หลังจากเดินทางมาสามชั่วโมงเต็ม รถบัสก็จอดสนิท “ข้างหน้าไม่มีถนนแล้ว พวกเราต้องเดินเท้าเข้าไป”
เซี่ยวฉือรอให้คนทยอยลงจากรถ พอเย่ฝานลงจากรถ เบื้องหน้าก็ปรากฏทิวเขาทอดยาวสูงต่ำไล่เรียงกันไป
เซี่ยวฉือเดินไปหยุดข้างกายไป๋อวิ๋นซีและถามว่า “อาซี หลานสบายดีใช่ไหม”
ไป๋อวิ๋นซียิ้มพลางตอบว่า “สบายดีครับ”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ตัวเขาเป็คนหลับยาก ยิ่งถ้าเป็บนรถบัสที่โอนเอน เขาไม่อยากคิดเลยว่าจะหลับลงได้อย่างไร แต่พอได้ยินที่เซี่ยวฉือพูดว่าเขาหลับสนิท แถมยังพิงหัวบนไหล่ของเย่ฝานอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย
เย่ฝานหิ้วกระเป๋าเป้ พลางเดินเข้าไปใกล้ไป๋อวิ๋นซี แล้วพูดด้วยความห่วงใยว่า “ได้ยินว่าเดี๋ยวพวกเราต้องเดินต่ออีกหลายชั่วโมง ถ้านายเดินไม่ไหว ฉันจะแบกนายเอง”
ไป๋อวิ๋นซีเห็นใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มโง่ๆ ของเย่ฝาน เขาก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ไม่ต้องล่ะ ขอบคุณ!”
เย่ฝานกะพริบตาและกล่าวออกไป “นายอย่าฝืนเลยนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “ขอบคุณความห่วงใยจากนายจริงๆ แต่ว่าฉันไม่้า”
เย่ฝานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “นายอยากกินหมูแผ่นไหม...”
“ฉันไม่กิน!” ไป๋อวิ๋นซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแล้วพูดอย่างกลัดกลุ้ม “นายเป็คนกินยากจัง! อะไรก็กินไม่ได้สักอย่าง"
“นายพูดผิดแล้ว ฉันกินเฉพาะอาหารชั้นเลิศต่างหากล่ะ” ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะเยาะ
เย่ฝาน “…”
…
เย่ฝานเดินไปตามทางบนหุบเขาด้วยจิตใจหดหู่ หยางเฟยเดินเข้าไปหาเย่ฝาน และพูดกับเขาว่า “นายดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนะ!”
“คุณชายไป๋บอกให้ผมอยู่ห่างๆ เขาหน่อย! เขาดูเฉยเมยมากเลย!” เย่ฝานพูดอย่างเศร้าสร้อย
หยางเฟย “…” คุณชายไป๋เจอคนแบบนี้มาติดพัน ช่างโชคร้ายจริงๆ
เย่ฝาน “ตาแก่นั่นเป็ใคร! ทำไมเดินใกล้กับเขาตลอด”
“อาจารย์เซี่ยวเป็คุณตาของไป๋อวิ๋นซี” หยางเฟยตอบอย่างเอือมระอา
“อ๋อ ผมนึกออกแล้ว โจ่วจิ่นจือบอกว่าในคณะนี้จะมีคุณตาของเขาอยู่ด้วย ไม่นึกเลยว่าผมจะลืมเื่นี้ไปได้ เอาล่ะ ผมต้องเข้าไปผูกสัมพันธไมตรีสักหน่อย” เย่ฝานพูดอย่างดีใจจนออกนอกหน้า
หยางเฟยมองเย่ฝานแล้วพูดด้วยความเวทนาว่า “นายจะไปผูกสัมพันธไมตรีกับเขาตอนนี้ ฉันว่ามันสายไปแล้วล่ะ นายไม่รู้เหรอว่านายทำอะไรผิดต่อเขาไว้”
“เพราะผมเรียกเขาว่าตาแก่น่ะเหรอ?” เย่ฝานเอ่ยถาม
หยางเฟย “…”
เย่ฝานพูดอย่างเป็กังวลว่า “คราวนี้แย่แล้ว ตาแก่นั่นเหมือนจะไม่พอใจผมเอามากๆ! เขาหันมาจ้องผมหลายครั้งเลย! ทางเดินก็สูงชันขนาดนั้น เขายังหันมามองผมตั้งหลายครั้ง ไม่กลัวข้อเท้าแพลงหรือยังไง”
หยางเฟย “…”
แม้ว่าทางบนเขาจะสูงชันจนทำให้เดินลำบาก แต่เย่ฝานที่ถือกระเป๋าไปด้วยกลับเดินได้สบายๆ
เวลาบ่ายสามโมง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงสถานที่ซึ่งห่างจากจุดหมายไม่ไกล
“เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว พวกเราตั้งแคมป์ที่นี่ก็แล้วกัน อีกหลายวันต่อจากนี้ พวกเราจะพักอยู่ที่นี่” จางเหวินเทากล่าว
เย่ฝานกัดแอปเปิลเสียงดังกร๊อบ หยางเฟยเห็นเย่ฝานแล้วก็ขมวดคิ้ว ตลอดทางที่เดินมาเย่ฝานกินอาหารไม่หยุดหย่อน ไม่รู้ว่าไปหิวมาจากไหน
เย่ฝานเหลือบมองซ้ายขวา ก่อนดึงมีดปอกผลไม้ออกมาแล้วปามีดไปทางไป๋อวิ๋นซี การกระทำของเย่ฝ่านทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที
มีดปอกผลไม้บินผ่านข้างกายของไป๋อวิ๋นซีไปปักที่ต้นไม้ข้างๆ สิ่งที่เห็นคืองูสามเหลี่ยมตัวหนึ่งถูกมีดตรึงไว้ที่ลำต้น
ใบหน้าของไป๋อวิ๋นซียังคงเหมือนเดิม ทว่าฝ่ามือกลับชุ่มเหงื่อ
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วเมื่อเห็นงูพิษที่โดนมีดปักคาลำต้น
จางเหวินเทาดูงูสามเหลี่ยมที่แน่นิ่งอยู่ที่ลำต้น ก่อนหันมายิ้มแล้วชื่นชมเย่ฝานว่า “น้องชายนี่ฝีมือไม่เบาจริงๆ!”
เย่ฝานหัวเราะแล้วพูดว่า “มิกล้ารับๆ”
เย่ฝานดึงงูพิษออกจากต้นไม้แล้วนำมาเหวี่ยงเล่น จากนั้นเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าไป๋อวิ๋นซี พลันพูดพร้อมกับยกงูตัวนั้นขึ้น “นายบอกว่าอยากกินอาหารชั้นเลิศ งั้นฉันจะย่างงูตัวนี้ให้นายกินดีไหม”
“ประสาท!” ไป๋อวิ๋นซีตวาดขึ้นครั้งหนึ่ง
เย่ฝาน “…”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี แล้วอดเศร้าใจไม่ได้ “คนอะไรเอาใจยากจริงๆ”
หยางเฟยหมดคำพูดกับการกระทำของเย่ฝาน อยากเอาอกเอาใจด้วยการเสนองูพิษให้กินเนี่ยนะ ใครจะไปรับได้?
…
เย่ฝานมองลักษณะภูมิประเทศของเทือกเขา เหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ไม่นานก็เกิดประกายในแววตา
“คุณชายเย่มองเห็นอะไรหรือ?” จางเหวินเทาเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถาม
เย่ฝานหัวเราะพลางตอบว่า “สถานที่นี้ไม่เลวเลยนะครับ”
จางเหวินเทายิ้มพลางพูดว่า “สำหรับคนที่ฝังร่างอยู่ที่นี่ ฮวงจุ้ยถือว่าใช้ได้”
เย่ฝานหรี่ตา เขาไม่ค่อยถนัดเื่ฮวงจุ้ยนัก แต่ััได้เลือนรางว่าูเาลูกนี้จะต้องมีเส้นชีพจรจิติญญาซ่อนอยู่ ทว่ามันเหือดแห้งไปเกือบหมดแล้ว สถานที่ที่สามารถหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรจิติญญาได้ ถือเป็สถานที่ที่ดี แม้ว่าเส้นชีพจรจิติญญาจะเหือดแห้ง แต่ว่าพลังปราณในที่แห่งนี้เข้มข้นกว่าที่อื่นๆ มาก
หลังจากที่เย่ฝานข้ามมิติมา เขาก็พบว่าในโลกใหม่นี้ไม่ปรากฏผู้ฝึกตนคนอื่นเลย หรือว่าอาจมีน้อยมากจนเขาก็ยังไม่เคยเจอ เย่ฝานสงสัยว่าในเมื่อควาฟู่[1] เทพฝูซี[2] และเ้าแม่หนี่วา[3] ที่ผู้คนนับถือ ล้วนเป็ผู้ฝึกตนทั้งนั้น แต่อาจเป็เพราะพลังปราณแรกกำเนิดของโลกหายไป จึงทำให้ไม่มีผู้ฝึกตนอีก
“สถานที่แห่งนี้มีพลังหยินรุนแรงมาก ถ้าจะลงไปในสุสานจริงๆ เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต” เย่ฝานกล่าว
จางเหวินเทาทำตาหยี แล้วพูดว่า “ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ ก็ไม่นึกเลยว่าที่แห่งนี้จะเป็แหล่งรวบรวมพลังหยินแบบนี้”
เย่ฝาน “…” สถานที่แห่งนี้มีพลังหยินค่อนข้างแรง เหมาะแก่การฝังศพที่ไม่้าให้เน่าเปื่อย
………………………………………………………………………………………..…………………
[1] ควาฟู่ เป็ชื่อเซียนผู้หนึ่งในตำนานจีน
[2] เทพฝูซี เป็จักรพรรดิพระองค์แรกในตำนานของจีน หรือเรียกว่าเทพเ้ายุคดึกดำบรรพ์
[3] เ้าแม่หนี่วา เป็เทพีผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งตามประมวลเื่ปรัมปราจีน ซึ่งท่านเป็ภรรยาของเทพฝูซี
