ทีมงานนำชุดที่ใช้ในการแสดงออกมาจริงๆ ฉินซีเอียงหัวส่งยิ้มบางๆ ให้คุณชายจิ่ง “คุณชายจิ่งไม่ไปเปลี่ยนเหรอครับ? ทุกคนตั้งตารออยู่นะ”
หน้าตาอย่างฉินซี เมื่อพูดเชยชมขึ้นมา คนที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครเทียบเขาได้ ไม่อย่างนั้นเพลย์บอยคนนี้ก็คงไม่ออกปากหยอกล้อเขาั้แ่แรก ตอนนี้เมื่อฉินซีเอียงหัวน้อยๆ และทำสายตาเป็ประกายมองมาราวกับกำลังเย้ายวน คุณชายจิ่งก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดขึ้น “เปลี่ยนสิ เปลี่ยนแน่นอน! แต่ถ้าฉันเล่นบทของนายแล้ว นายอย่าโกรธเคืองกันล่ะ”
สิ่งที่คุณชายจิ่งคิดในใจคือ ‘โกรธสิดี ถึงเวลาแล้วก็มาเอาใจฉันบนเตียง แล้วฉันจะคืนบทบาทนี้ให้’
หลินซงลากผู้ช่วยผู้กำกับถอยออกไปไกลๆ จากนั้นก็ดูฉินซีจัดการคุณชายเพลย์บอยด้วยความนิ่งเฉย “วางใจเถอะ ตราบใดที่มีคุณเฉินอยู่ นอกจากฉินซีแล้ว จะยังมีใครเล่นบทนี้ได้อีก? พวกเราทำให้คุณชายจิ่งไม่พอใจไม่ได้ แต่ฉินซีทำได้”
กงเซ่าเหยียดยิ้ม “ถ้าขยะแบบนี้ยังเข้ามาในกองถ่ายได้ ก็อย่าให้ฉันเป็ผู้ช่วยผู้กำกับอะไรนั่นเลย”
“อย่าอารมณ์ร้อนนักเลย รอดูไปก่อนเถอะ” เฝิงผิงเฉิงไม่ยินดีออกตัวเป็ผู้นำ ในเมื่อตอนนี้มีคนกล้าต่อต้านความก้าวร้าวของคุณชายจิ่ง เขาก็ไม่มีทางลงมือทำอะไร เขากับหลินซงต่างก็เป็คนฉลาดไม่ต่างกัน
กงเซ่าส่งเสียงในลำคอขึ้น จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ในเมื่อผู้กำกับและผู้ควบคุมการผลิตต่างก็ไม่พูดอะไร เหล่าทีมงานก็ทำได้เพียงพาตัวคุณชายจิ่งไปแต่งตัวที่ด้านหลัง
เมื่อคุณชายจิ่งจากไป อิ๋งอิ๋งก็รู้สึกโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง นางเอกส่งเสียง หึ ใส่เธอ “ใครจะหัวเราะเป็คนสุดท้ายก็ยังไม่แน่นะ...” เมื่อทางนี้ระบายอารมณ์เสร็จ ก็จัดแจงเสื้อผ้าและเรือนผมของตัวเอง แล้วกลับไปมีท่าทีอ่อนหวานเช่นเดิม ก่อนจะเดินยิ้มเข้ามาหาฉินซี
ตอนนี้เธอทำได้เพียงพึ่งพาคนที่อยู่เื้ั ฉินซีไล่คุณชายจิ่งกลับบ้านไป ถึงตอนนั้นแล้ว ไม่แน่ว่าบทบาทของเธอก็อาจจะไม่ต้องปรับเปลี่ยน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาที่นางเอกใช้มองฉินซีก็ยิ่งร้อนแรง ในระหว่างที่เธอกำลังจะทักทายฉินซีด้วยความกระตือรือร้น จู่ๆ ฉินซีก็หันหน้าไปพูดอย่างเยือกเย็น “อย่ามัวแต่เอ้อระเหยสิ คนที่ต้องถ่ายทำก็ไปถ่ายทำต่อเถอะครับ”
ทั้งที่น้ำเสียงของเขาไม่ได้ถูกปรับโทนขึ้นมา ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้ผู้คนเชื่อฟัง ทีมงานในกองถ่ายมองเหยียดอิ๋งอิ๋งเล็กน้อย และแยกย้ายไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำตามที่ฉินซีพูด พวกเขาจะปล่อยให้พวกคนนิสัยไม่ดีสองคนมาทำลายความคืบหน้าของกองถ่ายไม่ได้!
ฉินซีเดินออกมาจากที่นั่นด้วยสีหน้านิ่งเฉย หลินซงอดชมเชยขึ้นมาไม่ได้ “นายนี่มีความสามารถจริงๆ”
ความเยือกเย็นบนใบหน้าของฉินซีจางหายไป เขาเผยยิ้มบางๆ โดยไม่ทะนงตนและไม่ได้ถ่อมตน “อาจารย์หลินชมเกินไปแล้วครับ” ฉินซีไม่ได้มีความตั้งใจอยากรับประโยชน์อะไร เขาหมุนตัวเดินไปท่องจำบทต่อ ทำเอาคำชมที่เฝิงผิงเฉิงยังไม่ได้พูดถูกกลืนลงไปในลำคอ
เฝิงผิงเฉิงสงบปากสงบคำ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความอึดอัด “คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีความสามารถจริง...”
กงเซ่าไม่ได้พูดอะไร ทว่ากลับวางแผนในใจว่า ถ้ามีเวลาจะหาโอกาสไปทดสอบฉินซีสักหน่อย หากว่าเป็วัตถุดิบที่สร้างได้จริง เขาจะต้องลากฉินซีไปแสดงละครเื่ใหม่ที่จะมีขึ้นหลังต้นปี การจะหาคนหน้าใหม่ที่มีไหวพริบได้แบบนี้ มันนับว่ายากเย็นเกินไปแล้ว!
ผ่านไปสักพัก คุณชายจิ่งก็เดินออกมาจากด้านหลัง แต่รูปร่างของเขาอวบกว่าฉินซีเล็กน้อย หากมองเพียงแค่รูปร่าง เขาก็ดูเหมือนฮ่องเต้มากกว่าฉินซี แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาในสายตาของทุกคน ทุกคนก็ต้องถูกสีหน้าท่าทางภาคภูมิใจ ทะนงตนจนรู้สึกว่าปลายจมูกของอีกฝ่ายแทบจะเชิดขึ้นไปถึงฟ้า ถ้าฉินฮ่องเต้มีลักษณะท่าทางแบบนี้ละก็ นั่นก็คงน่าขำสุดๆ! ดูจากท่าทางนั้นแล้ว เขาก็ยังคงเป็ลูกหลานคนรวยบ้านๆ อย่างเดิม เทียบกับฉินซีไม่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนี้คนในกองถ่ายต่างก็คิดเข้าข้างฉินซีไปด้วยกันทั้งหมด
“เป็ยังไง?” คุณชายจิ่งหน้าตาไม่เลว ถ้ามองข้ามท่าทางที่ไม่เข้าทีนั่นไป เมื่อสวมใส่หวาฝูก็ดูดีขึ้นเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ก็ยังคงเป็คนที่สวยแต่รูป จูบไม่หอมอยู่ดี เขาเดินวนไปรอบๆ ด้วยความได้ใจเพื่อรอให้ผู้คนโดยรอบชมเชยเขา
คนอื่นที่้ายกยอคุณชายใหญ่คนนี้ พวกเขาจึงยกรอยยิ้มเอ่ยชมจากใจจริง “คุณชายจิ่งหล่อเหลาเหลือเกิน”
“ไอ๊หยา ชุดนี้เหมาะกับคุณชายจิ่งมากเลยค่ะ”
“คุณชายจิ่งหล่อขึ้นทุกทีนะเนี่ย!”
คำพูดชมเชยลอยมาไม่ขาดสาย แต่กลับไม่มีใครบอกว่าเขาเหมาะกับบทบาทนี้ และไม่มีใครพูดว่าเขาดีกว่าฉินซี
ลูกะุเคลือบน้ำตาลทำให้คุณชายจิ่งลอยล่องไปเล็กน้อย เขาโบกมือไปมา ก่อนจะถามเฝิงผิงเฉิงขึ้น “งั้นวันนี้นายถ่ายฉันเลย ดีไหมล่ะ?”
มุมปากของเฝิงผิงเฉิงกระตุกขึ้นมา เขาหันหน้ามองไปยังฉินซีที่สงบนิ่งเกินกว่าสิ่งใด จากนั้นก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมา เขาโบกมือเป็การบอกให้ตากล้องทุกคนเข้าประจำที่ “เปิดกล้อง!” เสียงนี้ถูกะโออกมาโดยแฝงความสลดใจเอาไว้
คุณชายเพลย์บอยที่ทำได้เพียงดูละคร ไม่เคยเรียนการแสดง หรือแม้แต่อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องมาก่อน จะแสดงอะไรออกมาได้? เข้าตำแหน่ง... ก็ทำไม่ได้ จัดท่าทาง… ก็ทำไม่ได้ ท่องจำบท... แม้แต่ประโยคเดียวก็ยังจำไม่ได้ อย่าได้พูดถึงสายตา สีหน้า หรือจังหวะเลย… เขากำลังแสดงบทบาทฉินฮ่องเต้ที่ตรงไหน? นี่กำลังแสดงเป็ตัวเองอยู่ชัดๆ! คนที่ดูอยู่ต่างก็แสดงสีหน้าสุดจะทนไม่ต่างกัน แม้แต่อิ๋งอิ๋งที่คอยเอาใจเขาทุกอย่างก็ยังแยกแยะออก
หลังจากกงเซ่าได้ดู เขาก็เค้นเสียงหัวเราะ ก่อนพูดขึ้น “ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย แค่ฉินซีเลิกคิ้ว เหลือบมองก็ดูสง่ากว่าเขามากแล้ว”
“ถ้าแบบนั้นวิดีโอที่อัดมานี่จะส่งไปให้ท่านประธานจิ่งไหม?” เฝิงผิงเฉิงหันหน้ามองหลินซง หลินซงคุ้นเคยกับพวกคนมีเงินมากกว่าเขา ก่อนจะตัดสินใจ เขาก็ยังต้องไตร่ตรองความเห็นของหลินซงเสียก่อน
หลินซงยิ้มพร้อมชี้ไปทางฉินซี “กลัวอะไร?”
สีหน้าของเฝิงผิงเฉิงผ่อนคลายลง “ถ้าแบบนั้นพรุ่งนี้คุณชายจิ่งก็น่าจะถูกพาตัวไปแล้วล่ะ”
ในวันนั้นคุณชายจิ่งผยองใจขนาดไหนก็คงไม่ต้องอธิบาย อย่างไรด้วยฐานะของเขาก็ไม่มีใครกล้าพูดจุดผิดพลาดออกมาแน่ หลังจากถ่ายทำในวันนั้นเสร็จสิ้น ผู้คนในกองถ่ายก็พากันกลับโรงแรม คุณชายจิ่งสลัดเด็กสาวอิ๋งอิ๋งผู้งดงามออกไป แล้วเดินยิ้มตามหลังฉินซี เดิมทีฉินซีเดินอยู่กับหนานชิวเยวี่ย เมื่อระหว่างทางมีเขาเพิ่มเข้ามา ใบหน้าของหนานชิวเยวี่ยก็แดงก่ำ เธอมองคุณชายจิ่งอย่างไรก็ไม่ชอบใจ แต่ฉินซีกลับสงบนิ่งราวกับมองไม่เห็นสายตาหยาบคายที่ทอดมา
เมื่อเข้ามาในประตูใหญ่ของโรงแรม อิ๋งอิ๋งก็ขยับเข้าใกล้อ้อมอกของคุณชายจิ่งโดยไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง เธอพูดขึ้นด้วยเสียงออดอ้อน “คุณชายจิ่ง สภาพแวดล้อมของโรงแรมนี้ย่ำแย่จะตาย ทำยังไงดีล่ะคะ?”
มุมปากของคุณชายจิ่งยกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มผยอง “ฉันจองห้องสูทเอาไว้แล้ว” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ คุณชายจิ่งก็นึกถึงฉินซีขึ้นมา
เขาก้มลงกระซิบถามข้างหูฉินซี “่นี้นายอยู่ห้องธรรมดาคงจะไม่สบายนักใช่ไหมล่ะ มาอยู่กับฉันดีกว่าไหม...”
หนังตาของฉินซีกระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาตอบนิ่งแข็ง “ขอโทษทีนะ ฉันไม่ชอบ 3P”
คุณชายจิ่งไม่ได้มีท่าทีจะยอมถอย เขาไม่สนใจการกระทำของฉินซี ทั้งยังขยับเข้าไปใกล้ “ไม่เป็ไร ขอแค่นายคนเดียวก็พอ”
ฉินซีเหยียดมุมปากเป็รอยยิ้ม กวาดสายตาไปทางเด็กสาวที่ชื่ออิ๋งอิ๋ง เขาเห็นความริษยาและความเกลียดชังจากในแววตาของเธอ “แล้วเธอล่ะ?” ฉินซีถามขึ้นอย่างแฝงเจตนา
เมื่อมีคนงามอย่างฉินซีอยู่ข้างกาย ความสวยงามของอิ๋งอิ๋งในสายตาของคุณชายจิ่งก็ดูธรรมดาไป เขาส่งเสียงในลำคอออกมา “แน่นอนว่าก็ให้ออกไปอยู่ด้านนอกสิ”
“อ้อ ถ้าแบบนั้นพวกเราขึ้นไป้ากันเถอะ” สีหน้าของฉินซีปรากฏรอยยิ้มขึ้น และรอยยิ้มนั้นก็ดูราวกับกุหลาบแดงที่บอบบางซึ่งค่อยๆ ผลิบานท่ามกลางผืนหิมะ ในยามที่น้ำแข็งเริ่มละลาย มันงดงามเย้ายวนใจ เดิมทีเพลย์บอยอย่างคุณชายจิ่งก็ได้พบเจอคนงามมามาก แต่กลับไม่เคยเห็นใครเป็อย่างฉินซี เพียงเผยรอบยิ้มสะกดสายตา เขาก็สลัดอิ๋งอิ๋งออกไปจากหัว และพาฉินซีเดินเข้าลิฟต์ไป
ในตอนนั้นคนในกองถ่ายเพิ่งได้สติกลับมา และมองหน้าสบตากัน
โดยเฉพาะหลินซงและเฝิงผิงเฉิง พวกเขาทั้งสองต่างนิ่งไป สุดท้ายหลินซงก็ถามเสียงตะกุกตะกัก “นี่… นี่เป็การสวมเขาคุณเฉินหรือเปล่า?” เมื่อพูดจบแล้ว เขาก็อดสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้ ใครจะไปกล้าคิดถึง… ผลที่ตามมากัน?
หลังจากถามเสร็จ หลินซงเองก็รู้ว่าไม่มีใครสามารถให้คำตอบกับเขาได้ เขาจึงเดินไปทางลิฟต์อย่างไม่รีรอ
ห้ามก็น่าจะดีกว่าไม่ห้ามนั่นแหละ… ถึงเวลาถ้าเฉินเจวี๋ยจะกล่าวโทษขึ้นมา พวกเขาก็ยังมีข้ออ้างอยู่บ้าง!
ทางอีกฝั่งฉินซีเดินออกมาจากภายในลิฟต์ คุณชายจิ่งเดินตามออกมา ในหัวของเขาปรากฏวิธีการเอาใจคนงามขึ้นมามากมาย
คุณชายจิ่งนำคีย์การ์ดห้องพักออกมาจากในกระเป๋า คีย์การ์ดสีทองแสดงถึงความหรูหรามากเงินทอง สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ ดูสิ คนงามคนนี้เองก็หวั่นไหวเพราะเห็นเขาแสดงความร่ำรวยออกมาไม่ใช่เหรอ?
แต่ใครจะรู้ว่าฉินซีจะหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน คุณชายจิ่งถามเขาด้วยรอยยิ้ม “ที่รัก ทำไมไม่เดินต่อไปล่ะ?”
“ถึงแล้วน่ะ” ฉินซีพูดเรียบๆ
คุณชายจิ่งหัวเราะ “ที่ที่พวกเราอยู่ยังต้องเดินต่อไปอีกนะ”
นิ้วของฉินซีเคลื่อนไปหยิบคีย์การ์ดในกระเป๋าเสื้อโค้ต มันเปล่งประกายสีทองราวกับจะทำให้สายตาพร่าเลือน เขานำคีย์การ์ดไปแตะเครื่องตรวจที่หน้าประตูห้อง เมื่อได้ยินเสียง ‘ติ๊ง’ ก็เปิดประตูเดินเข้าไป และอาศัยตอนที่คุณชายจิ่งยังไม่ได้สติกลับมาเผยยิ้มกว้างขึ้น “ราตรีสวัสดิ์” เขาพูดพร้อมกับปิดประตูดัง ‘ตึง’ คุณชายจิ่งได้สติกลับมา ก่อนจะพยายามคว้าตัวอีกฝ่าย ทว่ากลับถูกบานประตูกระแทกจมูกจนเป็รอยแดง
คุณชายจิ่งเ็ปจนร้อง “โอ๊ย” หลินซงเดินออกมาจากลิฟต์ และเห็นคุณชายจิ่งกำลังยืนกุมจมูก อีกทั้งดวงตายังคลอไปด้วยน้ำตา เขากระทืบเท้าอยู่ที่หน้าประตูห้อง ฝีเท้าที่ตอนแรกจะก้าวเข้าไปของหลินซงหมุนกลับมา และทำราวกับไม่เคยขึ้นไป เขากลับเข้าไปในลิฟต์แล้วปิดประตูลิฟต์อย่างว่องไว ไอ๊หยา... ฉินซีคงไม่ได้ชกเ้าเด็กนั่นหรอกใช่ไหม? ถ้าแบบนั้นเขายิ่งไม่ควรเข้าไปหาเื่ซวยแล้ว
ทางฝั่งคุณชายจิ่งโมโหจนแทบบ้า เขาเพิ่งจะได้สติกลับมา ที่แท้เดิมทีฉินซีก็มีคีย์การ์ดห้องสูทอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าฉินซีไม่รู้อะไร จึงนำเ้าสิ่งนี้ออกมาล่อลวงเขา แต่ที่ฉินซีทำตัวราวกับติดเบ็ดก็แค่ล้อเขาเล่น? เมื่อคุณชายจิ่งรู้ถึงจุดนี้ ก็โมโหเดือดดาล โดยเฉพาะเมื่อคิดไปถึงว่าตัวเองยอมทิ้งคู่นอนเพื่ออีกฝ่าย แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากขึ้นมาแล้ว เ้านั่นจะปิดประตูใส่หน้าแรงขนาดนี้อีก!
กล้าหลอกฉันเหรอ!
คุณชายจิ่งถีบประตูด้วยความโมโห เขาเดินเข้าไปในห้องของตัวเองด้วยความหงุดหงิด และลืมเรียกคู่นอนสาวอิ๋งอิ๋งของตัวเองขึ้นมา
ส่วนอิ๋งอิ๋งนั้น เดิมทีโรงแรมแถวๆ นี้ก็ไม่มีห้องว่างเหลือแล้ว คนในกองถ่ายก็ไม่ชอบเธอ อย่าได้พูดถึงเื่ที่เธอไม่ยินดีไปเบียดกับคนอื่นทั้งคืนเลย ต่อให้เธอยินดี คนอื่นก็ไม่ได้ยินดี เธอโมโหแทบตาย แต่คุณชายจิ่งไม่ได้อยู่ข้างๆ เธอก็ไม่กล้าโวยวาย สุดท้ายก็ได้แต่นอนห่มผ้าขนหนูอยู่บนโซฟา รอจนตื่นมาในเช้าวันถัดไป คอเธอก็ปวดไปหมด สีหน้ายิ่งมืดมัวไม่เปล่งปลั่ง มีตรงไหนที่ยังเหมือนสาวงามอยู่บ้าง?
ทางฉินซี หลังจากหยอกล้อคุณชายจิ่งไปแล้ว ก็อารมณ์ดีขึ้นมา เขาอยู่ในห้องสูทอย่างมีความสุข ทั้งอาบน้ำ ทานของหวาน ดื่มไวน์แดง อุ่นนม และนอนซุกตัวในผ้าห่มหลับสบาย...
ส่วนเสื้อผ้าที่เฉินเจวี๋ยเคยให้เขาใส่ก่อนหน้านี้ ก็ถูกวางเอาไว้ที่ข้างหมอน
ในวันต่อมา เมื่อเขาตื่นขึ้น ฉินซีก็สมองปลอดโปร่ง กระฉับกระเฉง และยิ่งเปล่งประกาย เขาสวมเสื้อโค้ตสีเทาลงมาทานอาหารเช้า เกิดเป็การเปรียบเทียบกับเด็กสาวอิ๋งอิ๋งที่ใบหน้าอิดโรย และคุณชายจิ่งที่ไม่ได้สมปรารถนาอย่างเห็นได้ชัด
