นักศึกษาคนหนึ่งพูดด้วยท่าทางดีใจอย่างออกนอกหน้า “พวกเ้าเห็นหน้าจ๋อยๆ ของหลิวอวิ๋นชูเมื่อเช้านี้ไหม ถูกแดดเผาจนหน้าแดงไปหมด ดูไม่ได้เลย น่าขันจริงๆ”
นักศึกษาอีกสองคนหัวเราะร่า “ข้าศึกษาอยู่ในวิทยาลัยหลวงตั้งนาน ที่ผ่านมา มีแต่ท่านชายผู้นั้นทำให้คนอื่นอับอายขายหน้า ข้ายังไม่เคยเห็นเขามีสภาพดูไม่ได้น่าอายเหมือนวันนี้มาก่อนเลย!”
“เขาชอบอวดเบ่งอำนาจ เย่อหยิ่ง จองหองนักไม่ใช่หรือ สร้างศัตรูรอบตัวแบบนั้น โดนแบบนี้ก็สมควรแล้ว”
พวกเขาหัวเราะขบขันอยู่นาน เมื่อหัวเราะจนหนำใจแล้ว นักศึกษาคนหนึ่งจึงใช้ศอกสะกิดแขนของนักศึกษาอีกคน “เสียหนังสือภาพกำหนัดชั้นดีไปตั้งหนึ่งเล่ม เฮ้อ... เ้าไม่เสียดายเลยหรือ?”
นักศึกษาคนนั้นหัวเราะขึ้นเบาๆ “พวกเราดูหนังสือเล่มนั้นมาหลายรอบจนจำได้ขึ้นใจแล้ว ท้ายที่สุดยังใช้หนังสือเล่มนี้เป็เครื่องมือสั่งสอนหลิวอวิ๋นชูได้อีก ใช้งานหนังสือเล่มนั้นจนคุ้มค่าขนาดนี้แล้ว ยังต้องเสียดายอะไรอีก?”
ทั้งสามกอดคอคล้องแขนกันอย่างสนิทสนม พวกเขาหัวเราะอย่างชั่วร้ายเป็การทิ้งท้าย แล้วเตรียมจะเดินจากไป แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นบริเวณเหนือหัว เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองก็พบว่ารองเท้าคู่หนึ่งร่วงลงมาจากกลางอากาศ และกระทบลงกลางหัวของสองคนในนั้นเต็มๆ พวกเขาร้องอุทานด้วยความเ็ป นักศึกษาคนที่เหลือนึกดีใจได้ไม่นาน เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง เงาหนึ่งก็ร่วงลงมาจากเบื้องบนอย่างกะทันหัน เงานั้นรวดเร็วจนเขามองตามไม่ทันด้วยซ้ำ เพียงพริบตาเดียวก็มีเสียงโหยหวนดังขึ้นอีกครา คนผู้นั้นถูกทับจนล้มลงไปนอนแนบกับพื้นดินเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นที่ะโลงมาจากต้นไม้เหยียบทับร่างของเขาเอาไว้ได้อย่างพอดิบพอดี จากบทสนทนาของทั้งสาม เห็นได้ชัดว่าหนังสือภาพกำหนัดในโต๊ะของหลิวอวิ๋นชูเป็ฝีมือของพวกเขานั่นเอง
นักศึกษาชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ มีรอยรองเท้าประทับอยู่บนใบหน้าคนละข้าง เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาก็เผลอร้องอุทานออกมาโดยสัญชาตญาณ “เฟิ่งสือจิ่น ทำอะไรของเ้า? เ้ากล้าลอบทำร้ายพวกข้างั้นหรือ!”
เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืนอย่างใจเย็น นางจัดระเบียบเสื้อผ้าบนร่างกายอย่างเชื่องช้า ขณะที่เท้าซึ่งเหลือเพียงถุงเท้าห่อหุ้มก็กดขยี้ใบหน้าของนักศึกษาอีกคนอย่างไม่ปรานี แววตาของนางแลดูเกียจคร้านทว่าก็แฝงไปด้วยความหงุดหงิด “พวกเ้ารบกวนการนอนหลับของข้า”
เฟิ่งสือจิ่นเก่งเื่การต่อยตี เื่นี้ พวกเขาทุกคนได้ประจักษ์ั้แ่ตอนที่นางต่อยตีกับหลิวอวิ๋นชูกลางวิทยาลัยหลวงเมื่อครั้งก่อนแล้ว แม้แต่หลิวอวิ๋นชูที่เป็ท่านชายนางยังกล้าตีเลย นับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็แค่ลูกขุนนาง ในวิทยาลัยหลวง นอกจากซูเหลียนหรูกับพวกแค่ไม่กี่คนแล้ว คนที่เหลือไม่กล้ามีเื่กับเฟิ่งสือจิ่น จึงมักจะหลบเลี่ยงนางเสมอ
ไหนๆ ก็ถูกทำร้ายไปแล้ว ทั้งสามก่นด่านางด้วยคำหยาบเพียงไม่กี่คำก็เตรียมจะวิ่งหนีไป แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับพูดขึ้น “อาจารย์ในวิทยาลัยไม่เคยสอนพวกเ้าหรือ ว่าเมื่อจะแยกจากกัน ต้องกล่าวคำว่า ‘ขอตัวลา’ ก่อน?”
“เฟิ่งสือจิ่น อย่าเหิมเกริมให้มันมากนักนะ!”
“ข้ายังเหิมเกริมได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าเลย”
่บ่าย เมื่อได้เวลาเข้าเรียน ที่นั่งหลังห้องกลับมีหลิวอวิ๋นชูนั่งอยู่เพียงลำพัง เฟิ่งสือจิ่นที่มาสายทำให้เขาตาเป็ประกายขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายกับว่านางนำพาแสงแดดที่สดใสเข้ามาส่องประกายในหัวใจของเขาด้วยเช่นนั้น เขาอยากถามนางว่าเหตุใดถึงมาสาย แต่หลังอ้าปากอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะปิดปากลงอีกครั้ง
ไม่นาน นักศึกษาชายสามคนก็เดินตามเข้ามาในห้อง พวกเขามีใบหน้าเขียวช้ำ และมีท่าทางอัดอั้นตันใจเป็อย่างมาก พวกเขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลิวอวิ๋นชู ก่อนจะโค้งคำนับเขาอย่างนอบน้อมหนึ่งครั้ง ทั้งสามยิ้มขมขื่น “ท่านชายหลิว ขออภัย พวกเราเป็คนยัดหนังสือภาพกำหนัดเข้าไปในโต๊ะของท่านเอง พวกเรามาขอโทษ หวังว่าท่านชายจะใจกว้าง ไม่ถือสาพวกเรา!”
หลิวอวิ๋นชูชะงักลงเล็กน้อย จู่ๆ ก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาพูดด้วยท่าทางเกียจคร้าน “มาสารภาพกับบิดาแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าแน่จริงก็ไปบอกกับอาจารย์โน่น” พูดจบก็นำหนังสือภาพกำหนัดไปมอบให้อาจารย์และอธิบายเื่ทั้งหมดอีกครั้ง อาจารย์คนดังกล่าวตำหนิคนเ่าั้ยกใหญ่ จากนั้นก็สั่งให้คนทั้งสามไปยืนตากแดดหนึ่งชั่วยามเพื่อเป็การลงโทษ
หลิวอวิ๋นชูไม่ได้ตาบอด เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าก่อนจะออกไปจากห้อง สามคนนั้นมองมายังเฟิ่งสือจิ่นด้วยสายตาที่หวาดกลัวเพียงใด
หลิวอวิ๋นชูเข้าใจเื่ทั้งหมดในพริบตา รอยเขียวช้ำบนใบหน้าของคนทั้งสามต้องเป็ฝีมือของเฟิ่งสือจิ่นอย่างแน่นอน หรือนางจะรู้ความจริง เลยไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้นแทนตน แถมยังสั่งให้คนพวกนั้นมาขอโทษตนในห้องเรียน... ช่างน่าซาบซึ้งใจอะไรเช่นนี้ หลิวอวิ๋นชูแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าความกลัดกลุ้มและหมองหม่นใน่หลายวันที่ผ่านมาเป็เื่เล็กที่ไม่สำคัญเลยสักนิด แม้เฟิ่งสือจิ่นจะไม่ได้แสดงความจริงใจออกมาทางคำพูด แต่การกระทำของนางก็ยืนยันให้เห็นแล้วว่านางไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไร!
หลิวอวิ๋นชูเอาแต่ลังเล ไม่ยอมพูดกับเฟิ่งสือจิ่นมาตั้งหลายวัน เมื่อลองมาคิดเช่นนี้แล้ว ดูเหมือนเขาจะใจแคบเกินไปหน่อย
ต่อให้ถูกปฏิเสธการแต่งงาน แต่พวกเขาก็ยังเป็เพื่อนกันนี่นา!
ทว่า... หลังพยายามอยู่หลายครั้ง หลิวอวิ๋นชูก็ยังพูดอะไรไม่ได้แม้แต่คำเดียว เขากลุ้มใจตลอด่บ่าย จนกระทั่งสิ้นสุดคาบเรียนสุดท้ายของวัน นักศึกษาในห้องต่างก็ทยอยออกจากห้องเรียนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน เฟิ่งสือจิ่นเองก็เช่นกัน
หลิวอวิ๋นชูเดินตามนางไปติดๆ ในตอนที่นางกำลังจะก้าวออกจากรั้วของวิทยาลัยหลวง ในที่สุดหลิวอวิ๋นชูก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีและะโเรียกนางเอาไว้ “เฟิ่งสือจิ่น!”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักฝีเท้าลง นางหันกลับมามองเขาแล้วอมยิ้มถาม “มีอะไรหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้านาง เขาอึกอักอยู่นานแต่ก็พูดอะไรไม่ออกอยู่ดี เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงแสร้งพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราดเหมือนที่เขามักจะทำเป็ประจำ “มีอะไรก็พูดออกมาเสียที ถ้ายังไม่พูด บิดาจะกลับบ้านไปกินข้าวแล้วนะ”
หลิวอวิ๋นชูโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ “เ้าเป็ผู้หญิงแท้ๆ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าบิดาอีก ไม่รักษาภาพลักษณ์ของสตรีเอาเสียเลย!”
“ชิ” เฟิ่งสือจิ่นสบถเสียงในลำคออย่างเยาะหยัน เมื่อพูดประโยคแรกออกไปได้สำเร็จ สิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจก็สลายหายไปเช่นกัน หลิวอวิ๋นชูพบว่าการพูดคุยกับนางไม่ได้ยากเย็นเหมือนที่คิดเอาไว้เลยสักนิด จึงพูดต่อ “เื่วันนี้ อืม... ข้ารู้ว่านั่นเป็ฝีมือของเ้า ขอบคุณมาก”
เฟิ่งสือจิ่นเลิกคิ้วขึ้น “ใครกันหนอที่บอกว่าจะเป็เพื่อนกับข้า? คนเป็เพื่อนกัน ต้องเสียสละและทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือเพื่อนอย่างไม่ลังเลอยู่แล้วไม่ใช่หรือ อีกอย่าง นั่นก็เป็แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น”
หลิวอวิ๋นชูตาเป็ประกาย “พวกเรายังเป็เพื่อนกันอยู่ใช่ไหม?”
เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินหน้าต่อไป “หากไม่อยากเป็เพื่อนกันต่อก็ช่างเถอะ ไม่มีใครบังคับเ้าเสียหน่อย”
หลิวอวิ๋นชูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาเดินตามนางต้อยๆ อย่างหน้าไม่อาย “ใครบอกว่าเราไม่ใช่เพื่อนกันล่ะ!” เขากอดคอเฟิ่งสือจิ่นอย่างแแ่จนไม่เหลือช่องว่างเอาไว้ จากนั้นก็ดึงนางเข้ามาใกล้แล้วพูดอย่างหนักแน่น “พวกเราจะเป็เพื่อนกันไปตลอดชีวิตเลย!”
เฟิ่งสือจิ่นปรายตามองมือของหลิวอวิ๋นชู “เอามือออกไป!”
“เฟิ่งสือจิ่น อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลตวนอู่[1]แล้ว เ้ามากินบ๊ะจ่างที่บ้านข้าเถอะ!” หลิวอวิ๋นชูเชื้อเชิญอย่างจริงใจ
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ไม่ไป” นางจะกินบ๊ะจ่างกับอาจารย์ที่จวนราชครู
หลิวอวิ๋นชูตื้อ “ถ้าเ้าไม่ยอมมาที่บ้านข้า งั้นข้าจะไปที่บ้านเ้าแทน”
“ห้ามมาบ้านข้า”
หลิวอวิ๋นชูยอมถอยอีกก้าว “ข้าไม่ไปบ้านเ้าก็ได้ แต่ในคืนวันเทศกาล เ้าต้องไปดูการแข่งเรือที่แม่น้ำฉินฉู่กับข้า” เฟิ่งสือจิ่นอ้าปาก นางเตรียมจะปฏิเสธ แต่หลิวอวิ๋นชูก็พูดขึ้นเสียก่อน “ถ้าเ้ายังปฏิเสธคำเชื้อเชิญของข้าอีก เ้าก็ไม่ใช่คนแล้ว!”
เฟิ่งสือจิ่นถอนหายใจ “ก็ได้”
หลิวอวิ๋นชูดีใจจนแทบจะะโโหยง “ได้ งั้นก็ตกลงตามนี้ เมื่อถึงเวลา ข้าจะไปหาเ้าที่บ้านเอง”
เมื่อคืนดีกันแล้ว ทั้งสองจึงเดินแยกกันไปคนละทาง แยกย้ายกันกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
อีกด้าน ซูเหลียนหรูถูกศาลต้าหลี่โบยถึงสามสิบครั้ง แม้คนของศาลต้าหลี่จะควบคุมน้ำหนักมือตามที่ได้รับคำสั่งมาแล้ว แต่นางถูกประคบประหงมมาั้แ่เด็ก จึงมีร่างกายอ่อนแอกว่าคนปกติ เมื่อลงโทษเสร็จ บั้นท้ายของนางก็บวมเป่งไปหมด ได้ยินว่าระหว่างการลงโทษ ซูเหลียนหรูร้องไห้เสียงดังจนหน้าเลอะเทอะไปหมด เสียงร้องเ็ปทรมาน ชวนให้ปวดใจเหลือเกิน พระสนมเต๋อไม่วางใจ จึงเดินทางไปดูที่ศาลต้าหลี่ด้วยตนเอง นางรักและถนอมลูกสาวแท้ๆ คนนี้เป็อย่างมาก เมื่อเห็นดังนั้นจึงเผลอหลั่งน้ำตาออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เพราะเื่นี้ ซูเหลียนหรูจึงเกลียดเฟิ่งสือจิ่นจนเข้ากระดูกดำ
.............................
[1] เทศกาลตวนอู่ คือ วันไหว้บ๊ะจ่าง
