เฟิ่งสือจิ่นหายใจหอบ ลมหายใจของนางแฝงไปด้วยกลิ่นสุราอ่อนๆ
จวินเชียนจี้ก้มมองใบหน้าสีแดงระเรื่อของนาง ซึ่งแหงนขึ้นมาเล็กน้อยนางหรี่ตาลง แสงในดวงตาทอสลัว ดวงตาพร่าเบลอคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่ใบหน้าของจวินเชียนจี้ตาไม่กะพริบ
จวินเชียนจี้พูดด้วยเสียงที่ยากจะเดาอารมณ์ “เขาเป็คนให้เ้าดื่มสุราหรือ?”
“หลิวอวิ๋นชูต่างหาก”
“ข้าจำไม่ได้ว่าเคยอนุญาตให้เ้าดื่มสุราตอนไหน”
คำพูดของจวินเชียนจี้ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปในหูของเฟิ่งสือจิ่นได้ด้วยซ้ำนางพยายามเบิกตากว้างเพื่อให้ร่างของจวินเชียนจี้สะท้อนอยู่ในม่านตาของนางอย่างชัดเจนที่สุดเฟิ่งสือจิ่นหัวเราะขึ้นเบาๆ “คุณชายหลานเยว่ช่างเก่งกาจเสียจริงนอกจากจะเล่นพิณได้ไพเราะ ยังมีหน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนั้น... ถึงว่าทุกคนถึงบอกว่าเขาคือคุณชายอันดับหนึ่งของโรงดนตรีหลานเยว่แม้แต่ชื่อของโรงดนตรีหลานเยว่ก็ตั้งมาจากชื่อของเขา... แต่ศิษย์กลับคิดว่าหากจะว่ากันด้วยเื่ของรูปลักษณ์ เขางดงามสู้อาจารย์ไม่ได้เลยสักนิด”
เฟิ่งสือจิ่นยกมือลูบผ่านคิ้วคมของจวินเชียนจี้อย่างแ่เบาช่างเป็คิ้วที่สวยได้รูปเสียจริง นางบอก “คิ้วของอาจารย์สวยกว่าเขาดวงตาของอาจารย์ก็สวยกว่าเขาเช่นกัน...” มือของนางขยับมาที่สันจมูก และค่อยๆไล่ต่ำลงมา จมูกของเขาสูงโด่งราวกับเทือกเขาที่สวยที่สุดในโลก จวินเชียนจี้เองก็ไม่ได้ยับยั้งการกระทำของนางแต่อย่างใด
หากเป็ตอนที่มีสติ ต่อให้เฟิ่งสือจิ่นจะกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปนางก็ไม่กล้าทำเช่นนี้อย่างแน่นอน นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่ลืมมารยาทระหว่างศิษย์กับอาจารย์ไปจนหมดสิ้น วินาทีนี้ นางไม่ได้มองว่าจวินเชียนจี้เป็อาจารย์ที่นางยกย่องและนับถือมากที่สุดแต่มองว่าเขาเป็เพียงชายธรรมดาคนหนึ่ง ชายที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับชายอื่นได้
เฟิ่งสือจิ่นบอกว่าจมูกของเขาโด่งกว่าคุณชายหลานเยว่ปากของเขาบางสวยกว่าปากของคุณชายหลานเยว่บอกว่าเขารูปงามกว่าคุณชายหลานเยว่เป็ไหนๆ บอกว่าหากเขาไม่ใช่ราชครูไม่ใช่คนที่ถูกมองว่าสูงส่งราวกับเทพเ้าละก็สตรีมากมายในเมืองหลวงต้องพากันหลงใหลและเพ้อฝันถึงเขาแน่ๆ
เฟิ่งสือจิ่นคิดอะไรในหัว ก็พูดมันออกมาทางปากจนหมด
แสงจันทร์สีอ่อนละมุนสะท้อนอยู่ในดวงตาของจวินเชียนจี้เขาพูดอย่างราบเรียบ “ชาวเผ่าเย่เสียนมักจะมีรูปโฉมงดงามกันเสียส่วนใหญ่ไม่ถือเป็เื่แปลกอะไร หากมีโอกาส ข้าจะพาเ้าไปดูด้วยตาของตัวเอง”พูดจบก็ชะงักลงชั่วครู่ “ข้ากับซูกู้เหยียน ใครรูปงามกว่ากัน?”
เฟิ่งสือจิ่นคิดอย่างตั้งใจ สักพักจึงพูดขึ้น“ข้าจำไม่ได้แล้วว่าซูกู้เหยียนมีหน้าตาอย่างไร...” แต่เมื่อพูดชื่อซูกู้เหยียนนางกลับยังรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจไม่หาย
จวินเชียนจี้ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะอุ้มร่างของเฟิ่งสือจิ่นขึ้นมาและส่งนางกลับไปที่ห้องของนางเองสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสับสนและกลัดกลุ้มอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่คำตอบของเฟิ่งสือจิ่นแต่เป็คำถามของเขาเองต่างหาก ทำไมเขาถึงอยากถามคำถามเช่นนั้นออกไป?
จวินเชียนจี้พูดถูก ไม่กี่วันต่อมา ราชทูตจากแคว้นเป่ยหรงก็มาถึงเขตเปี้ยนจิงแล้วทั้งยังมอบหนังสือขอสงบศึกแก่แคว้นจิ้นในทันที ในอดีตตอนที่แคว้นจิ้นรุ่งโรจน์มากที่สุดทหารของแคว้นจิ้นเคยเที่ยวทำาไปทั่วทุกสารทิศ และเอาชนะแคว้นเป่ยหรงได้อย่างเด็ดขาดแต่หลายปีที่ผ่านมา แคว้นเป่ยหรงก็มีการพัฒนาและแข็งแกร่งมากขึ้นเช่นกันจึงส่งทหารมาก่อกวนชายแดนของแคว้นจิ้นอยู่บ่อยครั้ง ครั้งนี้แคว้นจิ้นส่งทหารออกไปทำาอีกคราความพ่ายแพ้ทำให้แคว้นเป่ยหรงยอมสงบเสงี่ยมในที่สุด พวกเขาเดินทางมาขอสงบศึกถึงที่ในหนังสือสงบศึก พวกเขาเสนอว่าจะศิโรราบต่อแคว้นจิ้นและจะส่งเครื่องบรรณาการแก่แคว้นจิ้นเป็ประจำทุกปี
ไม่ว่าทางใด แคว้นจิ้นก็ไม่เสียเปรียบอยู่แล้ว ย่อมยอมรับคำขอสงบศึกอย่างเต็มใจเพื่อแสดงถึงความจริงใจของสองแคว้นแคว้นเป่ยหรงยังขอให้แคว้นจิ้นส่งองค์หญิงไปสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นถือเป็หลักฐานแสดงถึงมิตรภาพระหว่างสองแคว้นนั่นเอง
นับั้แ่อดีตกาลการสมรสระหว่างสองแคว้นถือเป็เื่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้วโดยเฉพาะในกรณีที่อีกแคว้นยินยอมจะสวามิภักดิ์ต่อต่างแคว้นเช่นในตอนนี้ฮ่องเต้แห่งแคว้นจิ้นยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการสมรสในครั้งนี้เลยหากแคว้นเป่ยหรงไม่เป็ฝ่ายขอสมรสเอง โดยปกติแล้วฮ่องเต้แห่งแคว้นจิ้นก็ต้องส่งองค์หญิงไปสมรสที่แคว้นเป่ยหรงซึ่งเป็เมืองขึ้นอยู่ดีเช่นนี้แล้ว จะได้มั่นใจว่าอำนาจของตนในแคว้นเป่ยหรงมั่นคงอย่างแท้จริง
เพราะเหตุนี้ ขุนนางในแคว้นจิ้นจึงไม่แปลกใจเลยสักนิดที่แคว้นเป่ยหรงเสนอเื่การสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ขุนนางทั้งหลายเริ่มหารือกันอย่างดุเดือดว่าองค์หญิงพระองค์ใดสมควรถูกส่งไปสมรสที่แคว้นเป่ยหรงกันแน่ซึ่งผลของการหารือในครั้งนี้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว ในยามนี้ องค์หญิงที่มีอายุเหมาะสมแถมยังครองตัวเป็โสดก็มีเพียงองค์หญิงเจ็ด ซูเหลียนหรูพระองค์เดียวเท่านั้น
ท่านโหวอันกั๋วเป็คนแรกที่เสนอชื่อนี้ขึ้นมา จากนั้นขุนนางทุกคนในท้องพระโรงก็ลงมติเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
องค์หญิงเจ็ดขึ้นชื่อเื่ความเอาแต่ใจและหยิ่งทะนงเหมาะจะสมรสกับแคว้นเป่ยหรงที่สุดแล้ว ประการที่หนึ่ง ด้วยนิสัยของนางท่านอ๋องแห่งเป่ยหรงต้องไม่ได้อยู่เป็สุขแน่ และประการที่สองการทำเช่นนี้ก็ถือเป็การขัดเกลานิสัยขององค์หญิงเจ็ดไปในตัวด้วย ไม่เช่นนั้น นางต้องกำเริบเสิบสานจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแน่หากไม่ส่งนางไปสมรสในตอนนี้ ไม่แน่ในอนาคต ผู้ที่ต้องรับกรรมแต่งงานกับนางอาจกลายเป็บุตรชายของขุนนางสักคนในที่แห่งนี้ก็ได้
ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะหากเป็เช่นนั้นจริงๆคงลำบากและยุ่งยากกว่าการมีพระอินทร์ตัวเป็ๆ อยู่ในบ้านเสียอีก
ฮ่องเต้โปรดปรานพระสนมเต๋อมาโดยตลอด ทรงรู้ดีว่าต้องถามความคิดเห็นของพระสนมเต๋อก่อนจึงจะตัดสินใจในเื่นี้ได้เหตุนี้ ฮ่องเต้จึงไม่ได้ตัดสินใจในทันที แค่ลงความเห็นเป็การชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อข่าวนี้ส่งไปถึงหูของซูเหลียนหรูนางก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆนางบุกไปที่ตำหนักของพระสนมเต๋ออย่างรีบร้อน จากนั้นก็ร้องไห้และโวยวายไม่ยอมไปสมรสที่แคว้นเป่ยหรงเด็ดขาด ถึงขั้นขู่ว่าจะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว
พระสนมเต๋อเองก็เสียใจและหนักใจเป็อย่างมาก อย่างไรเสียซูเหลียนหรูก็เป็ลูกสาวแท้ๆ ซึ่งนางรักและตามใจมาโดยตลอดจะทำใจให้นางไปสมรสในที่ห่างไกลเช่นนั้นได้อย่างไรแคว้นเป่ยหรงเป็สถานที่อันแร้นแค้น มีแต่ทะเลทรายแถมยังแห้งแล้งตลอดทั้งปีคนที่นั่นก็มีนิสัยป่าเถื่อน ไร้มารยาทซูเหลียนหรูปรับตัวเข้ากับที่นั่นไม่ได้แน่...แต่ฟังจากน้ำเสียงและคำพูดของฮ่องเต้เห็นได้ชัดว่า้าให้นางช่วยเกลี้ยกล่อมซูเหลียนหรูอีกแรง ยิ่งไปกว่านั้นหากคิดไปอีกทาง การส่งซูเหลียนหรูไปสมรสที่เป่ยหรงส่งผลดีและนำประโยชน์มาสู่องค์ชายสอง ซูจื่อฉินได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
เหตุนี้ พระสนมเต๋อจึงทั้งกล่อมทั้งหลอกล่อซูเหลียนหรู“ไปสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ที่เป่ยหรงก็ไม่ใช่เื่ร้ายเสียทีเดียว ลองคิดดูสิไม่ว่าจะมองอย่างไร การเป็ชายาอ๋องของเป่ยหรงก็ดีกว่าการแต่งงานกับลูกของขุนนางในแคว้นจิ้น ที่มีศักดิ์ต่ำกว่าเ้าเป็ไหนๆ”
ซูเหลียนหรูร้องไห้จนน้ำตาอาบใบหน้า “เื่การสมรสของข้าข้าจะเป็คนตัดสินใจเอง ข้าไม่ยอมกลายเป็เครื่องมือแสวงหาอำนาจของเสด็จพ่อแน่! ต่อให้ในอนาคต ข้าจะได้แต่งกับสามีไร้น้ำยาข้าก็จะไม่เสียใจ อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่ยอมแต่งไปเป่ยหรงเด็ดขาด!”
พระสนมเต๋อได้ยินดังนั้นจึงรีบกล่าวตำหนิ “เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว! เสด็จพ่อของเ้าเฉลียวฉลาด ทรงพระปรีชาสามารถเ้าบังอาจว่ากล่าวฝ่าาเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ที่เป่ยหรง ไม่มีฝนตกสักหยด พื้นดินแห้งแล้งจนไม่มีหญ้าขึ้นด้วยซ้ำเสด็จแม่ ท่านปล่อยให้ข้าไปทนลำบากที่นั่นได้ลงคอจริงๆ หรือ? อีกอย่าง ชาวเป่ยหรงก็มีร่างกายกำยำบึกบึน แถมยังขี้ริ้วขี้เหร่มีขนทั่วลำตัวอีก ท่านจะให้ข้าสมรสกับคนเช่นนี้จริงๆ หรือ ถ้าอย่างนั้นข้ายอมตายดีกว่า!”
“ไม่ได้แย่อย่างที่เ้าว่าเสียหน่อย” พระสนมเต๋อถอนหายใจเบาๆ “เหลียนหรูเ้าก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เื่บางเื่ เ้าเองก็ต้องคิดถึงอนาคตบ้างข้ากับเสด็จพ่อของเ้าก็ไม่อยากให้เ้าแต่งไปอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนั้นเหมือนกันแต่หากไม่อดทนในวันนี้ วันหน้าจะมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร? ข้าอยู่ในวังหลังตำแหน่งไม่สูงส่งเท่ากับฮองเฮา อำนาจก็ไม่แข็งแกร่งเท่ากับพระสนมเสียนและคนอื่นๆ”นางลดระดับเสียงให้ต่ำลง “หากเ้าแต่งไปเป็ชายาอ๋องของเป่ยหรงพวกเราก็จะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอีกแขนง ในอนาคต พี่รองของเ้าก็จะ...”
ยังพูดไม่ทันจบ ซูเหลียนหรูก็เงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมาอย่างตกตะลึง“เสด็จแม่ ท่านคิดจะใช้ความสุขในการสมรสของข้า ไปแลกกับอนาคตของพี่รองให้พี่รองเหยียบข้าขึ้นไปเช่นนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...”
“ท่านหมายความเช่นนั้นชัดๆ!” ซูเหลียนหรูลุกขึ้นยืนแล้วคำรามใส่พระสนมเต๋อ “ที่พูดมาเมื่อครู่ ก็คือให้ข้าไปแต่งงานที่เป่ยหรงจะได้เป็ที่พึ่งให้พี่รองได้ไม่ใช่หรือ แบบนั้นชีวิตในวังของพวกท่านจะได้สุขสบายมากขึ้นสินะ!”
