ไม่คิดว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในสายตาจะเป็ใบหน้างดงามหล่อเหลา ผู้ใดล้วนคิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะปรากฏตัวออกมาจากมุมหนึ่งอย่างกะทันหัน หลิ่วอวิ๋นฮว๋าใจนยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ กลับเป็อู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่ตอบสนองเป็คนแรกสุด ย่อกายคารวะครั้งหนึ่ง “ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ”
“ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ...” ทุกคนรีบพากันทำความเคารพ หลิ่วอวิ๋นฮว๋าจึงได้สติกลับมา “ฝ่าาโปรดอภัยด้วยเพคะ!”
ตงฟางซวี่ไม่ได้สนใจ ทำเพียงชำเลืองมองนางเล็กน้อย “ไม่เป็ไร”
ยากนักที่จะได้พบรัชทายาท เหล่าคุณหนูจึงเบิกบานใจขึ้นมาในทันที พวกนางก้มหน้าด้วยความเขินอาย อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังใบหน้างดงามหล่อเหลาของรัชทายาท กลับเป็อู๋ฮุ่ยอวิ๋นที่สงบนิ่งอย่างเห็นได้ชัด นางเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง “ฝ่าา หนังสือที่หม่อมฉันยืมไปครั้งที่แล้วยังอ่านไม่จบเพคะ ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันยืมอีกสักหลายวันได้หรือไม่เพคะ”
ตงฟางซวี่มองใบหน้าสงบนิ่งของนาง แย้มยิ้มเล็กน้อย “คุณหนูอู๋ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน รอให้อ่านเสร็จค่อยคืนเถิด” น้ำเสียงอ่อนโยนนี้ ราวกับว่าทั้งสองเป็สหายคุ้นเคยกันก็มิปาน
อะไร? อู๋ฮุ่ยอวิ๋นถึงกับยืมหนังสือของรัชทายาทเชียวหรือ? นางถือดีอะไร?! หลิ่วอวิ๋นฮว๋าลอบกัดฟัน ตนเองมาที่นี่หลายวันล้วนไม่สามารถเข้าใกล้รัชทายาทได้แม้เพียงหนึ่งก้าว นางอาศัยอะไรจึงสามารถยืมหนังสือของรัชทายาทเป็การส่วนตัวได้? ใบหน้าของอู๋ฮุ่ยอวิ๋นผู้นี้ช่างหนานัก!
“ทูลลาเพคะรัชทายาท”
เมื่อเงาร่างของบุรุษหนุ่มจากไป เหล่าคุณหนูพลันพากันเข้ามาห้อมล้อมอู๋ฮุ่ยอวิ๋นแล้วพูดขึ้นด้วยความสนใจ “พี่อู๋เ้าคะ รัชทายาทให้ท่านยืมหนังสืออะไรหรือ? พวกท่านสนิทสนมกันเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดเ้าคะ?”
อู๋ฮุ่ยอวิ๋นมองค้อนพวกนาง “หยุดพูดจาไร้สาระเถิด ในห้องทรงพระอักษรของรัชทายาทมีหนังสือประวัติศาสตร์อยู่ชุดหนึ่ง ข้าเคยได้ยินพี่รองพูดถึง จึงทำใจกล้ายืมหนังสือของรัชทายาท ไม่มีเื่อื่นหรอก”
แม้ว่านางจะอธิบายเช่นนี้ แต่กลับทำให้ผู้อื่นยิ่งคิดไปไกล หลิ่วอวิ๋นฮว๋าแค่นเสียงเย็นในใจ ผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าบุตรีภรรยาเอกคนที่สามของชางหย่วนโหวเป็ผู้มีความรู้ความสามารถ เหตุใดต้องโอ้อวดเช่นนี้ด้วย? กลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่านางขยันเรียนหรือ? ลูกไม้เล็กๆ เท่านี้ก็ยังกล้านำมาใช้ ยังคิดว่าเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ประเสริฐรักนวลสงวนตัวอะไรเสียอีก วันนี้เห็นแล้วก็ไม่เท่าไรนัก
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าคิดเช่นนี้ ถือโอกาสที่ทุกคนยังคงพูดคุยกันถึงการได้พบรัชทายาทโดยไม่คาดคิดจากไปเงียบๆ
ภายในตำหนักของไทเฮา
“วันนี้ไทเฮาทรงมีพระเกษมสำราญยิ่งนักเพคะ” ฮองเฮาทรงพระสรวลแล้วส่งชาร้อนถ้วยหนึ่งไปให้ไทเฮา
“อืม หลายวันมานี้อวิ๋นฮว๋าเข้าวังมาอยู่เป็เพื่อนข้าบ่อยๆ เป็เด็กดีจริงๆ”
บุตรีภรรยาเอกของชางหรงโหวเข้าวังมาอีกแล้ว ฮองเฮาทรงหลุบพระเนตรไม่กล่าวอะไร สามารถแย่งชิงความโปรดปรานของไทเฮามาได้ นับเป็หมากที่สำคัญที่สุด ทำให้หลิ่วอวิ๋นฮว๋ามีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นหลายส่วน ความจริงแล้ววันนี้ฮองเฮามาก็เพื่อหยั่งเชิงความคิดของไทเฮา คิดว่าไทเฮาคงจะทรงได้ยินเื่ที่หลิ่วอวิ๋นซูได้รับการแต่งตั้งให้เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่จากฝ่าามาแล้ว นี่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
โดยไม่รู้ตัว พระทัยของฮองเฮาดูเหมือนจะเข้าข้างอวิ๋นซู โดยเฉพาะหลังจากผ่านเื่ในครั้งนี้ไปแล้ว
สถานที่ที่มีโรคระบาดอันน่ากลัวเช่นนั้น บุตรีอนุภรรยาผู้นั้นก็ยังสามารถมีผลงานกลับมาได้อย่างปลอดภัย เห็นได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็ตนเองที่ดูเบาความสามารถของนาง สตรีอัศจรรย์ที่หาได้ยากเช่นนี้ไม่ควรจะปล่อยมือง่ายๆ ดังที่รัชทายาทเคยพูดไว้ แต่ว่าในพระทัยของฮองเฮายังทรงมีแผนการนอกเหนือจากนี้ หากอวิ๋นซูเต็มใจที่จะเป็พระชายารองก็จะเป็การดีที่สุด จะอย่างไรพระชายารัชทายาทก็ยังต้องมีหน้ามีตาเสียหน่อย
แต่ในใจของพระองค์เชื่อว่า สตรีเช่นอวิ๋นซูจะต้องไม่สนใจเกียรติยศในฐานะพระชายารัชทายาทอย่างแน่นอน ขอเพียงสามารถได้ใจนาง เชื่อว่านางจะไม่คิดเล็กคิดน้อยในเื่นี้
“รัชทายาทเสด็จ!”
“หือ? วันนี้มันวันอะไรกัน พวกเ้าถึงได้มากันหมด” ดวงพระเนตรของไทเฮาเจือไปด้วยรอยยิ้ม ฮองเฮาเองก็รู้สึกแปลกพระทัย ปรายพระเนตรไปยังบุรุษเยาว์วัยที่เดินมาบริเวณไม่ไกล
“กระหม่อมถวายพระพรเสด็จย่าและเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆ รีบยืนขึ้นเถิด พวกเ้ามากันพอดี จะให้พวกเ้าดูอักษรภาพที่มีชื่อเสียงที่ข้าเพิ่งได้รับมาเสียหน่อย” ไทเฮาทรงมีพระดํารัส แม่นมข้างกายจึงรีบถอยออกไป ไม่นานก็ประคองม้วนรูปภาพมาปรากฏเบื้องพระพักตร์ของพวกเขา
ม้วนรูปภาพอันสมบูรณ์ย่อมต้องมีค่าอย่างแน่นอน แม่นมสองคนคลี่ม้วนภาพออกอย่างระมัดระวัง ความเปล่งประกายงดงามแพรวพราวพลันปรากฏเบื้องหน้าของทุกคน
“รูปร้อยปักษาสู่หงส์ของอู๋ซ่างไต้ซือ เป็อย่างไรบ้าง”
พระเนตรของฮองเฮาเปล่งประกาย อู๋ช่างไต้ซือเป็อาจารย์นักวาดรูปที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบันนี้ ทิวทัศน์ที่เขาวาดคล้ายสามารถทำให้เท็จเป็จริงขึ้นมาได้ ชั่วขณะนั้นพระองค์เกือบจะคิดว่าร้อยปักษาในม้วนรูปภาพจะบินออกมา กระทั่งขีดพู่กันทุกเส้นล้วนงดงามเสมือนจริง
แสงอาทิตย์ะโโลดเต้นอยู่บนม้วนรูปภาพ หางหงส์กางออกอย่างงดงามแพรวพราว ปักษาจำนวนนับไม่ถ้วนบินตามหลัง ดูพิเศษเป็อย่างมาก
ตงฟางซวี่ถอนใจพลางพยักหน้าอย่างชื่นชม ไทเฮาทรงพระสรวล “รัชทายาท เ้าคิดว่านกยูงตัวนั้นเป็อย่างไร”
รัชทายาทยื่นมือชี้ออกไปที่นกยูงงดงามสีน้ำเงินม่วงที่อยู่ภายใต้ตัวหงส์ ท่าทางของมันคล้ายกับหงส์ ทว่าขาดกลิ่นอายดุจเซียนไปหลายส่วน ไม่ทราบว่าผู้วาดตั้งใจหรือไม่ ทำให้คนรู้สึกว่านกยูงตัวนี้ดูราวกับกำลังบูชาหงส์ กำลังเลียนแบบหงส์ แต่สุดท้ายก็ตามไปไม่ได้
“อืม นับว่ามีความสูงส่ง แต่ยังคงเทียบไม่ได้กับความรู้สึกดั่งเทพเซียนของหงส์”
“ฮ่าๆ รัชทายาทมีสายตาเฉียบแหลมจริงๆ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” ไทเฮาพยักพระพักตร์อย่างพึงพอใจ แม่นมข้างๆ ยิ้ม “นกยูงตัวนี้ไม่ว่าจะแต่งกายงดงามเพียงใด สุดท้ายก็ไม่สามารถยืนอยู่จุดสูงสุดบนเส้นทางของปักษาร้อยตัวนี้ได้ ผู้ที่ได้รับการบูชาเทิดทูนจากทุกคนไปตลอดกาลก็คือหงส์”
“อืม เ้าพูดได้ถูกต้อง ตำแหน่งฐานะเช่นนี้นับว่าถูกกำหนดมาั้แ่เกิด ต่อให้นกยูงพยายามอย่างไร ก็มิอาจเป็หงส์ไปได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนกกระจอก ต่อให้บินไปเกาะกิ่งไม้ก็เป็ได้เพียงนกกระจอกตัวหนึ่ง” พระดํารัสนี้ของไทเฮาทำให้พระพักตร์ของฮองเฮาเปลี่ยนไปโดยพลัน เกรงว่าคงไม่ใช่พระองค์คิดมากเกินไป แต่เป็ไทเฮาทรง้าบอกอะไรบางอย่างต่อพวกเขา
ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็เป็หงส์ไม่ได้ไปตลอดกาล นี่คือท่าทีของไทเฮา ฮองเฮาทราบว่าพระองค์เองไม่สามารถตรัสอะไรได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ตงฟางซวี่กลับมองไปยังนกยูงตัวนั้น “บางที นกยูงตัวนี้อาจจะไม่ได้อยากเลียนแบบหงส์ แต่มันกำลังทำสิ่งที่ตัวมันเองอยากทำ ต่อให้เบื้องหน้าของมันเป็เส้นทางของร้อยปักษา มันก็ไม่สนใจ นี่ไม่ใช่ว่าเป็ความงดงามอย่างหนึ่งหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
รัชทายาท...ฮองเฮาทรงขมวดพระขนง เขาทำเช่นนี้จะทำให้ไทเฮาทรงไม่พอพระทัยหรือ?
จริงดังคาด ไทเฮาทรงมีพระพักตร์เคร่งขรึมลง
แม่นมข้างพระวรกายรีบกล่าวประนีประนอม “ฮ่าๆ ฝ่าารัชทายาทช่างมีน้ำพระทัยยิ่งนัก มีเพียงคนที่มีจิตใจเช่นนี้จึงจะสามารถเข้าใจจิตใจผู้คนได้เพคะ”
รัชทายาทแย้มยิ้มบางๆ ทว่าไม่ทราบว่าภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นมีความหมายอะไรซ่อนอยู่
ภายในตำหนักหงส์ พระพักตร์เข้มงวดของฮองเฮาทอดไปยังตงฟางซวี่ที่นั่งอยู่ด้านหนึ่ง “รัชทายาท เ้าจะบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม บุรุษหล่อเหลาผู้นี้กลับไม่ใส่ใจ “ในเมื่อเสด็จย่าให้พวกเราชมภาพวาด ย่อมไม่อาจมีความเห็นตรงกันได้” อย่างไรก็ตามบัณฑิตหนึ่งร้อยคนย่อมมีความคิดหนึ่งร้อยอย่าง ผู้ใดก็ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้อื่นเปลี่ยนความคิดของตนเองได้
ฮองเฮาทรงสูดลมหายใจลึก ทอดพระเนตรไปยังท่าทางสงบนิ่งของตงฟางซวี่ “เื่นี้ยังต้องพิจารณาอีกมาก อย่าได้รีบเร่งใจร้อน ระยะนี้รัชทายาทก็อย่าเพิ่งทำให้ไทเฮาทรงไม่พอพระทัย”
ตงฟางซวี่ออกมาจากตำหนักหงส์ ไม่ได้กลับตำหนักบรรทมของตน
ภายในป่าไผ่ไร้ผู้คน เบื้องหน้ามีบุรุษชุดดำผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ “ทูลฝ่าา เสี้ยนจู่ไม่อยู่ที่จวนพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่อยู่? นางไปที่ใดกัน ไม่ได้พบกันนานถึงเพียงนี้ ตงฟางซวี่รู้สึกว่าตนเองจิตใจร้อนรนดุจไฟเผา เดิมทีคิดจะนัดหมายอวิ๋นซูให้มาพบกันนอกตำหนัก ตอนนี้กลับมีความร้อนใจและผิดหวังอยู่เต็มอก
“ทิ้งจดหมายไว้หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
บนถนน
“คุณชายน้อยไม่ได้มานานเลยนะขอรับ!” หลงจู๊ร้านยาเข้ามาต้อนรับอย่างเป็มิตร อวิ๋นซูที่ยังคงแต่งกายด้วยชุดบุรุษยิ้มบางๆ หลงจู๊ผู้นั้นพลันหยุดฝีเท้าลงมองสำรวจคุณชายน้อยตรงหน้า
ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าคุณชายน้อยผู้นี้เปลี่ยนไปมาก จะว่าอย่างไรดี เมื่อก่อนมักจะให้ความรู้สึกสุขุมเยือกเย็น ยิ่งใหญ่และโดดเด่น แต่วันนี้เมื่อมองแล้วกลับให้ความรู้สึกเข้าหาได้ง่ายขึ้นหลายส่วน ราวกับมีลมฤดูใบไม้ผลิพัดวนอยู่รอบๆ บรรยากาศไม่เหมือนเดิมโดยสิ้นเชิง
“ระยะนี้คุณชายน้อยเกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่ขอรับ?” หลงจู๊ถามลองเชิง
อวิ๋นซูส่ายหน้า สายตามองไปทางประตูโดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบว่าระยะนี้เฟิ่งหลิงปรากฏตัวที่ร้านยาหรือไม่ เขาหายดีแล้วหรือไม่? เกิดความเป็ห่วงเขาขึ้นมาในใจอย่างระงับไม่อยู่ อวิ๋นซูกลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเอง หลงจู๊ยิ้ม “ยาสมานแผลของคุณชายได้รับการตอบรับดีมากขอรับ ่นี้ร้านยาของข้าถูกเหยียบจนธรณีประตูสึกไปหมดแล้ว!”
“ลำบากหลงจู๊แล้ว ผ่านไปอีกสักพักข้าจะให้คนนำยาสมานแผลมาส่ง อีกอย่าง นี่เป็เทียบยาเทียบหนึ่ง แม้ว่าโรคระบาดในเจียงหนานจะควบคุมเอาไว้ได้แล้ว แต่ยังคงต้องป้องกันไว้ก่อน เทียบยานี้ได้รับมาจากเจียงหนาน หลงจู๊วางใจได้”
เจียงหนาน? “์ คงไม่ใช่ว่าคุณชายไปที่อันตรายเช่นนั้นหรอกนะขอรับ?” หลงจู๊สีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน มองไปยังใบหน้าซูบผอมทว่านุ่มนวลของอวิ๋นซู ยังดีที่กลับมาอย่างปลอดภัย
ตอนนี้เอง ในร้านยามีสาวใช้ผู้หนึ่งเข้ามา อวิ๋นซูพยักหน้าให้หลงจู๊ หันกายเตรียมจะเดินจากไป ได้ยินสาวใช้เปิดปากพูด “หลงจู๊ เอายาสงบครรภ์มาอีกห้าเทียบ”
อวิ๋นซูหยุดฝีเท้าลง เสียงนี้...นางหันไปมองอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่สาวใช้ในห้องของฮูหยินบ้านรองหรอกหรือ?
ยาสงบครรภ์? หรือว่าฮูหยินบ้านรองมีข่าวดีแล้ว?!
“ฮ่าๆ ไม่ทราบว่าฮูหยินกินไปหลายเทียบ ร่างกายดีขึ้นหรือไม่ขอรับ?” ใบหน้าหลงจู๊เต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน อย่างไรก็ตาม บนใบหน้าของสาวใช้ผู้นั้นกลับไม่ได้มีอารมณ์ยินดีมากนัก กลับพูดขึ้นอย่างเ็า “อืม”
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หากฮูหยินบ้านรองมีข่าวดี สาวใช้ผู้นี้ไม่ควรจะมีท่าทางเช่นนี้ถึงจะถูก อวิ๋นซูหยุดอยู่หน้าประตู รอสาวใช้ผู้นั้นรับยาแล้วจากไป จึงค่อยตามนางไป
ตลอดทางมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางของตลาด สาวใช้ผู้นั้นยังซื้อเนื้อไปบ้าง ใบหน้าอิดโรยดูขาดสารอาหาร เพียงแต่อวิ๋นซูสามารถเห็นอารมณ์โกรธเคืองบนร่างของนางได้อย่างชัดเจน
“โอ้ วันนี้แม่นางก็มาอีกแล้วหรือ? พอดีเลย ข้าเพิ่งได้ปลาสดๆ มา กินปลานี้แล้วจะดีต่อสตรีมีครรภ์เป็ที่สุด!” เถ้าแก่แผงขายปลายิ้มอย่างเป็มิตร แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างเ็าจากสาวใช้ผู้นั้น “เช่นนั้นหรือ?”
มือคู่หนึ่งตบลงเบาๆ บนไหล่ของนาง สาวใช้ผู้นั้นหันกลับไปมองอย่างไม่พอใจ พบใบหน้างดงามแพรวพราวที่แฝงไปด้วยความสงสัย “ลวี่หลัว?”
“...เหตุใดคุณชายท่านนี้จึงรู้จักชื่อของบ่าวเ้าคะ?” ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าที่ดูคุ้นเคยมากนี้ ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“อวิ๋นซู”
“...อ่า! เป็คุณ...” สาวใช้รีบหุบปาก ไม่อาจพูดเสียงดังที่นี่ได้
ทั้งสองเข้าไปในซอยอันห่างไกลแห่งหนึ่ง “ลวี่หลัว น้าสะใภ้มีข่าวดีหรือ?”
เมื่อถามถึงเื่นี้ ไม่คิดว่าดวงตาของสาวใช้จะแดงเรื่อ “คุณหนูหก ฮูหยินบ้านข้า...ฮูหยินนาง...”
