ล่าวไท่จุนโน้มตัวเพื่อสอบถามให้แน่ชัด “เ้าพูดว่า ฝ่าาได้ออกราชโองการให้ข้า ป้าใหญ่ของเ้าและหยีเจี่ยร์ พวกเราสามคนเท่านั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“ใช่ขอรับ” ฉินหยูเอ่ยพูดขึ้น “ในยามนี้ลุงใหญ่กำลังให้การต้อนรับและดูแลขันทีที่มาส่งข่าวจากวังหลวงอยู่ขอรับ ท่านได้บอกว่าอีกสักพักก็จะมาที่นี่ และขอให้ท่าน ท่านป้าใหญ่และหยีเจี่ยร์แต่งตัวเพื่อเตรียมตัวด้วยขอรับ”
ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วแน่น
ครั้นฉินหยูอธิบายให้เข้าใจแล้วก็ขอตัวลา ก่อนเขาเดินออกไปข้างนอกยังได้พูดกับภรรยาเหยาซื่ออีกว่า “หยีเจี่ยร์ไม่เคยเข้าวัง เ้าเป็พี่สะใภ้ก็ให้คำแนะนำนางด้วยเถิด”
ฮูหยินน้อยเหยาซื่อยิ้มตอบรับ “วางใจเถิด ข้าเข้าใจแล้ว” หลังจากส่งผู้เป็สามีออกไป นางจึงจับมือฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อและเอ่ยขึ้น “ไปกันเถอะ ฮูหยินดูแลล่าวไท่จุน ส่วนพวกเราไปช่วยหยีเจี่ยร์”
จากนั้นฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อก็หยุดสอนการเย็บปักถักร้อยพร้อมส่งให้จี๋เสียง นางเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับฮูหยินน้อยเหยาซื่อ
ในตอนนั้นบรรยากาศในห้องสงบมาก แต่คิ้วของล่าวไท่จุนกลับบิดขมวดจนเป็ก้อน นางพยายามข่มใจของตนเองให้สงบและเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าในวันนี้ จะมีบางสิ่งบางอย่างไม่ดี บ้านฉาวส่งโจ๊กมาให้บ้านเรานั้น…ไม่ต้องพูดถึง ฉาวหวงโฮ่วนั่นไม่รู้ว่าได้พูดอะไรไว้กับฮ่องเต้ เหตุใดถึงได้เรียกพวกเราผู้หญิงสามคนเข้าไปในวังเล่า”
ซุนซื่อก็กังวลเช่นกัน แม้ว่านางจะเป็ฮูหยินอันดับหนึ่งและมีประสบการณ์มากมาย แต่ว่าถ้าอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้กับหวงโฮ่วแล้ว นางย่อมรู้สึกมือเท้าเย็นเช่นกัน คิดอยู่ว่าถ้าอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้กับหวงโฮ่วจะต้องพูดช้าอย่างแน่นอน
“ล่าวไท่จุน หรือว่าให้ล่าวแหย่ไปกับพวกเราด้วยจะได้หรือไม่เ้าคะ”
ล่าวไท่จุนส่ายศีรษะ “ยังไม่เห็นอีกหรือว่าข้าเพิ่งถามไปเมื่อสักครู่นี้ว่า ฮ่องเต้กับหวงโฮ่วให้เราสามคนไปเท่านั้นหรือ เิเกอร์ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในนั้นด้วย จะเข้าไปโดยไม่ทำตามพระราชโองการได้อย่างไรเล่า"
เห็นล่าวไท่จุนและซุนซื่อมีท่าทีเสมือนต้องเผชิญกับศัตรูอยู่ ฉินหยีหนิงจึงหัวเราะพลางอธิบาย
“ท่านย่า ท่านแม่ ไม่จำเป็ต้องกังวลเลย ตอนนี้สถานะของท่านพ่อของข้าแตกต่างไปจากเดิมแล้ว และคิดว่าการเข้าวังในครั้งนี้ไม่น่าจะมีเื่ใหญ่อะไรเ้าค่ะ แต่ว่าที่ออกราชโองการกะทันหันเช่นนี้ มีเพียงสองสิ่งเท่านั้น อาจจะให้รางวัลหรืออาจจะลงโทษ แต่เราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ย่อมไม่ถูกลงโทษเป็แน่เ้าค่ะ”
ผู้คนในบ้านไม่มีความคิดอะไรเลย แต่หลังจากได้ยินการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและมีเหตุผลของฉินหยีหนิงแล้ว ในใจของพวกนางราวกับเห็นแสงสว่างอย่างไรอย่างนั้น
มีเพียงซุนซื่อที่เอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง “แต่ว่าที่สุดแล้วตระกูลของเรากับตระกูลฉาวก็มีเื่กันนี่”
“ฮ่องเต้มีความเฉลียวฉลาดและมีทักษะทางด้านการต่อสู้ ตราบใดที่ข้าราชบริพารไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความแตกแยกของบ้านเมือง จะถูกนำมาใช้เป็แพะรับบาปได้อย่างไรเล่าเ้าคะ? นอกจากนี้หวงโฮ่วเหนียงเนียงเป็มารดาของแผ่นดิน นางไม่อาจตำหนิลงโทษเพราะความแค้นส่วนตัวได้อย่างแน่นอน”
สิ่งที่ฉินหยีหนิงได้กล่าวไปเป็บทกลอนร้องสรรเสริญ ความเป็จริงแล้วมีความหมายเดียวคือ แม้ว่าปีศาจหวงโฮ่วจะยั่วยุฮ่องเต้อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเหตุผล ไม่หลักฐาน ไม่มีที่มา กลับกระทำการใส่ร้ายผู้หญิงซึ่งเป็สมาชิกในครอบครัวของขุนนางนั้นจะทำได้เพียงแค่ตบหน้า ย่อมทำให้คนทั้งแผ่นดินหัวเราะเสียเปล่าๆ ฮ่องเต้ก็มีหน้ามีตาและเกียรติที่ต้องรักษา
“หยีเจี่ยร์พูดถูก” ฉินหวยหยวนมาถึงในเวลานั้นพอดี เขาเข้ามาโดยไม่ได้ถอดเสื้อคลุมและเดินเข้ามาปลอบล่าวไท่จุน
“ท่านอย่าได้เป็กังวลเลย ในตอนนี้ราชสำนักไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ สถานะของครอบครัวเราก็อยู่ในตำแหน่งมั่นคง ท่านเพียงแค่ต้องระมัดระวังก็เท่านั้น ถึงตอนนั้นให้ดูตามสถานการณ์นะขอรับ หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังไม่ต้องตอบตกลงกับฮ่องเต้และหวงโฮ่วในทันที แต่ให้บอกว่าต้องกลับบ้านเพื่อคิดพิจารณาก่อน ท่านเป็ล่าวเฟิงจุนและฮ่องเต้เองก็สนับสนุนความกตัญญูกตเวทีด้วย ฮ่องเต้จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องลำบากใจแน่นอนขอรับ”
ล่าวไท่จุนถูกลูกชายมาพูดปลอบ นางจึงเหมือนมีกระดูกสันหลังแล้ว จากนั้นนางก็พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉินหวยหยวนหันไปหาซุนซื่ออีกครั้ง พร้อมกำชับว่า “เ้าเข้าไปในวัง ให้ทำตามท่านแม่ก็เพียงพอแล้วนะ” หมายความว่าพูดให้น้อยลง จะได้ไม่ทำผิดพลาด อย่าทำอะไรด้วยตัวเองโดยไม่คิด
ซุนซื่อพยักหน้า
เมื่อมองดูลูกสาว ในสายตาของฉินหวยหยวนนั้นมีความชื่นชอบเต็มเปี่ยมจนล้นออกมา “หยีเจี่ยร์เข้าไปในวัง ให้ฉลาดหน่อยนะ ดูแลท่านย่าและท่านแม่ของเ้าให้ดีล่ะ”
“เ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงพยักหน้า
ในบรรดาสามคนนี้ ล่าวไท่จุนมีประสบการณ์มากมาย ฉินหยีหนิงมีความฉลาดเฉลียวและมีไหวพริบ มีเพียงซุนซื่อคนเดียวที่ทำให้ไม่ปลอดภัยเท่าใดนัก แต่คิดว่าซุนซื่อไม่น่าจะพูดพล่อยๆ ออกมาเมื่ออยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้อย่างแน่นอน ดังนั้นฉินหวยหยวนก็สบายใจขึ้นมาก
หลังจากที่ได้พูดเพียงไม่กี่ประโยคนั้น ฉินหวยหยวนจึงได้ออกไปข้างนอกเพื่อทำงานอีกครั้ง
ั้แ่ต้นจนจบ เขาไม่ได้เหลือบไปมองฉินฮุ่ยหนิงแม้แต่น้อย
ยามฉินหวยหยวนผ่านประตูเข้ามา ฉินฮุ่ยหนิงจงใจก้มศีรษะลงและกัดฟันด้วยความโกรธริษยา ซึ่งมันได้เผานางจนเกือบสลายสิ้นแล้ว
ล่าวไท่จุนผ่อนคลายลง และได้สั่งให้แม่นมฉินตระเตรียมเครื่องแต่งตัว
“หยีเจี่ยร์ไม่เคยเข้าไปในวัง ชุดที่ตัดเย็บนั้นได้เตรียมแล้วหรือยัง?”
แม่นมฉินขมวดคิ้ว นางเอ่ยตอบว่า “ยังไม่เสร็จเรียบร้อยเลยเ้าค่ะ ก่อนนี้บ่าวได้สั่งให้คนในห้องตัดเย็บทำแล้วเ้าค่ะ แต่ว่าการเย็บปักถักร้อยนั้นมีความซับซ้อนมาก แต่เดิมคิดว่าจะต้องเข้าไปในวังหลวงตอนวันส่งท้ายปีเก่าเพื่อคารวะ อีกนานกว่าจะได้สวมใส่ บ่าวจึงสั่งให้คนงานทำให้ละเอียดประณีตอยู่หลายส่วน โดยไม่ต้องเร่งรีบ ใครจะรู้ว่าต้องเข้าวังล่วงหน้าตั้งหลายวันนี่เ้าคะ”
ฮูหยินน้อยเหยาซื่อหันไปมองฉินฮุ่ยหนิงที่ได้แต่ก้มศีรษะมาโดยตลอด นางพูดด้วยรอยยิ้ม “จะไปยากอะไรเ้าคะ ข้าเห็นว่าหยีเจี่ยร์กับฮุ่ยเจี่ยร์รูปร่างส่วนสูงก็พอๆ กัน น่าจะหยิบยืมเสื้อของฮุ่ยเจี่ยร์มาให้หยีเจี่ยร์ใช้สวมใส่ได้”
คำพูดเช่นนั้นของฮูหยินน้อยเหยาซื่อ ความจริงแล้วมีความไม่พอใจฉินฮุ่ยหนิงปะปนอยู่ด้วย
นางไม่ชอบฉินฮุ่ยหนิงที่แสร้งทำตัวน่าสงสาร แต่ความจริงกลับมีความคิดไม่ดีมากมาย เหมือนกับบรรดาลูกสาวของอนุภรรยาที่บ้านพ่อแม่ของนางอย่างไรอย่างนั้น
ฉินฮุ่ยหนิงซึ่งไม่มีตัวตนมาโดยตลอด เมื่อถูกเรียกชื่อ สายตาของทุกคนต่างก็มองไปที่นาง
วันนั้นฉินฮุ่ยหนิงสวมเสื้อยาวตัดเย็บจากผ้าทอเรียบลื่นสีเขียวอ่อน บนศีรษะไม่มีเครื่องประดับอะไรมาก แต่งตัวเรียบง่าย ถึงแม้เสื้อผ้าของนางไม่ได้เรียบง่ายคล้ายสวมใส่เพื่อแสดงความกตัญญูต่อคนตายถึงเพียงนั้น ทว่าวันดังกล่าวเป็วันเทศกาลล่าปา หลายคนมองดูแล้วก็รู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย
พี่สาวน้องสาวพี่สะใภ้ต่างก็รู้ดีว่าฉินฮุ่ยหนิงเป็เช่นนี้มาเนิ่นนาน ไม่ใช่ว่านางไม่มีเครื่องประดับและเครื่องแต่งหน้าให้ใช้ ถึงกระนั้นนางกลับทำตัวเสมือนว่าคนอื่นให้นางน้อยจนไม่พอใช้เสียอย่างนั้น
นางเงยหน้าขึ้น ั์ตารื้นคลอหยาดน้ำเป็ประกายระยิบระยับ มือหนึ่งจับผ้าเช็ดหน้า มองไปที่ล่าวไท่จุนด้วยความกลัว “ท่านย่า เสื้อผ้าชุดนั้นของข้าเพิ่งซักพอดีและไม่รู้ด้วยว่าจะต้องใช้ในวันนี้ อีกทั้งหยีเจี่ยร์ร่างสูงกว่าข้า เกรงว่าจะใส่ไม่ได้น่ะเ้าค่ะ”
ฮ่องเต้เรียกชื่อบุคคลสามคนให้เข้าไปในวัง ที่สำคัญสมาชิกหญิงในครอบครัวของบ้านใหญ่กลับละเว้นนางเพียงคนเดียว นี่ก็ทำให้นางเสียหน้ามากพอแล้ว ครั้นเมื่อท่านพ่อของนางมาถึง กลับไม่ได้ชายตามองนางเลยแม้แต่นิดเดียว
ทำไมไม่ให้นางไปด้วย ซ้ำยังจะยืมเสื้อผ้าของนางไปให้ฉินหยีหนิงสวมใส่อีก ฝันไปเถอะ!
ล่าวไท่จุนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ข้าคิดว่า หยีเจี่ยร์ไม่ต้องรบกวนอะไรมากกระมัง ก่อนนี้ข้าเพิ่งได้ผ้าไหมสีชมพูลายดอกท้อเล็กๆ และได้ให้หยีเจี่ยร์ไปแล้วไม่ใช่หรือ คิดว่าชุดนั้นน่าจะตัดเย็บเสร็จแล้วล่ะ”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าพร้อมกล่าวตอบ “ตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็สวมเสื้อผ้าชุดนั้นเถิด หญิงสาวสวมเสื้อผ้าสีชมพูเช่นนี้คนจะได้ชื่นชอบ”
ล่าวไท่จุนตัดสินใจแล้ว ฮูหยินน้อยเหยาซื่อและฮูหยินน้อยเมิ่งซื่อจึงจับมือฉินหยีหนิงซ้ายขวา พากันเดินกลับเรือนหญิงงามเพื่อแต่งตัว
ฉินฮุ่ยหนิงเหมือนจะร้องไห้ มือของนางนั้นถูกเล็บข่วนจนแตกแล้ว ซ้ำร้ายยังปรากฏเืไหลออกมาติดกับผ้าเช็ดหน้าเสียด้วย
คำพูดของล่าวไท่จุนเมื่อสักครู่ ไม่ใช่เพราะว่าดูถูกนางที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายหรอกหรือ
นางสูญเสียความรักความเอ็นดูเร็วจริงๆ
ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน ล่าวไท่จุนรักและเอ็นดูนางมาก มิหนำซ้ำยังกอดนางแล้วพูดว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ย่าก็จะรักและเอ็นดูเ้า’
แล้วตอนนี้ล่ะ?
เพราะนางไม่ใช่ลูกแท้ๆ คนเหล่านี้แต่ละคนก็เริ่มฉีกหน้านาง แม้แต่ล่าวไท่จุนเองก็ยังเข้าข้างอีกคนมากเกินไปแล้ว
ฉินฮุ่ยหนิงก้มศีรษะลง น้ำตาร่วงหล่นลงบนรอยตะเข็บเสื้อผ้า
ล่าวไท่จุนเห็นแล้วพลอยต้องขมวดคิ้ว
ฉินหยีหนิงศึกษาหาความรู้อย่างตั้งใจ ฉินฮุ่ยหนิงรู้เพียงแต่กินของว่างและอ่านนวนิยาย
ฉินหยีหนิงมีความสามัคคีปรองดองกับพี่น้องและไม่เคยหาเื่ แต่ฉินฮุ่ยหนิงเข้าหาแต่คุณหนูหกเท่านั้น แถมสร้างความขัดแย้งกับผู้อื่น
ที่ผ่านมาฉินหยีหนิงอาศัยอยู่เรือนเสวี่ยลี่ก็ไม่ได้มีการบ่นร้องเรียนใดๆ และเมื่อย้ายไปที่เรือนหญิงงามก็ไม่ได้แสดงความโอ้อวดแต่อย่างใด
แต่ยามฉินฮุ่ยหนิงอยู่ที่เรือนสื่อเซี่ยวมักจะโอ้อวดเพื่อให้พี่สาวน้องสาวคนอื่นๆ อิจฉา ตอนนี้อยู่ที่เสวี่ยลี่ก็ยังคงบ่นไม่พอใจเป็บางครา
เพราะฉะนั้นจึงจงใจเ็าไม่สนใจนางหลายวัน ดูว่านางจะตอบสนองเช่นใด นางก็แสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา เสมือนบ้านฉินรังแกนางอย่างไรอย่างนั้น...
อย่างไรก็ตามทุกการเคลื่อนไหวของนางนั้นเป็การยั่วยุทั้งสิ้น
ล่าวไท่จุนเป็ผู้เชี่ยวชาญเื่ในบ้าน ครั้นเอาความรักความเอ็นดูออกไปแล้ว นางจึงมองคนได้ชัดแจ้งมากกว่าใคร
ย่อมไม่แปลกถ้าความรู้สึกของนางต่อฉินฮุ่ยหนิงจะจืดจางลงแล้ว
ต่อมา นางได้สั่งให้ทุกคนแยกย้ายออกไป ล่าวไท่จุนกับซุนซื่อต่างคนต่างก็ไปเตรียมตัว
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เตรียมตัวเรียบร้อย พวกนางนั่งรถม้าไปที่ประตูสอง ก่อนเปลี่ยนขึ้นรถม้าที่หรูหรากว้างขวางและอบอุ่นออกไป
รถม้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ใช้เวลาชั่วพักหนึ่งจึงได้ไปถึงหน้าพระราชวังหลวง คอยให้ผู้เฝ้าประตูตรวจสอบอีกครู่ จากนั้นขันทีก็ได้พาทั้งสามให้เปลี่ยนรถม้าอีกคัน เพื่อพาไปยังวังเฟิงเสียงของหวงโฮ่ว
ฉินหยีหนิงเรียนจากแม่นมมาหลายวัน กฎระเบียบและมารยาทในวังย่อมเคยได้เรียนมาแล้ว หลังจากที่ลงจากรถม้า นางจึงก้มศีรษะลงอย่างสงบเสงี่ยม ไม่แม้แต่จะกวาดสายตามองไปรอบๆ
พระราชวังหลวงไม่ใช่ในจวน หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลร้ายจนถูกคนอื่นใส่ความได้ นางทำผิดพลาดเพียงคนเดียว แต่อาจทำให้คนทั้งครอบครัวต้องมาโดนลงโทษด้วย ฉินหยีหนิงย่อมไม่กล้าที่จะมีความผิดพลาดแม้แต่น้อย
เดินผ่านลานกว้างซึ่งปูด้วยหินสีน้ำเงิน ก้าวเท้าขึ้นบันไดพระราชวังไปอีกเล็กน้อยจึงจะถึงประตูหน้าของวังเฟิงเสียง ครั้นเห็นพวกนาง ขันทีจึงเดินเข้าห้องโถงไปเพื่อแจ้งรายงาน
เพียงสองสามอึดใจ ขันทีถึงเดินยิ้มกลับออกมา “ล่าวเฟิงจุน ฮูหยินฉิน คุณหนูฉินเชิญด้านในในขอรับ ฮ่องเต้กับหวงโฮ่วเหนียงเนียงอยู่ข้างในขอรับ”
ทั้งสามตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้าและอื่นๆ อีกหน ก่อนโค้งตัวก้มหน้าเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ เดินตามฝีเท้าของขันทีกระทั่งถึงข้างใน
เมื่อเข้าไปแล้ว จมูกกลับกระทบกลิ่นดอกป๋ายเหอหอมเอียนเป็อันดับแรง เป็ผลให้ฉินหยีหนิงถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ที่พื้นถูกปูด้วยพรมหนาหรูหราลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่ ทั้งสามคุกเข่าลงในตำแหน่งที่ห่างจากผู้สูงศักดิ์อยู่พอควร จากนั้นก้มศีรษะคำนับอย่างเป็ทางการ
ล่าวไท่จุนเอ่ยด้วยเสียงก้องกังวาน “หม่อมฉันฉินกู้ซื่อ พาลูกสะใภ้ซุนซื่อ หลานสาวฉินซื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ หวงโฮ่ว ขอฝ่าา ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆ ปี ขอหวงโฮ่วทรงพระพลานามัยแข็งแรง”
“ลุกขึ้นเถิด” เสียงตอบรับเป็ของผู้หญิง สำเนียงการพูดบ่งบอกถึงนิสัยช่างออดอ้อนของเ้าตัว เจืออากัปกิริยาเอื่อยเฉื่อยอยู่ในที
ฉินหยีหนิงคุ้นกับเสียงนี้มาก เป็เสียงของคนที่นางเคยพบเมื่อครั้งไปเยือนเซียนกูกวน
นางรู้สึกว่าตนโชคดีมากๆ โชคดีที่คุณชายท่านนั้นดึงนางเข้าไปหลบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นวันนี้คงจะเกิดเื่ใหญ่ได้
เสียงของฮ่องเต้นั้นเป็เสียงของคนมีอายุ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “วันนี้ให้มาเป็การส่วนตัว ไม่จำเป็ต้องมากพิธี คำพูดของหวงโฮ่วก็เป็คำพูดของเจิ้น พวกเ้าเป็สมาชิกในครอบครัวของฉินเิ เรียกได้ว่าคุ้นเคยกันดี ไม่จำเป็จะต้องมีพิธีรีตองอันใดแล้ว”
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอบพระทัยหวงโฮ่ว” ล่าวไท่จุนนำซุนซื่อและฉินหยีหนิงเพื่อคำนับ
เมื่อได้ทำตามระเบียบแล้ว ทั้งสามคนก็ลุกขึ้นยืน
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามยังคงก้มหน้าลงพื้น ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองฮ่องเต้และหวงโฮ่ว อย่างมากแค่เพียงชำเลืองมองด้วยปลายหางตา ในห้องโถงใหญ่ ไม่ได้มีเฉพาะฮ่องเต้กับหวงโฮ่ว แต่มีคนนอกอีกจำนวนหนึ่ง มิหนำซ้ำยังมีชายหนุ่มคนนอกอยู่ด้วย
หวงโฮ่วยิ้มและเอ่ยขึ้น “คุณหนูฉิน เดินมาหาเปิ่นกงตรงนี้มา ให้เปิ่นกงดูสิ”
ล่าวไท่จุนกับซุนซื่อใ
ฉินหยีหนิงมีความประหม่าเล็กน้อย แต่มาถึงที่นี่แล้วแน่นอนว่าจะต้องสงบเสงี่ยม นางจึงตอบรับ ใบหน้าก้มต่ำเช่นเดิมขณะก้าวเท้าไปยังเบื้องหน้าอย่างช้าๆ
นางเดินผ่านเตาสามขาลายดอกไม้ซึ่งทำจากทองเหลือง หางตาทันเห็นว่ามีชายคนนอกอยู่ด้วยจริง ๆ คนหนึ่งเป็ชายมีหนวดในวัยสามสิบต้นๆ อีกคนหนึ่งเป็ชายหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปีและยังมีอีกหนึ่งคนเป็หญิงวัยกลางคนแต่งตัวหรูหรา สายตาของทั้งสามคนนั้นก็มองมาที่นางเช่นกัน
