ฉินซีนั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ ใต้ร่มกันแดด ในมือของถือบทสำหรับท่องจำเอาไว้ นักแสดงชายในกองถ่ายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา ก่อนจะพูดขึ้นยิ้มๆ “ไอ๊หยา ฉินซีทำไมนายถึงมาอยู่คนเดียวล่ะ? ผู้จัดการไปไหน?”
ฉินซีเผยยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ผู้จัดการของฉันค่อนข้างยุ่งน่ะ”
อีกฝ่ายเข้าใจทันทีว่าคนหน้าใหม่อย่างฉินซีไม่มีทางมีผู้จัดการส่วนตัว อีกฝ่ายยิ้มออกมาอีกครั้ง ก่อนถามขึ้น “แล้วผู้ช่วยล่ะ? อย่างน้อยก็น่าจะมีผู้ช่วยสักคนใช่ไหม เฮ้อ... อย่าบอกว่านายคงจะไม่มีแม้แต่ผู้ช่วยหรอกนะ?”
ฉินซีจ้องอีกฝ่ายอยู่หลายวินาที มองจนรอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มนิ่งแข็ง ฉินซีค่อยๆ ลดรอยยิ้มลงจากใบหน้า และพูดออกมาเรียบๆ “อืม ฉันไม่มีผู้ช่วย แค่คนเดียวก็รับมือได้อยู่แล้ว”
อีกฝ่ายส่งเสียง หึ ในลำคอ แล้วแสร้งพูดออกมาอย่างมีน้ำใจ “ไอ๊หยา แบบนั้นจะโอเคได้ยังไง? ฉันให้ยืมผู้ช่วยไปใช้สักคนไหมล่ะ? นายจัดการคนเดียวแบบนี้จะไหวได้ยังไง? ไม่มีใครส่งผ้า ส่งอาหารหรือไปซื้อของมาให้ นายยังต้องท่องบทต้องแสดง เหนื่อยมากเลยนะ...”
ฉินซีก้มหน้าลงไม่สนใจอีกฝ่ายอีก เขาดูออกแล้วว่านักแสดงชายคนนี้แค่มาคุยโวโอ้อวดเท่านั้น ไม่จำเป็ต้องไปใส่ใจอะไร ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งจะควรค่าให้พูดคุยด้วย ถ้าจะให้เขายอมให้ละก็ ต้องดูก่อนด้วยว่าอีกฝ่ายเป็คนแบบไหน
นักแสดงชายคนนั้นรักษาสีหน้าของตัวเองต่อไปไม่ไหวแล้ว ความสามารถของเขายังห่างจากเหลียนเหล่ยไกลนัก ดังนั้นอย่าได้พูดถึงการมาเสียดสีฉินซีเลย ั้แ่แรกเริ่ม มันก็เพียงทำให้ตัวเขาเองรู้สึกอึดอัดใจจนต้องเดินออกไปเองเท่านั้น
ฉินซียิ้มเยาะขึ้นมาในใจ เขาพลิกบทอ่านต่อไป เมื่อเฉินเจวี๋ยกลับไป ความสนใจที่กองถ่ายมีต่อตัวเขาก็ลดลง คนส่วนมากไม่ยินดีจะเข้ามายุ่งกับ ‘เด็กเส้น’ อย่างเขา และบางคนก็ยังอิจฉาจนแทบขาดใจ บางทีก็เข้ามาเสียดสีเขาอย่างนักแสดงชายคนนั้น แต่ว่าก็จะถูกท่าทีเฉยชาของเขาทำเอาต้องจากไปเอง คนบางกลุ่มก็อิจฉาที่เขาเกาะคนอย่างเฉินเจวี๋ยได้ ดังนั้นจึงพยายามเข้ามาตีสนิทกับเขาอย่างแเี
เมื่อเกิดเื่เหล่านี้ขึ้น ฉินซีก็ทำได้เพียงจัดการทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว อย่างไรเื่เล็กๆ แบบนี้ หลินซงที่เป็ผู้ควบคุมการผลิตและเฝิงผิงเฉิงที่เป็ผู้กำกับก็ไม่มีทางมาจัดการได้ ตอนนี้เริ่มการถ่ายทำละครอย่างเป็ทางการแล้ว ทุกคนในกองถ่ายต่างก็ยุ่งวุ่นวายราวกับลูกข่าง ใครจะมีเวลามาสนใจเื่พวกนี้กัน? ฉินซีเองก็ทำเป็ไม่เห็นเจตนาไม่ดีของคนอื่น ตอนนี้จิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาไม่น้อยแล้ว
ความจริงในละครเื่นี้ บทบาทของอิ๋งเจิ้งไม่ได้มีมากนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินเจวี๋ย หลิ่วเชิงที่เป็นักเขียนบทก็คงไม่เพิ่มซีนให้ฉินซีทีหลังหรอก
สรุปก็คือ ความจริงฉินซีถ่ายทำกับกองถ่ายประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน เขาก็สามารถถ่ายทำซีนทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว
ตอนนี้หลักๆ ก็ต้องดูตัวละครหลักถ่ายทำ หลินซงกับเฝิงผิงเฉิงแนะนำให้ฉินซีมาปรับตัวเข้ากับสถานที่ถ่ายทำเสียหน่อย ดังนั้นเขาถึงได้มาอยู่ที่กองถ่ายทั้งที่ไม่ได้มีซีนถ่ายทำอะไรด้วย
แต่ไม่ใช่เพราะฉินซีหัวสูงจริงๆ และไม่ใช่เพราะเขาจงใจริษยาคนอื่นด้วย แต่หลังจากเขาได้ดูนักแสดงหลักเล่นไปสักพัก ก็รู้สึกว่านางเอกแสดงได้ไม่ดีเอาเสียเลย ทักษะการแสดงของเธอย่ำแย่มาก เมื่อกล้องหันมา ใบหน้าของเธอก็นิ่งแข็ง ดังนั้นหากจะให้เธอแสดงสีหน้าออกมา มันก็กลายเป็เื่ยากมากแล้ว และมันก็ยากหากจะไม่ให้ผู้กำกับและผู้ช่วยผู้กำกับอารมณ์เสีย
ฉินซีไม่รู้ว่า ความจริงสำหรับพวกมือใหม่ มันก็ได้เพียงเท่านี้ นางเอกในครั้งนี้เองก็เป็คนที่บริษัทลงทุนแนะนำมาเช่นกัน เพียงแต่เธอไม่ได้มีความสามารถจริงๆ อย่างฉินซี นอกจากนักแสดงหญิงคนนี้จะมีใบหน้าที่อ่อนหวานเล็กน้อย เวลายิ้มขึ้นมาก็ทำให้คนลุ่มหลงได้บ้าง ทว่าทักษะการแสดงและการจำบทต่างก็ตกต่ำจนไม่อาจทนมองต่อไปได้ แต่อย่างไรเธอก็มีกำลังสนับสนุน มีแฟนคลับและมักจะปรากฏตัวอยู่ในจอใหญ่ ผู้กำกับจึงไม่ได้พิถีพิถันอะไรกับเธอมากนัก
อย่างไรก็ไม่ใช่ว่าในมือใหม่ 10 คนจะมี 9 คนที่สามารถเป็อย่างฉินซีได้นี่นา!
“เป็ยังไงบ้าง? รู้สึกอะไรบ้างไหม?” สิ่งที่ฉินซีตกตะลึงก็คือ คนที่เข้ามาถามเขาเป็คนแรกไม่ใช่หลินซงและไม่ใช่เฝิงผิงเฉิง แต่กลับเป็กงเซ่าที่ไม่ชอบหน้าเขานัก
กงเซ่ามีอายุมากกว่าเฝิงผิงเฉิงเล็กน้อย ริ้วรอยบนหน้าผากของเขาชัดเจน ทำให้เห็นได้ว่าเขามักจะขมวดคิ้วอยู่บ่อยๆ สีหน้าที่เขากำลังใช้มองมาที่ฉินซีก็ค่อนข้างเคร่งขรึม แต่จิตใจของฉินซีเข้มแข็งมาก ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวอะไร เขาคิดหนักอยู่สักพัก “นักแสดงที่เล่นเป็เทียนิมีทักษะการแสดงที่ไม่เลวเลยครับ เื่บทก็ทำได้ดี...”
กงเซ่าขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าความเห็นนี้ของฉินซีไม่ค่อยมีมารยาทนัก ตัวเองยังเป็แค่มือใหม่ แต่กลับมองว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดี เขาจึงถามต่อ “แล้วนางเอกล่ะ?”
ใครจะรู้ว่าคำพูดต่อมาของฉินซี จะยิ่งทำให้กงเซ่าไม่ชอบใจมากขึ้นไปอีก
“นางเอกทำให้คนเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาน่ะครับ มันทำให้รู้สึกว่าเธอมีความรู้สึกของยุคสมัยนี้อยู่ แม้จะใส่ชุดโบราณ แต่มันก็ไม่ได้ดูน่าสนใจเท่าไร เื่บทของเธอเองก็ค่อนข้างอ่อน การแสดงสีหน้ายิ่งทำได้ไม่ดี ดังนั้นพลังในการแสดงออกจึงไม่แข็งแกร่งนักครับ...” เมื่อฉินซีได้พูดแล้ว เขาก็พูดออกมาไม่หยุด
แต่กงเซ่ากลับตัดบทเขาอย่างรำคาญใจ “นายมองว่าใครๆ ก็ไม่ดีไปหมดเลยหรือยังไง? คิดว่าทักษะการแสดงของตัวเองดีกว่าพวกเขามากเหรอ?” กงเซ่าเปลี่ยนความคิดที่มีต่อฉินซีไปแล้ว เขารู้สึกว่าฉินซีเป็เมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่เมล็ดพันธุ์ที่ดีก็ไม่อาจทะนงมากเกินไปได้!
ฉินซีไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดหูอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจจิตใจของผู้ช่วยผู้กำกับคนนี้จริงๆ จึงทำให้เพียงแสดงท่าทางไม่เข้าใจ และเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างพวกมือใหม่ถามกลับกงเซ่าไปเท่านั้น “ผู้กำกับกง แสดงดีก็คือแสดงดี แสดงไม่ดีก็คือแสดงไม่ดีนี่ครับ หรือว่าผมจะพูดอะไรผิดไปเหรอ?”
เมื่อกงเซ่าถูกถามกลับมาแบบนี้ ก็พูดอะไรไม่ออก เดิมทีจากมุมมองของเขา เขาคิดว่าฉินซีพูดจาอวดดีเกินไปก็เลยอยากจะยับยั้งเอาไว้ ไม่ให้เขาเดินทางผิดเพราะข้อดีเหล่านี้ของตัวเอง แต่เมื่อฉินซีพูดออกมาแบบนี้ เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองช่างไร้เหตุผล เห็นๆ อยู่ว่าเขาเป็ฝ่ายถามความรู้สึกของฉินซี แต่พอฉินซีพูดออกมา เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายอวดดี นี่เขาเป็คนผิดเอง...
“ไม่ นายพูดถูกแล้ว” แม้กงเซ่าจะเป็คนที่ค่อนข้างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ใช่คนไม่ยอมรับความผิด ความอับอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา และเริ่มรู้สึกขึ้นมาว่าในหลายปีที่ผ่านมาตัวเองกระทำมากเกินไป
“จำบทได้แล้วหรือยัง?” จู่ๆ กงเซ่าก็ถามขึ้น
“จำได้แล้วครับ” ฉินซีพยักหน้า
กงเซ่าส่งเสียงในลำคอ “หวังว่านายจะทำได้อย่างที่พูดนะ ตามฉันมา” กงเซ่าเดินออกไปด้านข้าง ฉินซีก็ทำได้เพียงถือบทเดินตามไป หลังจากเดินเข้าไปแล้ว ฉินซีถึงได้รู้ว่าที่แท้กงเซ่าตั้งใจจะเตรียมถ่ายซีนแรกของเขา
ซีนนี้เป็ซีนสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับนักแสดงแล้ว ซีนสั้นๆ แบบนี้อาจทำให้พวกเขาถูกสั่งถ่ายใหม่ได้ไม่รู้กี่ครั้ง โดยเฉพาะพวกมือใหม่ อาจต้องใช้เวลาหลายสิบนาทีหรือเป็ชั่วโมงในการถ่ายก็ไม่ได้แปลกอะไร
ฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะเข้าไปยืนประจำตำแหน่ง
ที่นี่เป็ฉากที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราว ฉากนี้จะถ่ายภายในห้องของอิ๋งเจิ้ง เขาต้องประณามขุนนางที่เข้ามาส่งรายการา แสดงความสง่าและความน่าเกรงขามของฮ่องเต้ออกมาอย่างเต็มที่ กงเซ่ารู้สึกว่าสำหรับฉินซีที่ขาดรูปลักษณ์ภายนอกแบบนี้ การพูดบทหรือแสดงท่าทางให้เหมาะสมนั้นเป็เื่ง่าย แต่ถ้าจะแสดงให้เหมือนตัวละครมีชีวิตขึ้นมาก็ยังคงยากเย็นอยู่
เพียงแต่สำหรับฉินซีแล้ว มันกลับเป็ซีนที่เขามั่นใจมาก เดิมทีก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก แต่เมื่อทุกคนเห็นว่าเขาจะเริ่มแสดงแล้ว คนจำนวนไม่น้อยก็รีบล้อมเข้ามาทันที ฉินซีเดาว่าคนเหล่านี้คงจะมารอดูเื่ขบขันกันไม่ผิดแน่ หลังจากฉินซีได้ยินกงเซ่าบอกว่าจะถ่ายซีนไหน เขาก็แสดงท่าทางขมวดคิ้วลำบากใจต่อหน้าผู้คนมากมาย เมื่อกงเซ่าเห็นท่าทางของเขาแล้วก็อดส่งเสียงในลำคอออกมาไม่ได้ ยังไม่ทันลงสนามก็ขลาดกลัวเสียแล้ว! น่าขายขี้หน้า!
เพียงแต่เมื่อฉินซีแสร้งออกมาแบบนี้ ผู้คนที่เข้ามามุงดูรอบข้างรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของเขาขึ้นมาไม่น้อย
ฉินซีเหยียดยิ้มในใจ ถ้าคนพวกนี้อยากจะดูเื่ขบขัน เขาก็จะทำให้คนพวกนี้ล้มเลิกความคิดเช่นนั้นไปก็พอ
ถึงตอนนั้น คนพวกนี้ก็จะต้องย้อนกลับมามองใหม่ ความรู้สึกของการตกจากยอดเขาแห่งความสุขลงสู่หุบเหวแห่งความตื่นตะลึง มันคงจะยอดเยี่ยมมากแน่! ฉินซีคิดอย่างร้ายกาจ
กงเซ่าะโ “แอคชั่น” ออกมา โดยไม่ให้เวลาเขาได้เตรียมตัว
ในฉากนี้มีคนต่อบทกับฉินซีคือ ขุนนางและข้ารับใช้ภายในของเขา และข้ารับใช้คนนี้ก็คือ ‘จ้าวเกา’ ที่หลังจากนี้จะมีอำนาจมากในอนาคต ขุนนางแสดงโดยตัวประกอบ แต่คนที่แสดงเป็จ้าวเกากลับเป็ ‘รุ่นพี่’ ที่มีประสบการณ์ทางการแสดงจากหลายปี ดูเหมือนทุกคนต่างก็คิดว่า ฉินซีไม่มีทางแสดงได้ดีไปกว่า ‘รุ่นพี่’ อยู่แล้วใช่ไหม?
ขุนนางนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยความเคารพ ก่อนจะหมอบลงไปที่พื้นราวกับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา เพราะหวั่นเกรงในความน่าเกรงขามของเขา แม้แต่จะพูดอะไรออกมาก็ยังไม่กล้า
ใบหน้าของข้ารับใช้ปรากฏความเหยียดหยามด้วยความดูถูกขุนนางคนนี้ เขาชูสาสน์ไม้ไผ่ขึ้นเหนือหัวด้วยความเคารพ จากนั้นก็ส่งไปตรงหน้าของฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง
อิ๋งเจิ้งที่ยังเยาว์วัยหลังอยู่ด้านหลังโต๊ะ เขาสวมชุดหวาฝูสีดำ รูปลักษณ์งดงาม เขารับสาสน์ไม้ไผ่จากในมือของข้ารับใช้จ้าวเกา หลังจากนั้นก็เปิดอ่าน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน สีหน้าก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้น เขาโยนสาสน์ไม้ไผ่ในมือลงบนโต๊ะ จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “รายงานาเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ช่างไร้สาระ นึกไปถึงยามต้าฉินโจมตีแคว้นฉู่ นำทัพทหารนับแสนทว่าพ่ายแพ้กลับมา ปีต่อมาข้าส่งกำลังทหารไปมากกว่าเดิม 5 เท่า แม้แต่แคว้นฉู่ที่มั่นคงแข็งแรงก็ยังต้องล่มสลายใต้พลม้าเหล็กของต้าฉินเฉกเช่นเดียวกัน!”
ร่างของขุนนางที่หมอบอยู่บนพื้นสั่นไหว
ข้ารับใช้จ้าวเกาส่งชาร้อนให้ฉินฮ่องเต้บนโต๊ะโดยไม่ได้พูดอะไร แต่ภายในแววตากลับปรากฏความทะเยอทะยานขึ้น เขา้าอาศัยขั้นตอนใส่ใจเหล่านี้ค่อยๆ ยกระดับของตัวเองในใจของฉินฮ่องเต้
“หึ หากใช้พล 300 คนจับมาไม่ได้ ก็ใช้ 3,000 คน… 30,000 คน… 300,000...” ฉินฮ่องเต้พูดออกมาอย่างเยือกเย็น
เดิมทีซีนของอิ๋งเจิ้งไม่ได้มากมายนัก ครั้งนี้ก็ถ่ายทำไปไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำ กงเซ่าะโ “คัต” ออกมา แต่ในใจของเขากลับยังเติมเต็มไม่พอ
ฉินซีแสดงออกมาได้ไม่เลวเลย!
ท่าทาง จังหวะ บท สีหน้า เขาแสดงออกมาทั้งหมด บางทีทักษะการแสดงอาจจะยังไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่จะมีใครที่สามารถทำได้ครบทุกด้านไม่มีเล็ดลอดอย่างเขาบ้าง?
แม้กงเซ่าจะไม่ได้ชมเชยเขาในทันที กงเซ่ากังวลว่าเขาจะทะนงตนไปไกล แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็อ่านสีหน้าพึงพอใจของกงเซ่าออกมาได้ เมื่อคิดไปถึงว่าหลังจากมาที่กองถ่าย พวกเขาก็ถูกกงเซ่าด่าทอไปเพราะรายละเอียดเล็กๆ มากมาย ฉินซีดีมากถึงขนาดนี้ แม้แต่กงเซ่าก็ยังไม่ด่าเขาเลยเหรอ? ทุกคนต่างก็เกิดความริษยา แต่เมื่อคิดไปถึงการแสดงเมื่อสักครู่ของฉินซี พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ
มนุษย์เป็สัตว์ที่มีทัศนวิสัย พวกเขาไม่มีทางหลอกตัวเองว่า ‘ฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง’ ที่ได้เห็นเมื่อสักครู่ยังโดดเด่นไม่พอ ใครจะไปคิดว่าเขาจะสามารถบดบังนักแสดงเก่าแก่ที่รับบทจ้าวเกาได้ง่ายๆ แบบนั้น ดังนั้นแม้พวกเขาจะอยู่ในกล้องด้วย นักแสดงคนนั้นก็จะสูญเสียจิติญญาไปทั้งหมด เมื่ออยู่ข้างกายฉินซีแล้วก็ดูจืดจางไป
คนคนนี้ ทักษะการแสดงดี หน้าตาดี ทั้งยังมีคนให้การสนับสนุน มันช่าง… มันช่างน่าอิจฉาจริงๆ!
“มุงกันอยู่ที่นี่ทำไมล่ะ?” หลินซงเดินยิ้มตาหยีเข้ามา
คนในกองถ่ายค่อนข้างเกรงกลัวเขา เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็สั่นสะท้านไปตามๆ กัน จากนั้นก็แยกย้ายออกไป เพียงแต่ในใจของพวกเขาอึดอัดมากแค่ไหนก็มีแค่พวกเขาที่รู้ แน่นอนว่าฉินซีไม่พลาดสีหน้าที่ดวงตาเกือบจะเขไปของคนพวกนั้น เขารู้สึกบันเทิงใจขึ้นมาไม่น้อย ด้วยรู้สึกว่าสิ่งที่อัดอั้นมาหลายวันได้ระบายออกไปอย่างเงียบงันแล้ว วิธีการของเขาขั้นสูงกว่าพวกเขามากนัก!
“ฉินซีเข้ามาพักหน่อยสิ เมื่อสักครู่ถ่ายทำได้ดีเลยนี่ ฉันดูอยู่ข้างๆ” หลินซงยิ้มกว้างจนตาหยี ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าท่าทางแบบนี้ของตัวเองดูเป็มิตรมาก
“ขอบคุณครับ คุณผู้ควบคุมการผลิตหลิน” ฉินซีนั่งลงตาม
หลินซงหลังเขาเบาๆ และพูดความ้าของตัวเองออกมาในที่สุด “ฉินซี นายรู้ไหมว่าคุณเฉินจะมาดูนายเมื่อไร?”
ฉินซีถูกทำเอาสำลักไป ในใจของเขาคิดว่า จะไปรู้ได้ยังไงเล่า แต่บนใบหน้าของเขาก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม ท่าทีก็ดูใสซื่อบริสุทธิ์ “อ่า... ผมเองก็ไม่แน่ใจน่ะครับ คุณเฉินยุ่งมาก ถ้าผู้ควบคุมการผลิตหลินอยากจะพบเขา ก็โทรเข้าไปหาเขาได้เลยครับ”
หลินซงมีเื่อยากจะขอร้องเฉินเจวี๋ย แต่ก็ไม่กล้าติดต่อไป ใบหน้าของเขาย่ำแย่เล็กน้อย แต่เมื่อเขาก็ระลึกไปถึงว่าฉินซีคือ ‘คนรักลับๆ’ ของเฉินเจวี๋ย เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา และทำได้เพียงพูดยิ้มๆ กลับไปเท่านั้น “ใช่ ใช่...” ในใจของหลินซงคิดแผนการอื่นขึ้นมา
ทางฝั่งฉินซีก็วางแผนว่าจะกลับไปเมืองหนิงชื่อ เพื่อไปรายงานตัวกับผู้จัดการของกวงิฟิล์มอย่างหยางจื้อตอนไหน ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะนิ่งแข็งดึงดันต่อไปแบบนี้ไม่ได้ ส่วนทางฝั่งหลินซงกลับกำลังวางแผนจะใช้ชื่อของฉินซีเชิญตัวผู้ยิ่งใหญ่อย่างเฉินเจวี๋ยมา
