้นสุสานพวกนั้นดวงซวยจริงๆ สุสานมีตั้งมากมาย แต่กลับมาปล้นสุสานแห่งนี้
“พวกเราไปดูกันเถอะ” เย่ฝานชวนด้วยอารมณ์คึกคะนอง
ไป๋อวิ๋นซีตอบกลับ “ไป”
“มีผี ที่นี่มีผี” โจรปล้นสุสานคนหนึ่งวิ่งออกมาด้วยความหวาดผวา แขนข้างหนึ่งขาดออกไปแล้ว มีเืไหลจากาแเป็สาย
เย่ฝานส่ายหน้า “คนคนนั้นถูกพิษผีดิบเข้าให้แล้ว คงไม่รอดแล้วล่ะ”
“แขนของเขาเหมือนถูกคนใช้แรงมหาศาลฉีกขาด” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “น่าจะใช่”
ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความสงสัย “ครั้งก่อนที่พวกเรามาที่นี่ ผีดิบในสุสานมันไม่ดุร้ายขนาดนี้นี่นา!”
“ครั้งที่แล้วที่พวกเรามา เราไม่ได้เข้าไปในสุสานนี่! ถูกรบกวนยามนิทราตั้งหลายครา แม้จะเป็ผีดิบก็อารมณ์เสียได้เหมือนกัน เ้าหมอนั่นคงจะเจอกับผีดิบที่โมโหเพราะถูกรบกวนจนตื่นขึ้นมาแน่ๆ” เย่ฝานคาดเดา
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ “…” ผีดิบก็โมโหที่ถูกรบกวนจนตื่นได้เหมือนกันเหรอ?
........................
ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานเดินไปถึงปากทางเข้าสุสาน ก็พบสภาพพังทลายของสุสานที่ถูกะเิ
“โจรพวกนี้ก็เหลือเกินจริงๆ กล้าะเิสุสานจนพินาศขนาดนี้” เย่ฝานส่ายหน้า
เย่ฝานหยิบเข็มทิศขึ้นมาตรวจสอบ ปรากฏว่าบนเข็มทิศมีจุดสว่างเกิดขึ้นจุดหนึ่ง
“ในสุสานยังมีของดีหลงเหลืออยู่!”
“องค์หญิงผีดิบและผีดิบตนอื่นๆ น่าจะอาศัยสิ่งนี้ในการเสริมตบะจนกลายเป็ผีดิบพันปี” ไป๋อวิ๋นซีชะงักไปชั่วครู่แล้วพูดว่า “พวกเราจะลงไปในสุสานเหรอ?”
เย่ฝานมองเข็มทิศ แล้วตอบว่า “ไม่ต้องลงไป มันขึ้นมาแล้ว”
ผีดิบร่างกำยำตนหนึ่งพุ่งออกมาจากสุสาน ที่ตัวของมันห้อยหยกรูปวงกลมอยู่
ผีดิบตนนั้นสูงถึงเก้าเมตร ดวงตาโปนราวกับกระดิ่ง หนวดเครารุงรัง กล้ามเนื้อบวมปูด ร่างกายหยาบกระด้าง
“เ้านี่ก็เป็พระสวามีขององค์หญิงผีดิบงั้นเหรอ? ครั้งก่อนฉันไม่ทันได้สังเกตอย่างละเอียด ฉันนึกว่าองค์จะชอบชายหนุ่มหน้าใสเสียอีก แต่กลับชอบแบบนี้เหรอเนี่ย!” เย่ฝานคิดในใจว่า รสนิยมขององค์หญิงผีดิบตนนี้แย่มาก!
ผีดิบตนนั้นได้ยินคำพูดของเย่ฝาน สีหน้าก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น “ในที่สุดนังสารเลวนั่นก็ตาย นังบ้านั่นถือดีว่าตนเป็องค์หญิง ทำอะไรตามอำเภอใจ แต่วันนี้ หล่อนสูญสลายไปแล้ว ฮะๆๆๆ...”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วคิดในใจว่า ผีดิบตนนี้ตอนที่มีชีวิตอยู่คงถูกองค์หญิงรังแกจนเหลืออด เกิดมาเป็ชายอกสามศอก กลับถูกผู้หญิงข่มเหง น่าสงสารจริงๆ
“ไม่รู้ว่าใครเป็คนฆ่านังบ้านั่น เจี่ยเจี่ย ในที่สุดนังสารเลวนั่นก็ตายจนได้ ข้าหลุดพ้นแล้ว นังชั่วนั่นแต่งพระสวามีตั้งสิบแปดคน แต่กลับไม่ยอมให้ข้ามีสนม”
เย่ฝานกลอกตาไปมาแล้วส่งเสียงว่า “ฉันเป็คนฆ่าหล่อนเอง”
เสียงหัวเราะของผีดิบหยุดลงทันใด มันมองเย่ฝานด้วยสายตาโกรธแค้น “ในเมื่อแกฆ่าหล่อนตาย อย่างนั้นข้าจะส่งแกไปอยู่กับหล่อนเอง”
เย่ฝานใในคำพูดของมัน “ฉันฆ่าหล่อน นายน่าจะขอบคุณไม่ใช่หรือไง? ฉันเป็คนทำให้นายหลุดพ้นนะ”
ผีดิบกัดฟันกรอด แล้วะโว่า “หุบปาก หล่อนควรตายด้วยมือของข้า มือของข้าเข้าใจไหม ข้าควรเป็คนบีบคอของหลอนจนหักตาย”
เย่ฝานขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วคิดในใจว่า “สมัยนี้มีคนมากมายที่ปากไม่ตรงกับใจ แต่ไม่นึกว่าผีดิบจะปากไม่ตรงกับใจเหมือนกัน เ้าหมอนี่ชอบความรุนแรงหรือไงกันนะ! ”
ผีดิบควงหอกในมือ แล้วใช้หอกจู่โจมเย่ฝาน
“ลุย!” เย่ฝานนำตราประทับัมหากาฬที่ได้จากสุสานโบราณขว้างไปทางผีดิบตนนั้น
ขนาดของตราประทับัมหากาฬขยายใหญ่หลายร้อยเท่าในพริบตาเดียว แล้วหล่นทับร่างของผีดิบตนนั้นอย่างแรงจนร่างนั้นราบแบนไปกับพื้น
“ยอดเยี่ยมมาก!” ไป๋อวิ๋นซีอดพูดออกมาไม่ได้
เย่ฝานหัวเราะ แล้วพูดว่า “ิญญาัในตราประทับัมหากาฬ น่าจะมีระดับพลังปราณในขั้นสร้างรากฐานปราณแล้ว ย่อมต้องเก่งกาจเป็ธรรมดา”
เดิมทีเย่ฝานแค่อยากลองพลังของตราประทับัมหากาฬเท่านั้น แต่กลับพบว่าพลังของมันรุนแรงกว่าที่คิดไว้ แต่การจู่โจมครั้งนี้บั่นทอนพลังปราณทั้งหมดที่มีในตราประทับ หากเจอกับคู่ต่อสู้อย่างสถานการณ์เมื่อครู่ ก็คงลำบากเหมือนกัน
เย่ฝานครุ่นคิด เขารู้สึกว่าต่อไปควรใช้ตราประทับัมหากาฬในภาวะคับขันจริงๆ จะดีกว่า การใช้ตราประทับที่เยี่ยมยอดขนาดนี้ต่อกรกับผีดิบที่มีพลังปราณเพียงขั้นหก เหมือนดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
--------------------------------------------------------------------------------------------
[1] ชือโหยว เป็หนึ่งในบุคคลซึ่งปรากฏชื่อในตำนานของจีนเมื่อสี่พันกว่าปีที่แล้ว เขาเป็ผู้นำชนเผ่าจิ่วหลี เป็ผู้ที่องอาจห้าวหาญ เขาสอนให้ชาวชนเผ่าจิ่วหลีประดิษฐ์อาวุธยุทโธปกรณ์หลากหลายเพื่อใช้ในยามา พวกเขาจึงมีความฮึกเหิมมากเวลาทำศึก
