หลินชิงเวยยอบกายลงถวายพระพร กล่าวสั้นๆ ว่า “ถวายพระพรไทเฮาเพคะ”
เพียงครู่เดียวรองเท้าหงส์ของไทเฮาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าชายกระโปรงสีทองสะท้อนแสงระยิบระยับ เหมือนองค์พระโพธิสัตว์ทองคำที่ปรากฏอยู่ข้างกายหลินชิงเวยนางหยุดย่างก้าวแล้วหลุบตาลงใช้หางตามองหลินชิงเวย
ชัดเจนยิ่งนักว่านางไม่มีสีหน้าเมตตาเช่นองค์พระโพธิสัตว์ทองคำ
ไม่รอให้ไทเฮาเอ่ยปาก หมัวมัวข้างกายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว“หลินซื่อช่างบังอาจนัก เห็นไทเฮาแล้วยังไม่คุกเข่าลงอีก! ผู้ใดสอนให้เ้าถวายพระพรเยี่ยงนี้?!”
หลินชิงเวยตอบอย่างไม่รู้สึกต่ำต้อย “เป็ฝ่าาเพคะ”
หมัวมัวผู้มีใบหน้าดุร้ายเหี้ยมโหดนั้นถึงกับเอ่ยวาจาไม่เป็ไปชั่วขณะ
ยามนี้ไทเฮาจึงเริ่มเอ่ยปาก “เ้ามีฐานะเป็เจาอี๋ของฝ่าาไฉนจึงมาปรากฏกายอยู่ที่เซ่อเจิ้งอ๋องนี่?”
หลินชิงเวยตอบ “เซ่อเจิ้งอ๋องป่วยหนักเพคะฝ่าาทรงมีพระบัญชาให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่เพื่อถวายการรักษาให้กับเซ่อเจิ้งอ๋องเพคะ”
ไทเฮาแค่นหัวเราะเสียงเย็น “มาดูแลอาการป่วยของเซ่อเจิ้งอ๋อง?หมอหลวงในวังหลวงแต่ละคนล้วนตายกันหมดแล้วหรือไร?”
หลินชิงเวยตอบอย่างมีหลักการ “หาใช่ไม่เพคะ เพียงแต่ฝ่าาจะทรงวางพระทัยมากกว่าหากหม่อมฉันลงมือรักษาด้วยตนเองเพคะ”
“เ้าเอ่ยประโยคหนึ่งอ้างฝ่าาประโยคหนึ่งคงมิใช่้ายกฝ่าามากดข่มเปิ่นกง?” ไทเฮาเห็นนางขัดหูขัดตาเป็ที่สุดทันทีที่มีโอกาสให้นางจับได้มีหรือจะยอมปล่อยไปง่ายๆ ไทเฮาสะบัดแขนเสื้อพูดอย่างขุ่นขึ้ง“เ้าคิดว่าเวลานี้เ้ามีฮ่องเต้หนุนหลังเปิ่นกงก็ทำอะไรเ้าไม่ได้แล้วใช่หรือไม่?”พูดแล้วแขนเสื้อสีทองนั้นก็กวาดผ่านใบหน้าของหลินชิงเวยลวดลายดอกไม้ที่อยู่บนชายแขนเสื้อนั้นเช็ดไปกับแก้มของนางจนรู้สึกระคายผิวเล็กน้อยต่อมาได้ยินไทเฮาตรัสว่า “ยังไม่คุกเข่าให้เปิ่นกงอีก!”
ไม่รอให้หลินชิงเวยตั้งตัวติดหมัวมัวผู้นั้นก้าวเข้ามาใช้ฝ่ามือกดหัวไหล่ของหลินชิงเวยพร้อมกับใช้เท้าเตะเข้าไปที่หัวเข่าของนางครั้งหนึ่ง“คุกเข่า!”
หลินชิงเวยเจ็บหัวเข่าขาทั้งคู่จึงคุกเข่าลงไปเองอย่างห้ามไม่อยู่
ดูไทเฮาองค์นี้ก็ไม่ได้แก่ชราอันใดเหตุใดพฤติกรรมและนิสัยจึงเหมือนนางปีศาจเฒ่าตนหนึ่ง แต่ก็ใช่อายุยังน้อยเช่นนี้ก็ต้องมาตกอยู่ในสภาพหญิงม่ายจะไม่หาโอกาสแสดงความมีอยู่ของตัวตนนางได้อย่างไร?
หลินชิงเวยรู้สึกเจ็บหัวเข่าจนหน้าขาวทว่าไม่ส่งเสียง
องครักษ์ผู้ติดตามที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกลนั้นแอบๆ ช้อนตาขึ้นมองเห็นสีหน้าของนางสงบนิ่ง คิ้วโค้งดุจคันศรและดวงตาคมนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจึงอดไม่ได้ที่จะเป็กังวลและรู้สึกเปิดหูเปิดตาอยู่บ้าง
รองเท้าของไทเฮาเหยียบลงบนนิ้วมือของหลินชิงเวยและบดขยี้เต็มแรง นางหรี่ตาลงและกล่าวว่า“อย่าคิดว่าเ้าได้ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายฮ่องเต้แล้ว เ้าก็จะสามารถหนุนหมอนสูงไร้กังวลได้ทางที่ดีที่สุดเ้าจุดธูปภาวนาว่าอย่าให้มีวันตกมาอยู่ในมือของเปิ่นกง”
ยามนี้เสียงไอโขลกของเซียวเยี่ยนดังออกมาจากข้างใน
เขาตื่นแล้ว แต่เป็การตื่นที่ได้เวลายิ่งนัก
ไทเฮาได้ยินแล้วเช่นกันจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสร้างความลำบากให้หลินชิงเวยอีกเห็นนางคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างต้อยต่ำก็รู้สึกพึงพอใจเอกอุจึงหันกายเดินเข้าไปในตำหนักบรรทมของเซียวเยี่ยน
ไทเฮาก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว หลินชิงเวยก็ยกมือขึ้นสะบัดพร้อมพูดอย่างเห็นขันว่า“ตกอยู่ในมือของไทเฮา หรือไทเฮาจะกินหม่อมฉันเพคะ? ไทเฮาเหนียงเหนียงที่นี่เป็ตำหนักบรรทมของเซ่อเจิ้งอ๋อง ไทเฮาเหนียงเหนียงคิดว่าพระองค์ปรากฏกายอยู่ที่นี่เป็เื่เหมาะสมแล้วหรือไม่?คงมิใช่เป็เพราะจำทางไม่ได้ ตำหนักบรรทมของฝ่าาอยู่ทางอื่นเพคะ”
ไทเฮาหันกลับมามองหลินชิงเวยด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย “เ้าพูดอะไร?”นางไม่เชื่อว่านางจะรับมือกับเด็กสาวจอมลวงโลกคนนี้ไม่ได้
ไม่รอให้หลินชิงเวยพูดอะไรอีก องครักษ์รีบคลี่คลายสถานการณ์“ไทเฮาเหนียงเหนียง เซ่อเจิ้งอ๋องตื่นบรรทมแล้วพ่ะยะค่ะ”
ไทเฮาแค่นเสียงฮึในลำคอ“รอเปิ่นกงเสร็จเื่แล้วค่อยมาคิดบัญชีกับเ้า”
ทางด้านนี้ไทเฮาก้าวเข้าไปในเรือนแล้วหมัวมัวเฝ้าอยู่หน้าประตูพร้อมกับจับตาดูหลินชิงเวย ราวกับขอเพียงหลินชิงเวยขยับนางก็พร้อมที่จะกระโจนเข้ามา
ระหว่างที่ไทเฮายังไม่ได้ให้คนทั้งสองลุกขึ้น คนทั้งสองจะลุกขึ้นไม่ได้
เพียงแต่หลินชิงเวยไม่แยแส
ก้มหน้าลงดูปลายนิ้วของตนมีรอยรองเท้าประทับอยู่ รองเท้าของหญิงชรานางนั้นทั้งแข็งเมื่อเหยียบลงบนกระดูกนิ้วเหมือนถูกบดทับด้วยก้อนหินทิ้งรอยแดงจากหนังถลอกรอยหนึ่ง หลินชิงเวยขยับนิ้วมือและสะบัดปลายนิ้วจากนั้นจับหัวเข่าของตนเองค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
หมัวมัวเกรงว่าจะเป็การรบกวนไทเฮาที่อยู่ในตำหนักบรรทม จึงได้แต่เอ่ยข่มขู่เสียงต่ำ“ไทเฮายังไม่ได้ให้เ้าลุกขึ้น เ้ากำเริบเสิบสานนัก ถึงกับกล้าลุกขึ้นเอง! ยังไม่รีบคุกเข่าลง!”
หลินชิงเวยปัดฝุ่นบนกระโปรงบีบนวดหัวเข่าและมองหมัวมัวด้วยสีหน้านิ่งเฉยสายตานั้นหม่นลงราวกับท้องฟ้าที่กำลังจะเกิดพายุฟ้าฝนคะนองส่งผลให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างเบื้องหน้ามืดลง
องครักษ์เห็นแล้วอดจะเหงื่อชุ่มแผ่นหลังแทนหลินชิงเวยไม่ได้นางต่อต้านหนักเยี่ยงนี้มีเพียงแต่จะทำให้ไทเฮายิ่งกริ้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น
องครักษ์ผู้ติดตามจึงพูดกับนาง “เจาอี๋เหนียงเหนียง คุกเข่าลงเถิด”
เมื่อสักครู่หลินชิงเวยยังรู้สึกว่าเ้าหนุ่มคนนี้มีความกล้าหาญไม่ชอบก็คือไม่ชอบเหตุใดยังต้องอดกลั้นเอาไว้? เขาอดกลั้นเอาไว้คนเดียวก็พอแล้วเหตุใดยังต้องให้นางมาอดกลั้นด้วยเล่า
ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าอดทนอดกลั้นสักครั้งทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างสงบ
หลินชิงเวยค่อยๆ ยืดเอวขึ้นหันไปเชิดคางกับหมัวมัว“ไม่คุกเข่าแล้วอย่างไรเล่า เ้ามันก็เป็แม่มดสุนัขรับใช้ แน่จริงก็มากัดข้าสิ”
องครักษ์ “...” หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมา
“เ้า!” หมัวมัวโมโหจนทนไม่ได้จึงคิดจะเดินเข้าจัดการนาง
“ให้เ้ามากัดเ้าก็มากัดจริงๆ หรือนี่ มีความสามารถก็เห่าโฮ่งๆสักสองครั้งมาฟังดูก่อนเป็ไร” หลินชิงเวยพูดแล้วก็หันกายวิ่งออกไป
นางอดทนต่อความเ็ปแล้ววิ่งออกไปอย่างว่องไว ต่อให้หมัวมัวาุโผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการจัดการผู้คนมากมายเพียงใดก็ไม่อาจตามทันนางได้ไม่นานหลินชิงเวยก็วิ่งผ่านไปทางตำหนักข้างไม่เห็นเงา อีกประเดี๋ยวเมื่อไทเฮาออกมาหมัวมัวยังต้องให้คำชี้แจงกับไทเฮาอีก
หลินชิงเวยไม่รู้ว่าตนเองวิ่งไปถึงที่ใด ที่นั่นเป็สวนเขียวชอุ่มทั้งผืนมีความคล้ายคลึงกับสวนเพาะกล้าไม้ของเซียวจิ่นอยู่บ้างจึงเอนกายพิงไปกับต้นไม้เพื่อพักผ่อนครู่หนึ่ง
ชิงหลันเลื้อยออกมาจากอกของนาง มันเลื้อยขึ้นไปบนต้นไม้อย่างดีอกดีใจด้วยท่าทีเกียจคร้านเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลินชิงเวยนอนหลับไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อมีคนเรียกนางให้ตื่นขึ้นนั้นชิงหลันอ้าปากปรากฏให้เห็นเขี้ยวคมสองซี่ ลิ้นของมันแดงเหมือนโลหิตเตรียมพร้อมที่จะจู่โจมตลอดเวลา
หลินชิงเวยค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นองครักษ์ผู้ติดตามยืนห่างออกไปสามก้าวมือของเขากดลงไปที่กระบี่ข้างบั้นเอวเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับชิงหลันแต่ไม่มีผู้ใดวู่วามบุ่มบ่ามลงมือ
มือของหลินชิงเวยแตะๆ ลงไปบนกิ่งไม้ ชิงหลันก็เลื้อยกลับเข้ามาในช่องแขนเสื้อของนางอย่างเชื่อฟัง“เ้ามาทำอันใด?”
องครักษ์ผู้ติดตามจึงค่อยๆ ลดการป้องกันลง “ไทเฮาเสด็จไปแล้วขอรับเซ่อเจิ้งอ๋องห้าน้อยมาตามหาเหนียงเหนียงขอรับ”
“อ้อ” หลินชิงเวยส่งเสียงรับรู้
ท่าทีของเซียวเยี่ยนเปลี่ยนจากเมื่อแรกที่ไม่ยินดียินร้ายไม่สนใจจะไถ่ถามอันใดนางรู้ดีว่าเมื่อสักครู่ที่เซียวเยี่ยนเจตนาไอโขลกในห้องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของไทเฮามิให้สร้างความลำบากใจให้กับนางบัดนี้ยังให้องครักษ์ผู้ติดตามออกมาตามหานาง
นับได้ว่าเขายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง
หลินชิงเวยจับชายกระโปรงของตนกระโปรงของนางสะบัดพลิ้วไปตามลมเฉกเช่นดรุณีน้อยนางเดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วเงยหน้าขึ้นมองกิ่งไม้ที่อยู่ข้างบนศรีษะไม่รู้ว่าเป็ต้นอะไรนอกจากมีใบไม้เป็มันเลื่อมแล้วยังมีดอกไม้สีเหลืองน้ำนมดอกหนึ่งกำลังบานสะพรั่ง
หลินชิงเวยสูงไม่พอจึงเอื้อมไม่ถึง นางจึงชี้ไปที่ดอกไม้และกล่าวว่า“ช่วยข้าเด็ดลงมา”
