รอยช้ำบนใบหน้าของหญิงสาวยังไม่หายดี ผมยาวยุ่งเหยิงกระจัดกระจายอยู่บนบ่า เธอที่เดิมทีควรจะแต่งตัวงดงาม ในตอนนี้กลับดูราวกับไม่ได้จัดการดูแลตัวเองมานานหลายวัน ไม่เพียงเท่านั้น ร่างของเธอยังส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมา เธอจับแก้วสุราในมือแน่นพร้อมกับขบฟันเอาไว้ ภายในแววตาปรากฏความโกรธเกลียดและความหวาดกลัวออกมา เกรงว่าตัวเธอเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่ง ตัวเธออย่างเหลียนเหล่ยจะตกต่ำลงมาถึงระดับนี้!
ใน่เวลานี้สื่อสำนักต่างๆ พากันออกตามหาตัวเธอกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าใครก็อยากได้ข้อมูลเป็คนแรกทั้งนั้น บริษัทจัดการของเหลียนเหล่ยเองก็หลบหน้าไป ส่วนผู้จัดการของเหลียนเหล่ยก็เอาแต่กล่าวคำพูดคลุมเครือออกมาแสดงให้เห็นว่า่นี้เหลียนเหล่ยสุขภาพไม่ดี ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เหล่าสื่อมวลชนต่างก็พยายามอย่างหนัก ทั้งยังมีปาปารัสซี่ที่ไปเฝ้าอยู่หน้าคอนโดของเธอไม่หลับไม่นอน แต่ก็ยังไม่พบเจอร่องรอยของเหลียนเหล่ยแม้แต่น้อย
แต่ใครจะคิดถึงว่า ดาราดังในวันวานที่พวกเขาอยากจะบินขึ้นฟ้าขุดลงดินตามหาคนนั้น จะอยู่ที่บาร์เล็กๆ แห่งนี้ เธอนำเงินของตัวเองมาใช้มัวเมาอยู่กับสุราและความชิงชัง แน่นอนว่าเธอไม่มีทางคิดพิจารณาถึงความผิดพลาดของตัวเอง ไม่… บางทีเธออาจจะมีความผิดพลาดหนึ่ง นั่นก็คือตอนแรกเธอควรจะระมัดระวังกว่านี้ เธอควรจะซื้อรูปที่อยู่ในมือของสื่อพวกนั้นมาให้หมดั้แ่แรก! เธอไม่ควรคิดอาศัยเพียงหลงเซิ่งเลย!
ชายวัยรุ่นสวมเสื้อยืดแผ่ไอความเกลียดชังเดินผ่านตัวเธอไปจากด้านข้าง ก่อนจะสะดุดเข้ากับรองเท้าส้นสูงของเหลียนเหล่ย เขาด่าทอเหลียนเหล่ยออกมาทันที “เธอจะเหยียดขาออกมาทำไมกว้างๆ นี่เป็บ้าไปแล้วเหรอ?”
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เรือนผมทั้งสองฝั่งก็ไหลลงไปด้านหลัง สายตาที่เดิมทีดุร้ายของชายวัยรุ่นมองพิจารณาใบหน้าของเธอ ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วขึ้นมา “...เธอคือเหลียนเหล่ย?”
เหลียนเหล่ยใขึ้นมาไม่น้อย เธอจะให้คนอื่นเห็นสภาพในตอนนี้ได้อย่างไร? เธอเป็ดาราดังนะ!
ชายวัยรุ่นพูดพร้อมกับยื่นมือเข้าไปจะจับเธอ เหลียนเหล่ยรีบปัดมืออีกฝ่ายออก และคิดจะขยับหลบไปด้านหลัง แต่ชายวัยรุ่นกลับไม่เหลือโอกาสให้เธอได้หลบหนี เขาจับเธอเอาไว้ จากนั้นก็เหยียดยิ้มออกมา “หลบอะไรล่ะ? ถ้าเธอยังจะหลบอีก ฉันจะโทรไปหาพวกสื่อมวลชนเดี๋ยวนี้แหละ”
“แก!” ตัวของเหลียนเหล่ยนิ่งไปทันที เธอถลึงตาใส่ชายวัยรุ่นอย่างดุร้าย เธอเพียงรู้สึกว่าไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง แม้แต่คนคนนี้ก็ยังกล้าต่อกรกับเธอ!
“ที่เธอตกต่ำลงมาขนาดนี้เพราะถูกฉินซีจัดการเหมือนกันเหรอ?” จู่ๆ ชายวัยรุ่นก็เหยียดยิ้มออกมา และจ้องไปที่เธอพร้อมพูดขึ้น
เหลียนเหล่ยพยายามอาศัยแสงไฟวิเคราะห์ใบหน้าของอีกฝ่าย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหน้า ผู้ชายคนนี้ เธอเคยพบที่ไหนมาก่อน...ใช่แล้ว เคยเจอที่รายการหนึ่ง ดูเหมือนว่าเขาจะเป็คนดังหน้าใหม่อะไรสักอย่าง ไม่… เดี๋ยวสิ… เขาพูดว่าอะไรนะ? ถูกฉินซีจัดการเหมือนกันเหรอ? เหลียนเหล่ยขบริมฝีปาก ก่อนจะถามขึ้น “แกพูดอะไร? ใครถูกฉินซีจัดการ? ฉินซีจะกล้าจัดการฉันเหรอ?”
เธอเสียทั้งเวลาและกำลังเพื่อใส่ร้ายฉินซี เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าอีกฝ่ายไม่มีใครสนับสนุนอยู่ข้างหลัง? เธอรู้ว่าความจริงฉินซีกับเทพเ้าจงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ดังนั้นสำหรับคนที่อยู่เื้ัข่าวแย่ๆ เ่าั้อย่างเธอ ก็ย่อมรู้ดีที่สุดว่าเขาไม่มีคนสนับสนุน ดังนั้นแม้ครั้งนี้จะเกิดเื่ขึ้นกับเธอ เดิมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็เพราะฉินซี ในสายตาของเธอ เขาก็เป็เพียงคนหน้าใหม่ที่เธอสามารถบีบให้ตายได้ตลอดเวลาเท่านั้น! เขาจะมีความสามารถขนาดนี้เลยเหรอ?
ชายวัยรุ่นคนนี้แสดงท่าทีราวกับได้ฟังเื่ขบขัน เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง “มีอะไรที่เขาไม่กล้าทำบ้าง?” เสียงหัวเราะของชายวัยรุ่นแสบแก้วหูมาก ราวกับถูกทิ่มแทงมามากมาย “เธอรู้อะไรไหม? ตอนแรกฉันก็อยู่ในกองถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักร เป็เพราะฉินซี ทั้งหมดเป็เพราะฉินซี เพราะเขา ฉันถึงได้ถูกไล่ออกมาจากกองถ่าย...” เขาขบฟันแน่น
เหลียนเหล่ยสังเกตเห็นสีหน้าของเขา ก่อนที่หัวใจของเธอจะเต้นระรัวขึ้นมา
……
เมื่อเฉินเจวี๋ยเป็คนมาเอง จะมีใครในกองถ่ายตำนานยุคฉินจะกล้าไม่ไว้หน้าบ้าง? คนที่เป็ผู้ควบคุมการผลิตอย่างหลินซงพาผู้คนมากมายออกมาต้อนรับราวกับมีหัวหน้ามาตรวจสอบ ทุกคนต่างก็รอคอยอยู่หน้าประตูโรงแรม โชคดีที่พวกเขาเหมาโรงแรมไว้แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางกีดขวางการเข้าออกของลูกค้า
ยานพาหนะของเฉินเจวี๋ยขับมาถึงหน้าประตูโรงแรมแล้ว หลายวันมานี้ฉินซีไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ตอนอยู่บนเครื่องบินก็ไม่ได้นอนหลับให้สบาย ดังนั้นเมื่อขึ้นมาบนรถ เขาก็เผลอหลับไปอย่างห้ามไม่ได้ สุดท้ายก็ไปพิงไหล่ของเฉินเจวี๋ยโดยไม่รู้สึกตัว ปกติแล้วเฉินเจวี๋ยไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวนัก แต่เมื่อเขาหันไปเห็นสีหน้าของฉินซี ก็ทำใจผลักออกไปไม่ได้ สุดท้ายก็เลยปล่อยไปแบบนั้น เมื่อขับรถมาถึงหน้าประตูโรงแรมแล้ว คนขับและผู้ช่วยที่นั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับก็หันไปมองเฉินเจวี๋ยอีกครั้ง ทั้งสองรู้สึกราวกับทำลายบรรยากาศสีชมพูของเบาะหลังเข้าก็เลยรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา
แต่ไม่ว่าด้านในรถจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน หลินซงที่อยู่ด้านนอกดวงตาก็สาดประกายวาววับขึ้นมาแล้ว เขารู้ว่านี่คือรถของเฉินเจวี๋ย ต้องยอมรับว่าการที่เขาสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่ามีความสามารถมากแล้ว
เขารีบพาคนเหล่านี้ขยับเข้าไป พวกเฉินเจวี๋ยจึงต้องลงมาจากรถอย่างช่วยไม่ได้
ผู้ช่วยเป็คนแรกที่ลงมาจากรถ เขากันพวกหลินซงเอาไว้อย่างมีไหวพริบ เขาพูดออกมาพร้อมเผยยิ้มบางๆ “สวัสดีครับ ผู้ควบคุมการผลิตหลิน รอสักครู่นะครับ คุณชายฉินหลับไปบนรถเสียแล้ว”
เดิมทีผู้ช่วยเพียง้าอธิบายความจริงเฉยๆ เท่านั้น แต่ก็ห้ามความคิดยุ่งเหยิงของคนในกองถ่ายเหล่านี้ไม่ได้ พวกเขาต่างก็แสดงสีหน้า “อ้อ ฉันเข้าใจแล้ว’ ออกมา ในแววตาของพวกเขาสั่นไหวขึ้นมาน้อยๆ ราวกับพวกเขามั่นใจในความสัมพันธ์ลับๆ ของฉินซีและเฉินเจวี๋ยแล้ว
การเคลื่อนไหวมากมายขนาดนี้ แม้ฉินซีจะหลับลึกแค่ไหนก็ต้องตื่นขึ้นมา เขาลืมตาที่พร่าเลือนขึ้น สิ่งแรกที่ทำก็คือการยกมือขึ้นมาเช็กว่าตัวเองนอนน้ำลายไหลหรือเปล่า เฉินเจวี๋ยมองท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนจะรู้สึกน้อยๆ ว่ามันดูน่าขันน่าชัง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็น่เวลาที่ฉินซีเชื่องช้าและมึนงงแบบนี้ ทุกๆ ด้านของคนคนนี้ช่างดูน่าสนใจไปหมด...
“คุณเฉิน” ในที่สุดสมองของฉินซีก็ตอบสนองกลับมา เขาเพิ่งจะพิงตัวเฉินเจวี๋ยนอนหลับมาตลอดทางอย่าง ‘ใจกล้า’
ความอึดอัดอับอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินซีอย่างหาได้ยาก แม้แต่พวงแก้มก็ยังแดงระเรื่อ เมื่อรวมเข้ากับผิวพรรณที่ดีขึ้นหลังการตื่นนอน มันก็ทำให้รู้สึกดึงดูดใจ น่าเสียดายที่เ้าตัวกลับไม่ได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย เขารีบกล่าวขอโทษทันที “ขอโทษจริงๆ นะครับ คุณเฉิน ไหล่คุณชาไปแล้วหรือเปล่า?”
เฉินเจวี๋ยขยับไหล่ไปมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะส่ายหน้า และยื่นมือออกไปเปิดประตูรถ ผู้ช่วยด้านนอกรีบจับประตูรถไว้เพื่อให้พวกเขาลงจากรถได้สะดวก
“นายดูถูกฉันเกินไปแล้ว” เฉินเจวี๋ยพูดพร้อมกับลงจากรถมาก่อน
ในตอนนั้นทำเอาเหมือนฉินซีเป็คนใหญ่คนโต เขารีบร้อนตามลงมา และเมื่อได้เห็นคนด้านนอกจำนวนมาก ดูเหมือนว่าจะมากันทั้งกองถ่ายแล้ว ฉินซีก็รู้สึกอึดอัดอีกครั้ง ทำไมอยู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็ฮองเฮาผู้ได้รับความรักจากผู้คนเช่นนั้น… สีหน้าของฉินซีถึงกับมืดมนไป ก่อนจะรีบจัดการไล่ความคิดพวกนี้ออกไปจากหัว นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ไม่ว่าฉินซีจะคิดอย่างไร ในสายตาของผู้คนในกองถ่ายตำนานยุคฉินก็มองว่าฉินซีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฉินเจวี๋ยเป็อย่างมากแล้ว
หลินซงเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น พวกเขาจัดโต๊ะกินเลี้ยงในโรงแรมเอาไว้แล้ว ถือเป็งานเลี้ยงเปิดกล้องไปในตัว
เดิมทีตั้งใจว่าจะทำพิธีเปิดกล้องก่อนทานอาหาร แต่เมื่อคิดไปถึงว่าตอนเดินทางมาเฉินเจวี๋ยคงจะไม่ได้ทานอะไร แล้วหลินซงจะกล้าปล่อยให้เขาท้องว่างไปร่วมพิธีเปิดกล้องได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อตอนนี้นั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้ว หลินซงถึงได้ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าคุณเฉินจะมาพร้อมกับฉินซีนะครับ เดี๋ยวอีกสักพักคุณเฉินจะไปร่วมพิธีเปิดกล้องด้วยกันไหมครับ?”
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า “จะลองไปดู” ต่อหน้าคนเหล่านี้ เฉินเจวี๋ยพูดจาออกมาน้อยมาก แต่แม้จะเ็าแบบนี้ มันก็ไม่ได้ลดจำนวนคนที่อยากจะเข้ามาพูดคุยเอาใจเขาให้น้อยลงเลย
ทุกคนต่างทานอาหารมื้อนี้ลงไปอย่างมีความสุข ดาราจำนวนไม่น้อยมองเห็นเฉินเจวี๋ยเป็เหมือนเครื่องรับประกันของละคร พวกเขาต่างก็ทานอาหารเข้าไปมากกว่าปกติเล็กน้อย
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็นั่งรถของกองถ่ายเข้าไปยังสถานที่ถ่ายทำที่เช่าไว้
เดิมทีฉินซีกำลังคิดว่าจะไปกับพวกเขาดีไหม แต่เขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับสายตาเรียบๆ ที่จ้องมองมาจากเฉินเจวี๋ย เขาได้แต่คิดว่า อย่างไรตอนแรกเขาก็ทำตัวพิเศษไปแล้ว ตอนนี้จะทำตัวธรรมดาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นเขาจึงนั่งรถของเฉินเจวี๋ยมาอย่างว่าง่าย
เมื่อทานอิ่มดื่มพอแล้ว นิสัยเสียของฉินซีก็เริ่มทำงาน
เริ่มจะง่วงขึ้นมาอีกแล้ว
แต่ว่าเมื่อมีบทเรียนก่อนหน้ามา เขาก็ไม่กล้าหลับไปอีก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงอ้าปากหาวอย่างไร้ประโยชน์ ดวงตาของเขาพร่าเลือนราวกับเต็มไปด้วยไอหมอก สายตาของเขาเหม่อลอยไปด้านหน้า ในตอนแรกคนขับยังคิดว่าเขากำลังมองไปที่ตัวเอง และถูกสายตา ‘จดจ่อ’ ของฉินซีทำเอาใจนเหงื่อตก แม้แต่พวงมาลัยก็แทบจะจับไม่อยู่ พระเ้า… เขาไม่อยากให้เ้านายหึงขึ้นมานะ!
ไม่ต้องพูดถึงว่าความคิดของคนขับวุ่นวายไปถึงไหนแล้ว อยู่ดีๆ เฉินเจวี๋ยก็ส่งเสียงพูดคุยกับฉินซี
“ตอนที่นายถ่ายทำกระบี่เย้ยยุทธจักร พักอยู่ที่โรงแรมสบายดีไหม?”
ในที่สุดฉินซีก็ได้สติขึ้นมาเล็กน้อย เขาพูดออกมา “แน่นอนว่าไม่สบายครับ แต่อยู่ในกองถ่ายนี่นา มันก็ต้องแบบนี้แหละ”
เฉินเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น “ครั้งนี้นายไปอยู่กับฉันได้นะ”
ฉินซีปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอกครับ ผมจะอยู่กับกองถ่าย...”
“อยู่โรงแรมเดียวกับกองถ่าย แค่ฉันออกเงินให้นายไปอยู่ในห้องที่ดีกว่า แบบนี้ไม่ดีเหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนที่นายอยู่ในกองถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักร มีหลายคืนที่นายนอนดึกมาก เป็เพราะท่องจำบทหรือเพราะนอนไม่สบายกันแน่?” จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็พูดขึ้น
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะสังเกตตัวเองมากขนาดนี้ และยิ่งคิดไม่ถึงว่าจะจำเื่ที่เกิดขึ้นนานขนาดนั้นได้ชัดเจนแบบนี้ เขาคิดไปอย่างละเอียด แต่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ก่อนหน้านี้นอนไม่สบายจริงครับ ผมเป็คนที่ประสาทค่อนข้างไว ก็เลยอยู่ร่วมห้องกับคนอื่นไม่ค่อยได้น่ะครับ แต่เพราะทุนกองถ่ายไม่ค่อยดีนัก พวกเราก็เลยมักจะอยู่ร่วมกันสองคน ตอนผมนอนก็เลยอึดอัดน่ะครับ แต่ตอนนี้ชินแล้วล่ะ คุณเฉินเองก็อยู่ที่นี่นานไม่ได้ ยังไงสุดท้ายผมก็ยังต้องอยู่คนเดียวอยู่ดี”
เฉินเจวี๋ยยินดีออกเงินให้เขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น แต่ว่านั่นก็เป็เงินของเฉินเจวี๋ย จะให้เขารับน้ำใจมากมายขนาดนี้มาโดยไร้เหตุผล เกรงว่าเขาก็คงจะมีแต่ยิ่งอึดอัดเวลานอนขึ้นอีกเท่านั้น
ความเสียดายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินเจวี๋ย เขามีแผนของตัวเองแล้ว ทว่าแผนการนี้ยังไม่สามารถบอกกับฉินซีได้ เมื่อฉินซีดึงดันปฏิเสธแล้ว เขาก็ไม่สามารถรั้งให้ฉินซีอยู่ห้องสูทกับตัวเองได้
เฉินเจวี๋ยเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปอย่างคล่องแคล่ว ถามฉินซีถึงละครเื่นี้และความเข้าใจที่มีต่อบทบาทขึ้นมา ด้านนี้เป็เื่ถนัดของฉินซี เขารีบพูดด้วยความมั่นใจ อธิบายถึงตัวละครอิ๋งเจิ้ง รายละเอียดเื่ราวในบท หรือแม้แต่บันทึกในประวัติศาสตร์ ต่างก็พูดออกมาให้เฉินเจวี๋ยฟังทั้งหมด เฉินเจวี๋ยก็ฟังไปด้วยความมั่นใจ ทั้งยังหันหน้ามาและเอียงคอน้อยๆ ตั้งใจฟังคนตัวเล็ก ท่าทางดูน่าหลงใหลเป็อย่างมาก
การที่เขาทำท่าทางแบบนี้ออกมาทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาได้ง่าย อย่างไรคนที่กำลังพูดเล่าเื่ทุกคนต่างก็อยากให้ผู้ฟังของตัวเองเป็ผู้ฟังที่ดีทั้งนั้น และเฉินเจวี๋ยก็ทำมันออกมาได้ดี
ยิ่งพูดออกมา ฉินซีก็ยิ่งสนุก ระยะห่างระหว่างเฉินเจวี๋ยถูกดึงเข้ามาไม่น้อย
เฉินเจวี๋ยอยู่ต่างประเทศมานาน ความจริงเขาไม่ได้รู้เื่ประวัติศาสตร์โบราณของประเทศจีนนัก แต่ว่าเขารู้จักอิ๋งเจิ้ง ตอนสมัยเด็ก เขาก็เคยยกย่องฮ่องเต้ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือคนนี้มาก
เฉินเจวี๋ยเม้มปากอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ “ตัวละครนี้เป็ตัวละครที่ฉันชอบมาก นายต้องแสดงออกมาดีๆ ล่ะ”
ฉินซีรู้สึกกดดันขึ้นมาบ้าง จึงหลุดปากพูดออกไป “คุณเฉินเองก็มีเทพบุตรในดวงใจเหมือนกันเหรอครับ?” แต่หลังจากพูดออกไป ฉินซีก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า คนอย่างพวกเฉินเจวี๋ยใช้คำว่า ‘เทพบุตร’ เสียที่ไหนกัน จะให้พวกเขาไปเคารพยกย่องคนอื่น นั่นไม่ใช่ให้พวกเขาไปยกย่องตัวเองหรอกเหรอ อย่างไรตัวพวกเขาเองก็เป็ตำนานอยู่แล้วนี่
แต่เฉินเจวี๋ยกลับไม่ได้โมโหออกมาอย่างพวกหัวโบราณ เขาพยักหน้า “หากใช้คำที่พวกนายชอบใช้ อืม… นั่นก็เป็เทพบุตรนั่นแหละ”
การพูดคุยนี้ดึงระยะห่างของทั้งสองเข้ามาไม่น้อย ก่อนหน้านี้ฉินซีจะคิดไปถึงได้อย่างไรว่า วันหนึ่งเขาจะได้พูดคุยกับเฉินเจวี๋ยถึงเื่ประหลาดๆ แบบนี้...
