รัชทายาทค่อยๆ ใจเย็นลง เขารู้เพียงว่าครั้งที่แล้วตนเองไม่ได้ขวางอวิ๋นซูไม่ให้ไปเขตโรคระบาด ครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้นางไปเสี่ยงอันตรายอีกเป็อันขาด
“ตอนนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ที่ใด?”
“ทูลรัชทายาท ตอนนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีเพิ่งจะเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
ในตอนนี้จี้จิ่นเพิ่งจะออกมาจากห้องทรงพระอักษร ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้เขาเดินทางไปยังเมืองคานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาจะต้องนำเื่นี้ไปบอกหย่งจี๋เสี้ยนจู่เสียก่อน
อย่างไรก็ตาม เขาเพิ่งจะเดินผ่านระเบียงมาก็พบกับบุรุษรูปงามยืนเอามือไพล่หลังอยู่บริเวณสุดทางเดิน เห็นได้ชัดว่ารอมาระยะหนึ่งแล้ว ใบหน้าของเขาเจือไปด้วยความเ็า ดวงตาทั้งสองที่ในยามปกติมีความเป็มิตร ในยามนี้เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์แห่งความโกรธไหลเวียน จี้จิ่นเพียงแค่เห็นก็สามารถคาดเดาถึงเจตนาของรัชทายาทได้
ไม่รอให้จี้จิ่นคารวะ ตงฟางซวี่ก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน “เหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีต้องพาหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไปสถานที่อันตรายเช่นนั้น?”
“รัชทายาททรงกล่าวหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็ความคิดของหย่งจี๋เสี้ยนจู่เอง” จี้จิ่นก้มหน้ากล่าว
นี่เป็...ความคิดของนาง?
จี้จิ่นจมลงสู่ความเงียบ มองไปยังรัชทายาทที่อยู่เบื้องหน้า เอ่ยถามกลับไปประโยคหนึ่งด้วย้าหยั่งเชิง “หรือฝ่าาจะทรงคาดเดาเจตนาของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่ออก?”
ในสมองของรัชทายาทเกิดเสียงดังสนั่น หรือจะบอกว่าที่อวิ๋นซูทำเช่นนี้ก็เพื่อหลบเลี่ยงตนเอง?
ห่างออกไปมีเงาร่างงดงามร่างหนึ่งเดินเข้ามา จี้จิ่นมองเห็นแต่ไกล มุมปากยกยิ้มบางๆ
“องค์หญิงซีเยว่มีฐานะสูงส่ง กระหม่อมได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับรัชทายาท ยากที่จะหลีกเลี่ยงความคับข้องใจ หย่งจี๋เสี้ยนจู่ทำเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่ภาพรวมเป็สำคัญ การไปเมืองคานไม่เพียงแต่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่แคว้นเฉินได้ อีกทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงข่าวลืออันไร้สาระเ่าั้ได้อีกด้วย ฝ่าาลองตรองดูเถิด ในยามนี้เสี้ยนจู่รู้จักเห็นแก่ภาพรวม มิใช่ว่าจะทำให้ผู้คนนับถือหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ในคำพูดของจี้จิ่นแฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำ เขาเพียงแค่้ากล่าวเตือนรัชทายาทเท่านั้น กระทั่งอวิ๋นซูก็ยังรู้ว่าเื่นี้ไม่ได้เป็แค่เื่เล็กๆ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นเป็สิ่งจำเป็ หากจักรพรรดิแคว้นอี้รู้ว่ารัชทายาทเตรียมจะแต่งตั้งให้องค์หญิงซีเยว่เป็พระชายาเอก แต่ก็ยังคงมีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกับสตรีอื่น เขาจะต้องไม่พอใจเป็แน่
เขาหวังว่ารัชทายาทเยาว์วัยผู้นี้จะสามารถกระทำการอย่างระมัดระวังรอบคอบ ทว่าบนใบหน้าของตงฟางซวี่กลับไม่มีความสำนึกเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนี้สิ่งที่รัชทายาทคิดในใจก็คือ ตนเองได้ทำตามความคิดของนางแล้ว ยินยอมที่จะแต่งตั้งองค์หญิงซีเยว่เป็พระชายา แต่เหตุใดนางจึงต้องหลบเลี่ยงตนเองเช่นนี้อีก?
จี้จิ่นเห็นดังนั้นก็ทอดถอนใจ กล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ขอพระองค์อย่าได้ทรงทำลายความพยายามของเสี้ยนจู่เลยพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นจึงหมุนกายแล้วเดินจากไป
สิ่งที่สมควรพูดเขาได้พูดไปแล้ว ที่เหลือก็เป็เื่ของรัชทายาทผู้งมงายในความรัก
เช้าวันต่อมา รถม้าของจวนอัครมหาเสนาบดีจอดรออยู่ที่หน้าจวนชางหรงโหว
สตรีผู้มีท่าทางเรียบเฉยปรากฏตัวนอกจวนโหว จี้จิ่นยืนอยู่ข้างรถม้า รอยยิ้มที่มุมปากทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับได้รับลมฤดูใบไม้ผลิ “การเดินทางในครั้งนี้ต้องกระทำอย่างเงียบเชียบ ดังนั้นจึงได้จัดเตรียมรถมาไว้เพียงคันเดียว หวังว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะไม่รังเกียจ”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยเสน่ห์ มีความนุ่มนวลอ่อนโยนที่ยากจะสังเกตเห็น
“ลำบากท่านอัครมหาเสนาบดีแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อนั่งลง อวิ๋นซูก็รู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง เมื่อมองไปจึงพบว่าในรถม้าวางเบาะรองเอาไว้ ดังนั้นต่อให้พบกับเส้นทางในชนบทที่แสนกันดาร คนในรถม้าก็จะไม่รู้สึกอย่างชัดเจนนัก
จุดนี้ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง เมื่อย้อนคิดไปถึงท่าทางเ็าของจี้จิ่นในครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าคนผู้นี้เปลี่ยนไปไม่น้อย
รถม้าขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งสองไม่ได้กล่าวอะไรกันอีก ในรถม้าปรากฏความนิ่งสงบทว่ากลมกลืน
เขาตื่นขึ้นมาเตรียมตัวั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง จึงถือโอกาสนี้หลับตาพักผ่อน
อวิ๋นซูหยิบแผนที่รอบอาณาเขตเมืองคานออกมาศึกษาอย่างจริงจัง
เมืองคานนั้นอุดมสมบูรณ์เป็อย่างยิ่ง ประชากรมากมาย และยังเป็เขตแดนของแคว้นเฉินที่ถูกแคว้นอื่นจ้องตาเป็มัน ยิ่งไปกว่านั้น เมืองคานแห่งนี้เป็ที่ราบลุ่ม โจมตีง่ายป้องกันยาก โดยรวมแล้วเมืองคานนับว่าเป็เนื้อชิ้นมันชิ้นหนึ่ง และยังเป็เนื้อชิ้นมันที่กัดกินได้ง่ายอีกด้วย แคว้นที่มีความคิดจะโจมตีเมืองคานนับว่ามีไม่น้อยเลยทีเดียว
คิ้วงามของอวิ๋นซูขมวดแน่น ภูมิประเทศของเมืองคานแห่งนี้อยู่ในตำแหน่งที่อ่อนไหวเกินไป หากเมืองคานเกิดเื่ขึ้น จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งแคว้นเฉิน ผลลัพธ์มากมายไม่อาจคาดเดา ไม่แปลกใจที่จักรพรรดิจะทรงร้อนพระทัยจนต้องส่งท่านอัครมหาเสนาบดีมาตรวจสอบเช่นนี้
จี้จิ่นหลับตาแต่ความคิดกลับตกอยู่บนร่างของสตรีที่อยู่ตรงข้าม เงียบถึงเพียงนี้ นางกำลังทำอะไรอยู่? เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สายตาตกอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น
อวิ๋นซูกำลังก้มหน้าลงอ่านแผนที่ ขนตายาวหนาที่หลุบลงตามการก้ม สั่นไหวเบาๆ ไปตามการเคลื่อนตัวของรถม้าเป็บางครั้ง ผิวขาวเนื้ออ่อน จมูกโด่งงดงาม หน้าตานับว่างดงามประณีต ท่าทางจับจ้องเช่นนั้นงดงามบริสุทธิ์จนทำให้ผู้คนลมหายใจติดขัด จี้จิ่นอดไม่ได้ที่จะมองจนเหม่อลอย
เหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงไม่ค้นพบว่า ดรุณีน้อยผู้มีท่าทางเ็าผู้นี้จะมีเสน่ห์เช่นนี้กันนะ?
จี้จิ่นเริ่มย้อนคิดไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นในเจียงหนานก่อนหน้านี้ คิดถึงความเด็ดเดี่ยว ความแข็งแกร่งและความกล้าหาญของนาง ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างจะไปรวมอยู่บนร่างของอวิ๋นซูก็มิปาน
จนกระทั่งจี้จิ่นได้สติกลับมา จึงพบว่าตนเองกำลังคิดฟุ้งซ่าน อวิ๋นซูยังคงก้มหน้าอ่านแผนที่แผ่นนั้นราวกับมีความคิดบางอย่าง พริบตานั้นเขารู้สึกละอายใจเล็กน้อยจึงรีบเก็บสายตากลับมา หันออกไปมองนอกหน้าต่าง
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างงดงาม ูเาเขียวทอดตัวเป็ทางยาว จี้จิ่นมองความเขียวชอุ่มเต็มสายตา รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าจากการตื่นเช้าของตนเองกระจัดกระจายไปในอากาศ รู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย
เป็เพราะทั้งสองคนเลือกไปทางลัด เพียงวันที่สามทั้งคู่ก็เดินทางถึงเมืองคาน ระหว่างการเดินทางไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันมากมายนัก เพียงแต่บรรยากาศในรถม้ากลับไม่มีความอึดอัดอยู่เลยแม้แต่น้อย
ภายในจวนนายอำเภอแห่งเมืองคาน จี้จิ่นให้นายอำเภอนำข้อมูลประชากรทั้งหมดของคนในพื้นที่ออกมา แล้วจึงนั่งศึกษาอยู่หน้าโต๊ะว่าการด้วยความรวดเร็ว อวิ๋นซูยืนอยู่ด้านข้าง ทว่ากลับมองสำรวจนายอำเภอผู้นั้น
เพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างสะดวก นางจึงแต่งกายเป็บุรุษ และเรียกขานอัครมหาเสนาบดีว่าท่านอาจารย์
เมืองคานแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ แต่นายอำเภอกลับผอมโซราวกับลูกลิง โหนกแก้มนูน ดวงตาเป็ประกายฝังลึกอยู่ในเบ้าตา เขายืนอยู่ด้านหนึ่ง มองทั้งสองที่กำลังพลิกดูทะเบียนราษฎร์ แม้สีหน้าจะเคารพนอบน้อม แต่ในดวงตากลับมีความเ้าเล่ห์และความฉลาดปรากฏอยู่
อวิ๋นซูเอ่ยปากเป็คนแรก “ท่านนายอำเภอ เมืองคานมีประชากรทั้งหมดกี่คนหรือ?”
“เรียนนายท่าน เมืองคานมีประชากรทั้งหมดหนึ่งแสนหนึ่งพันสองร้อยคนขอรับ” เมื่อนายอำเภอกล่าวจบก็ปรากฏท่าทางลำพองใจขึ้น เห็นได้ชัดว่ารู้สึกยินดีที่ตนเองเตรียมการมาล่วงหน้า
ขอเพียงแค่ท่านอัครมหาเสนาบดีรู้สึกว่าตนเองทำงานจริงจังรอบคอบ เช่นนั้นความหวังที่จะก้าวหน้าก็มากขึ้นแล้ว
“เช่นนั้นทหารเกณฑ์ในปีนี้มีจำนวนเท่าไร?”
“มีทั้งหมดสองหมื่นหนึ่งร้อยคนขอรับ”
“นายอำเภอไม่คิดว่าไม่ถูกต้องหรือ?” อวิ๋นซูมองเขาด้วยท่าทางเรียบเฉย “ตามข้อกำหนดของราชสำนัก จำนวนทหารเกณฑ์ในแต่ละพื้นที่ควรจะมีสี่ส่วนของประชากรทั้งหมด แต่เมืองคานกลับมีทหารเพียงสองส่วน”
“ข้อกำหนดนี้ผู้น้อยทราบดีขอรับ เพียงแต่ผู้น้อยเองก็ไม่ทราบสถานการณ์ชัดเจน ผู้น้อยเพิ่งจะได้รับตำแหน่งก่อนหน้านี้ไม่นาน เื่ของทหารล้วนเป็นายอำเภอคนก่อนหน้านี้เป็ผู้จัดการ ความจริงแล้วผู้น้อยก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”
นายอำเภอผู้นั้นกล่าวปัดความรับผิดชอบ แต่ความคลุมเครือในสายตาของเขากลับแสดงให้เห็นถึงความคิดที่แท้จริงในใจอย่างชัดเจน อวิ๋นซูมองปราดเดียวก็ทราบว่าคนพูดนี้ไม่ได้พูดความจริง
“เข้าใจแล้ว” อวิ๋นซูเก็บสายตากลับมา “ท่านออกไปก่อนเถอะ”
นายอำเภอผู้นั้นจึงกล่าวลา
“เ้ารู้ว่านายอำเภอผู้นั้นพูดโกหก เหตุใดจึงไม่สอบสวนต่อไป?” จี้จิ่นไม่เข้าใจ
“ถามต่อไปแล้วมีประโยชน์อันใด พวกเราไม่มีหลักฐาน เขาจะพูดจามั่วซั่วพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ นายอำเภอคนก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนแล้ว เื่ของทหารผ่านมือคนมากมายยิ่งนัก ยอดทหารทั้งสองหมื่นคน จะกล่าวลอยๆ ว่าไม่พบก็จบเช่นนี้ไม่ได้ เื่นี้พวกเราต้องตรวจสอบออกมาด้วยตัวเอง”
จี้จิ่นเห็นสายตาของนางมืดครึ้ม น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว จึงรู้ว่าสตรีผู้นี้มีความคิดเป็ของตนเองเรียบร้อยแล้ว
“เป็ไปได้หรือไม่ว่าทหารชั้นยอดทั้งสองหมื่นคนนี้จะถูกนำไปซ่อนเอาไว้?”
“แน่นอนว่ามีความเป็ไปได้ เพียงแต่” อวิ๋นซูหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “สองหมื่นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ในเมื่อ้าแอบซ่อน เช่นนั้น เสบียงอาหารสำหรับคนจำนวนมากถึงเพียงนั้นจะนำมาจากที่ใด?”
คำพูดนี้ขออวิ๋นซูราวกับปลุกคนให้ตื่นจากความฝัน ดวงตาทั้งสองขอจี้จิ่นสว่างวาบ “ข้าเข้าใจแล้ว!”
ตกดึก คนชุดดำผู้หนึ่งลอบเข้าไปในห้องหนังสือของจวนนายอำเภออย่างเงียบเชียบ หลังจากที่ค้นหาอยู่รอบหนึ่งก็หยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากข้างใต้ที่ทับกระดาษ อาศัยแสงไฟพลิกอ่านเนื้อหาด้านในด้วยความรวดเร็ว จากนั้นจึงนำสมุดบันทึกวางกลับไปที่เดิมแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว
จี้จิ่นและอวิ๋นซูนั่งอยู่ในห้อง รอองครักษ์ของตนเข้ามารายงานสถานการณ์
ประตูถูกผลักออกเบาๆ คนชุดดำคารวะครั้งหนึ่ง “เรียนท่านอัครมหาเสนาบดี ผู้น้อยได้ไปตรวจสอบห้องหนังสือของจวนนายอำเภอมาแล้ว ได้พบบันทึกการรวบรวมเสบียงของเมืองคานแล้วขอรับ พบว่าเสบียงอาหารจำนวนครึ่งหนึ่งในบัญชีเดิมถูกหักออก ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของทุกเดือนจะถูกขนส่งออกไปขอรับ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ คนทั้งสองพลันสบตากัน
“นายอำเภอคนนี้มีปัญหาจริงดังคาด เสบียงครึ่งหนึ่งคงจะนำไปให้ทหารสองหมื่นคนที่หายไปเ่าั้ เสบียงอาหารจำนวนมากมายถึงเพียงนั้นจำเป็จะต้องใช้การขนส่งของกองทัพ พรุ่งนี้เป็วันที่สิบห้าพอดี พวกเราจะออกไปั้แ่เช้า การดำเนินการเคลื่อนไหวของกองทัพไม่ใช่เื่เล็ก ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะหาเจอได้”
“หากติดตามขบวนนั้นไป คงจะสามารถหาสถานที่ที่ทหารอยู่ได้” จี้จิ่นกล่าวต่อ “ประตูเปิดในยามเหม่า1 พรุ่งนี้เมื่อฟ้าสาง เ้ากับข้าจะไปด้วยกัน”
เดิมทีจี้จิ่นไม่อยากให้อวิ๋นซูไปเสี่ยงอันตราย แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง จะอย่างไรนี่ก็เป็ความคิดของนาง จะต้องบอกให้รับรู้เสียหน่อย ตามความเข้าใจที่ตนเองมีต่อนาง ไม่จำเป็ต้องพูดนางก็จะตามไปแน่นอน
ไม่ทราบว่าเมื่อใดที่ระหว่างคนทั้งสองก่อเกิดความเข้าใจที่มิอาจมองเห็น
ยามเช้าตรู่วันถัดมา ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามจึงจะถึงยามเหม่า คนทั้งสองได้ออกไปจากจวนนายอำเภอแล้ว
เพียงไม่นานขบวนขนส่งก็ถูกองครักษ์ของจี้จิ่นหาจนพบ พวกเขาลอบติดตามไปจนพบกับกองทัพแถวหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวออกสู่ประตูเมืองดังคาด ทั้งสองติดตามออกไปนอกเมืองในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
อย่างไรก็ตาม เส้นทางห่างไกล บนใบหน้าอันงดงามของอวิ๋นซูปรากฏเหงื่อซึมออกมาเป็จำนวนมาก จี้จิ่นรู้สึกทนไม่ไหว สุดท้ายจึงยืนกรานให้อวิ๋นซูกลับไปรอฟังข่าว ส่วนตนเองจะติดตามกองทัพนั้นต่อไป
เพื่อที่จะหลบซ่อนจากสายตาผู้อื่น กองทัพนี้จึงได้เลือกเส้นทางเล็กๆ สองข้างทางที่เต็มไปด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม สามารถปกปิดร่องรอยการเดินทางของพวกเขาได้เป็อย่างดี
ติดตามกองทัพไปจนถึงเบื้องหน้าูเาลูกหนึ่ง เดิมทีคิดว่าข้างหน้าไม่มีเส้นทาง ผลปรากฏว่ากลับพบถ้ำแห่งหนึ่งอยู่หลังพุ่มไม้หนาแน่น
จี้จิ่นมองไปยังเส้นทางูเาที่เกิดจากฝีมืุ์ มุมปากยกยิ้มเป็วงโค้ง
ช่างเป็คนที่ฉลาดยิ่งนัก อุตส่าห์ลงทุนลงแรงอย่างยากลำบาก
เขาเดินผ่านเส้นทางูเาไป เบื้องหน้าสามารถทะลุออกไปได้ เมื่อยืนอยู่ตรงปากทางจะมองเห็นที่ราบอันกว้างขวางและทหารที่กำลังฝึกฝนอยู่เบื้องหน้า พริบตานั้นเขารู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก
หากไม่ได้ลอบตามขบวนทัพนี้มา เกรงว่าเขาและอวิ๋นซูคงจะหาสถานที่นี้ไม่เจอ
ก่อนที่จี้จิ่นจะออกไปได้เปลี่ยนเป็ชุดผ้าป่านธรรมดา ถือโอกาสเดินเข้าไปปะปนในกลุ่มคนตอนที่ขบวนเดินทางหยุดลง
เดิมทีเขาคิดว่าจะปะปนไปกับการขนถ่ายเสบียง แต่เมื่อมองนิ้วทั้งสิบอันเรียวยาวขาวนวลของตน สุดท้ายจึงได้แต่ส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มบางเบา แล้วหมุนกายเดินเข้าไปในส่วนกลางของค่าย
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดทหารนายหนึ่งปรากฏตัวออกมาบริเวณไม่ไกล สายตาของจี้จิ่นสั่นไหว จากนั้นจึงเดินเข้าไป
“แม่ทัพท่านนี้ ข้ามาเพื่อช่วยขนส่งเสบียง ออกมาเดินรอบหนึ่งก็หลงทางเสียแล้ว ลำบากท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าคลังเสบียงอยู่ที่ใด?”
“ได้ ข้าจะนำเ้าไป” บุรุษผู้นั้นยิ้มอย่างยินดี “เพียงแต่เ้าอย่าได้เรียกข้าว่าแม่ทัพเลย ข้าจะสามารถเป็แม่ทัพได้ที่ไหนกัน”
“ทหารที่ไม่้าเป็แม่ทัพไม่ใช่ทหารที่ดี” จี้จิ่นเดินตามอยู่ข้างหลัง แกล้งทำเป็ถามไปตามใจ “ที่นี่อยู่ในสังกัดของแม่ทัพท่านใดหรือ?”
“เื่นี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” บุรุษผู้นั้นส่ายศีรษะ “หลังจากเกณฑ์ทหารแล้วก็มีคนนำพวกเรามาที่นี่ มอบที่กินที่อยู่ให้แก่พวกเรา พาพวกเราไปฝึกซ้อม เ้ามาใหม่คงไม่รู้กระมัง? พวกเราเป็ทหารยอดฝีมือที่นายอำเภอเมืองคานคัดเลือกออกมาฝึกฝนอย่างลับๆ ที่นี่ ก่อนหน้านี้เมืองคานเป็ของแคว้นอี้ แต่ในอนาคตทหารชั้นยอดอย่างพวกเราจะต้องปกป้องศัตรูจากภายนอกเพื่อแคว้นเฉิน”
ในตอนที่บุรุษผู้นั้นกล่าว ดวงตาเป็ประกายด้วยความภาคภูมิใจ
จี้จิ่นที่เดินตามอยู่ข้างหลังกลับมีจิตใจมืดครึ้มลง
*************************************
1 ยามเหม่า เวลาประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมง
