ณ คฤหาสน์ของเย่ฝาน
“นายกลับมาแล้วเหรอ นาย… หาไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์พบแล้วใช่ไหม” พอเย่ฝานเข้ามาใกล้ ไป๋อวิ๋นซีก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของเขา
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดด้วยความฮึกเหิม “ก็ใช่น่ะสิ! ในที่สุดฉันก็ได้มันมา ดูท่าทางแล้ว อะไรที่ควรเป็ของฉัน มันก็ย่อมเป็ของฉัน ถึงแม้จะมีอุปสรรค แต่ท้ายที่สุดมันก็ตกมาอยู่ในมือของฉันจนได้”
“เื่เป็ยังไงบ้าง นายฆ่าคนไปแล้วเหรอ?”
“ใช่!” เย่ฝานเห็นแววตาไม่สบายใจของไป๋อวิ๋นซี จึงเอ่ยปากอธิบาย “ที่ฉันต้องลงมือฆ่าคนก็เพราะ...”
“จัดการสะอาดเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม? อย่าเหลืออะไรที่สาวถึงเราในภายหลัง” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยปากพูดตัดบทคำอธิบายของเย่ฝาน
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “วางใจเถอะ ฉันเผาพวกเขาจนกลายเป็เถ้าธุลีไปแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เขานั่งอยู่บนโซฟา วางท่าราวกับกำลังฟังคำรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา “จัดการเรียบร้อยแล้วก็ดี ว่ามาสิ มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง!”
“เดิมทีฉันกะว่าจะไปหาหูเซียงอวี้ แต่พอไปได้ครึ่งทางก็หลงทางซะก่อน ตอนนั้นเองฉันก็รู้สึกถึงกลิ่นอายของไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ ฉันคิดว่ายังไงตอนนั้นก็ยังหาหูเซียงอวี้ไม่เจอ ไปตามหาไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ก่อนก็แล้วกัน หลังจากนั้นฉันก็ได้พบกับความลับที่น่าตื่นตะลึง มันเป็เื่ที่น่าใมาก”
ใบหน้าที่ดูตื่นเต้นของเย่ฝานกระตุ้นความอยากรู้ในใจของไป๋อวิ๋นซีขึ้นมา “ความลับ? ความลับอะไรเหรอ?”
“แม่ของหูเซียงอวี้เป็คนในวังจันทรา ผู้หญิงคนนั้นแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนของนิกายโปรดมวลชีวันที่ขโมยไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ไป พวกเขามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ลูกสาวของพวกเขาก็คือหูเซียงอวี้”
ไป๋อวิ๋นซีลุกพรวดด้วยความรวดเร็ว “เป็ไปไม่ได้! ผู้หญิงของวังจันทราล้วนต้องรักษาพรหมจรรย์ของตน หากมีความสัมพันธ์กับชายหนุ่ม ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก!”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ “สมัยนี้การรักษาพรหมจรรย์มันง่ายจะตายไม่ใช่เหรอ? ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลก็ได้นี่! ได้ยินว่าเดี๋ยวนี้มีคนเยอะแยะที่ไปผ่าตัดแบบนี้ ถึงกับต้องเข้าแถวจองคิวเลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “มันก็ใช่นะ!”
“หลังจากได้รู้ความลับนี้แล้ว นายได้ไปหาหูเซียงอวี้อีกไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานกะพริบตาแล้วตอบว่า “ฉันเห็นว่ามันดึกแล้ว ก็เลยลืมสนิทเลย!”
เย่ฝานคิดในใจว่า หูเซียงอวี้ถูกแรงจู่โจมของหยกคุ้มภัยสะท้อนกลับไปขนาดนั้น ลมปราณดั้งเดิมเสียหายอย่างหนัก ต่อให้คิดจะแก้แค้นยังไง ก็คงไม่มีปัญญาแล้ว
“นายเป็คนฉลาดหลักแหลมไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงลืมเื่นี้ไปได้ล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนฝาผนัง แล้วมองไป๋อวิ๋นซีด้วยแววตาลุกวาว แล้วพูดอย่างมีเลศนัย “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกเราเข้านอนกันเถอะ!”
ไป๋อวิ๋นซีมองดวงตาแวววาวของเย่ฝาน ก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “อ่านหนังสือเยอะๆ หน่อย จะได้ขจัดเื่ไร้สาระในหัวออกไปบ้าง”
เย่ฝานพยักหน้า ทำท่าทางราวกับเป็นักเรียนที่ตั้งใจเรียนพร้อมพูดว่า “ฉันก็อ่านอยู่นะ!” เย่ฝานไม่รู้ว่าแอบดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากตรงไหน พลางเอ่ยว่า “ระยะนี้ฉันกำลังศึกษาเื่เจ็ดสิบสองท่ารักในห้องนอน ในหนังสือนี้บอกว่า กามารมณ์เป็สัญชาตญาณของผู้ชาย”
ไป๋อวิ๋นซีนึกในใจ “…” เ้าคนปัญญาอ่อนนี่ ไปหาหนังสือลามกมาจากไหนมากมายขนาดนี้! ตอนนี้ยัดไว้ใต้เตียงเต็มไปหมดแล้ว เกิดไม่ระวังมีคนเข้ามาเห็นเข้า แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
“อวิ๋นซี พวกเรารีบเข้านอนเถอะนะ” เย่ฝานกระโจนใส่ไป๋อวิ๋นซี จนร่างของเขาโซเซเกือบล้ม
“นายชอบใจร้อนแบบนี้อยู่เรื่อยเลย ทำตัวอย่างกับเ้าหมีโง่” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ตัวนายหอมจังเลย!” เย่ฝานพูด
“แต่นายตัวเหม็นมาก! ออกไปไกลๆ ฉันหน่อย” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่มีอารมณ์
เย่ฝาน “…”
……................................................................................
สือเยว่ดูหูเซียงอวี้ที่นอนอยู่บนเตียง ในใจเต็มไปด้วยความแค้นดั่งไฟสุมทรวง
สือเยว่รู้มาตลอดว่าหลี่ชิงเสวี่ยลำเอียง แต่ไม่รู้ว่าหลี่ชิงเสวี่ยจะลำเอียงได้ถึงขั้นนี้ เดิมทีในใจของสือเยว่มีความคิดอยู่เื่หนึ่ง หากหูเซียงอวี้ไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อีก บางทีอาจารย์อาจจะดีกับหล่อนขึ้นมาบ้างก็ได้ แต่ตอนนี้หล่อนกลับไม่กล้าคิดอย่างนั้นเสียแล้ว
สือเยว่มองใบหน้าของหลี่ชิงเสวี่ย ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของหลี่ชิงเสวี่ยคล้ายคลึงกับอาจารย์มาก สือเยว่มีความคิดหลายอย่างผุดขึ้นในหัว แต่ยังไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ
“ศิษย์พี่ อาจารย์ล่ะ?” หูเซียงอวี้ถามด้วยน้ำเสียงไม่น่าฟัง
สือเยว่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ยังไม่กลับมาเลย”
“ทำไมยังไม่กลับมาอีกล่ะ!” หูเซียงอวี้บ่นด้วยความเบื่อหน่าย
สือเยว่ส่ายหน้า แล้วพูดด้วยความเฉยชา “ไม่รู้เหมือนกัน! โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด”
“งั้นพี่ก็ออกไปตามหาสิ!” หูเซียงอวี้พูดด้วยความขุ่นเคือง
หูเซียงอวี้ดูท่าทางของสือเยว่ที่เอาแต่รับปากแต่ไม่ได้ลงมือทำ ในใจก็รู้สึกโมโหไม่น้อย แต่ว่าตอนนี้หลี่ชิงเสวี่ยไม่อยู่ ไม่มีคนคอยถือหาง หูเซียงอวี้จึงไม่กล้าโวยวายมากเกินไป
สือเยว่รออยู่หลายวัน แต่หลี่ชิงเสวี่ยก็ยังไม่กลับมา ในใจอดตื่นตระหนกไม่ได้
…….................................................................................
ณ คฤหาสน์ของเย่ฝาน
“คุณชายเย่ นายกำลังทำอะไรอยู่?” จางเซวียนปรากฏตัวขึ้นในคฤหาสน์
จางเซวียนดูภาพวาดที่เย่ฝานวาด เขากระตุกมุมปากแล้วถามว่า “คุณชายเย่ นายอยากออกทะเลเหรอ? ตอนนี้มีคนมากมายที่อยากเดินเรือออกทะเล มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณไม่น้อยที่กำลังหาโรงงานต่อเรือเพื่อซื้อเรือกัน ถ้าคุณอยากซื้อเรือละก็ สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบให้ได้นะ ไม่ต้องลงมือทำด้วยตัวเองไปซะทุกเื่หรอก”
เย่ฝานตอบกลับอย่างไม่เห็นด้วย “นักออกแบบโง่ๆ พวกนั้น จะออกแบบเรือตามที่ใจฉันคิดได้ยังไงกัน!”
จางเซวียน “…” หานักออกแบบที่ไหนก็ได้มาวาด ก็ยังดีกว่ารูปที่เย่ฝานวาดก็แล้วกัน!
“คุณชายเย่ คุณรู้ไหมว่าระยะนี้ในแวดวงผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมีเื่ประหลาดเกิดขึ้นเื่หนึ่ง
เย่ฝานวางปากกาลง แล้วถามด้วยความสนใจ “เื่อะไรเหรอ!”
“เกี่ยวกับเื่ของหูเซียงอวี้ในวังจันทรา นายรู้จักไหม? นึกไม่ถึงว่าหล่อนจะเป็ลูกสาวแท้ๆ ของหลี่ชิงเสวี่ยที่เป็อาจารย์ของหล่อน”
เย่ฝานถามด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมนายถึงรู้เื่นี้ได้?”
จางเซวียนถอนหายใจแล้วตอบว่า “ตอนนี้ข่าวนี้กระจายไปทั่ว คนที่ออกมาเปิดโปงก็เป็คนของวังจันทราด้วย หล่อนเป็ศิษย์อีกคนของหลี่ชิงเสวี่ย ชื่อว่าสือเยว่”
โบราณว่าไว้ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า สือเยว่เปิดโปงเื่นี้แล้ว ชื่อเสียงของวังจันทราต้องมาป่นปี้ หล่อนเองก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
เย่ฝานกะพริบตา “มันแปลกนะ! ทำไมหล่อนถึงรู้ได้?” หรือว่าผู้หญิงคนนั้นก็ได้ยินบทสนทนาของหลี่ชิงเสวี่ยและตู้ิ ถ้าเป็อย่างนั้น หล่อนก็ต้องเห็นเขาฆ่าคนน่ะสิ เป็ไปไม่ได้! ตอนนั้นไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยแน่นอน
“ผลดีเอ็นเอยังไงล่ะ! ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกว่าอาจารย์ลำเอียง จึงสงสัยว่าความสัมพันธ์ของอาจารย์และศิษย์น้องดูไม่ปกติ จึงรวบรวมเส้นผมของคนทั้งสอง แล้วนำไปส่งตรวจที่ศูนย์ตรวจด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าเป็อย่างที่คาดไว้จริงๆ!”
เย่ฝานพยักหน้า “อ่อ ผู้ฝึกวิทยายุทธ์สมัยนี้ล้ำหน้าไปไกลจริงๆ! ฉันนึกว่าพวกนายจะทำเป็แต่การหยดเืพิสูจน์ความเป็ญาติซะอีก!
จางเซวียนหัวเราะ แล้วพูดว่า “พวกเราก็ต้องพัฒนาไปตามยุคสมัยสิ! การหยดเืพิสูจน์ความเป็ญาติ มันแม่นยำซะที่ไหนกัน”
“เื่ราวถูกเปิดโปงแบบนี้ ตอนนี้หูเซียงอวี้เป็ยังไงบ้าง?”
“พวกผู้หญิงเสียสติในวังจันทรา แต่ละคนสมองคงจะมีปัญหาแน่ๆ หูเซียงอวี้เหมือนจะถูกฆ่าไปแล้ว” จางเซวียนกล่าว
เย่ฝานหัวเราะ แล้วคิดว่า “หากหูเซียงอวี้ถูกฆ่าจริงๆ เขาก็ไม่ต้องลงมือ ภารกิจของเขาก็จะลดลงไปอีก”
……..........................................................................................
ไช่เจิ้นจวิ้นเดินมาเข้ามาในคฤหาสน์ของตัวเอง ทันใดนั้นก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินไปมาอยู่ในเขตคฤหาสน์
ไช่เจิ้นจวิ้นพลันนึกถึงองค์หญิงผีดิบที่มาเล่นงานเมื่อคราวก่อน เขาเคยมีบทเรียนที่คล้ายคลึงกันเมื่อครั้งที่แล้ว ไช่เจิ้นจวิ้นจึงไม่กล้าแม้แต่จะทักทาย เขาคิดแต่จะรีบหนีไป ทว่าพอเขากำลังจะก้าวเท้าหนี หญิงสาวคนนั้นก็มาขวางเขาไว้
ไช่เจิ้นจวิ้นเห็นถึงความเร็วที่หญิงสาวพุ่งเข้ามา เขาก็รู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คนธรรมดา
“จอมยุทธ์หญิง! คุณมีเื่อะไรเหรอครับ!” ไช่เจิ้นจวิ้นถามด้วยความระมัดระวัง
“ฉันมาหาเย่ฝาน” สือเยว่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“งั้นคุณก็ไปหาเย่ฝานสิครับ! ผมไม่ใช่เย่ฝาน… ผมเป็คนธรรมดา คนที่ธรรมดามากๆ ในหมู่คนธรรมดาเท่านั้นครับ!”
“ฉันรู้จักนาย นายสนิทสนมกับเย่ฝานมาก”
ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้วครับ”
ไช่เจิ้นจวิ้นขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาได้กลิ่นคาวเืลอยมาเตะจมูกรุนแรง ไช่เจิ้นจวิ้นรู้สึกตัวอย่างรวดเร็วว่ากลิ่นคาวเืนั้นลอยมาจากร่างของหญิงสาว
“คุณได้รับาเ็หรือครับ?” ไช่เจิ้นจวิ้นถามด้วยความสงสัย
สือเยว่อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ หล่อนเผยความเ็ปบนใบหน้าให้เห็น โดยไม่ได้ตอบอะไร
“คุณจะพบเย่ฝานด้วยเื่อะไร?” ไช่เจิ้นจวิ้นถาม
“ฉันมีเื่จำเป็ที่ต้องบอกกับเขา” สือเยว่ตอบก
ไช่เจิ้นจวิ้นเปล่งเสียง “อ่อ” แล้วพยักหน้า
……................................................................................
ตอนที่ไช่เจิ้นจวิ้นแกมถูกบังคับให้พาสือเยว่มาพบเย่ฝาน บังเอิญว่าจางเซวียนก็อยู่ที่นั่นพอดี
“เธอมาหาฉันงั้นเหรอ?” เย่ฝานมองสือเยว่ด้วยความงุนงง เขาไม่เคยรู้จักสือเยว่มาก่อน เขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดหล่อนถึงมาหาเขา
สือเยว่พยักหน้า
“มีเื่อะไรเหรอ?” เย่ฝานถามด้วยความสงสัย
“ฉันได้เปิดโปงข่าวหนึ่งเื่ออกไป ตอนนี้จึงโดนคนตามฆ่า ฉันอยากให้คุณชายเย่ช่วยคุ้มครองฉันสักระยะหนึ่ง” สือเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เย่ฝานกะพริบตาแล้วเอ่ยว่า “ฉันไม่คิดว่าจำเป็ต้องคุ้มครองเธอ! ฉันจะคุ้มครองแค่ภรรยาของฉันคนเดียว!”
สีหน้าของสือเยว่ไม่เปลี่ยนไป หล่อนพูดอย่างไม่ลุกลี้ลุกลน “ฉันได้ยินมาว่า ขอแค่มีเงิน ก็สามารถขอให้คุณชายเย่ช่วยได้”
เย่ฝานตบโต๊ะอย่างแรงทันใด แล้วพูดด้วยความแค้นเคือง “ใครเป็คนพูดอย่างนั้น! ปล่อยข่าวไร้สาระที่ไม่เป็ความจริงแบบนี้ออกมา หาว่าฉันเป็พ่อค้าหน้าเื โลภในทรัพย์สินเงินทอง จะไม่ยอมลงมือหากไม่มีผลประโยชน์… ฉันเป็คนอย่างนั้นเหรอ? นายเป็คนปล่อยข่าวหรือเปล่า?”
เย่ฝานยื่นหัวไปทางเบื้องหน้าไช่เจิ้นจวิ้น แล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ถลึงตาใส่ไช่เจิ้นจวิ้นจนขาทั้งสองข้างของเขาอ่อนระทวย
ไช่เจิ้นจวิ้นรีบส่ายหน้า แล้วพูดด้วยสัตย์จริง “ฉันเปล่านะ! ฉันมีแต่เคยบอกกับคนอื่นๆ ว่า คุณชายเย่เป็บุคคลสำคัญ ค่าตัวก็สูงกว่าปกติก็เท่านั้น”
เย่ฝานพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม อันนี้ค่อยใกล้เคียงกับความจริงหน่อย”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
เย่ฝานเอ่ยอย่างสำรวม “แม่นาง เธอเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้เป็คนที่เห็นเงินเป็พระเ้า แต่ขอละลาบละล้วงถามสักหน่อยได้ไหม เธอมีเงินเท่าไรเหรอ!”
สือเยว่ตอบอย่างสุขุม “หนึ่งพันล้าน ไม่รู้ว่าจะพอไหม!”
เย่ฝานตกตะลึงไปชั่วครู่ แล้วถามด้วยความงงงวย “เธอไปเอาเงินเยอะขนาดนี้มาจากไหน!”
เย่ฝานมองสือเยว่ั้แ่หัวจรดเท้า แล้วคิดในใจว่า คนเราไม่อาจตัดสินกันด้วยหน้าตาจริงๆ เป็เพียงหญิงสาวคนหนึ่ง แต่กลับมีทรัพย์สินมากมายขนาดนี้ ล่ำซำกว่าเ้าไช่เจิ้นจวิ้นเสียอีก
“เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันอยู่ต่างประเทศแล้วบังเอิญไปเจอลูกชายของเ้าพ่อแห่งวงการน้ำมันปิโตรเลียม เขากำลังถูกตามฆ่า ฉันจึงเข้าไปช่วยชีวิตเขาจนรอดตายมาได้ หลังจากนั้น เพื่อเป็การขอบคุณในบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ จึงได้มอบเงินให้ฉันมาก้อนหนึ่ง” สือเยว่เล่า
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ เขารู้สึกเหมือนถูกเปิดประตูเข้าสู่โลกใหม่ ใช่แล้ว สายตาของเขาต้องมองไปไกลอีกหน่อย ต่างประเทศย่อมมีคนรวยมากกว่า เขาไม่ควรเห็นแต่คนมีเงินที่อยู่ในประเทศเท่านั้น
