เฟิ่งสือจิ่นมองหีบน้อยใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ข้างนอกแวบหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถง “ท่านชายหลิวเกรงใจกันเกินไปแล้ว มาเยือนเฉยๆ ก็ได้ เหตุใดต้องนำของขวัญมามอบให้มากมายเช่นนี้ด้วย?”
หลิวอวิ๋นชูเดินไปข้างหน้าสองก้าว เขาจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ทั้งสองข้าง จากนั้นก็มองสำรวจนางทางซ้ายทีทางขวาที “เฟิ่งสือจิ่น แผลบนร่างของเ้าหายดีแล้วหรือ? เป็อย่างไรบ้าง ยังเจ็บตรงไหนหรือไม่? ของพวกนี้เป็ของที่ข้านำมามอบให้เ้าโดยเฉพาะ อย่าเกรงใจเลย รับเอาไว้เถอะ!”
เฟิ่งสือจิ่นยิ้มจนตาหยี “ข้าจะรับของเหล่านี้ได้อย่างไร เกรงใจแย่”
“ระหว่างเรา ไม่จำเป็ต้องเกรงใจกันหรอก”
จวินเชียนจี้นั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธานซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง เขายกชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะส่งเสียงกระแอมขึ้น หลิวอวิ๋นชูหลุดออกจากภวังค์ เขาก้มลงไปมองมือของตนที่ยังจับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ พลันสองข้างแก้มก็เปลี่ยนเป็สีแดง ใบหน้าขาวเนียนกลายเป็สีแดงระเรื่อ ดูชุ่มฉ่ำน่าััเหลือเกิน เขาปล่อยมือเฟิ่งสือจิ่นด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ คล้ายฝืนใจเป็อย่างมาก ก่อนจะหันไปโบกมือให้ผู้ดูแลจวนที่ติดตามมาด้วย สั่งให้ผู้ดูแลจวนและคนรับใช้ที่มาด้วยกันนำยาบำรุงราคาแพงมามอบให้เฟิ่งสือจิ่น “เฟิ่งสือจิ่น นี่เป็ของที่ข้าคัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้เ้ากินบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างขบขัน “ของพวกนี้ คงจะมีแต่เ้าที่จำเป็ต้องใช้ ข้าร่างกายแข็งแรงแถมยังบึกบึน ไม่จำเป็ต้องใช้ของพวกนี้หรอก”
“อะไรที่ข้ามอบให้ เ้าก็รับเอาไว้เถอะน่า” เมื่อเห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ปฏิเสธอีก หลิวอวิ๋นชูก็เริ่มมั่นใจขึ้นมาบ้าง “สือจิ่น เ้าคงไม่โทษข้า ที่ข้าเพิ่งมาเยี่ยมเ้าเอาป่านนี้หรอกนะ?” ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อหลิวอวิ๋นชูเรียกนางด้วยชื่อที่สนิทชิดเชื้ออย่าง ‘สือจิ่น’ นางกลับรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก “ความจริง ข้าอยากมาเยี่ยมเ้าตั้งนานแล้ว แต่ท่านพ่อไม่ยอมให้ข้ามา แม้แต่วันนี้ก็ด้วย ความจริง ข้าควรจะมาถึงั้แ่ตอนเช้าแล้วแท้ๆ น่าเสียดายที่ข้าใช้เวลาส่วนนั้นไปถกเถียงกับท่านพ่อจนหมด หลังจากเสียเวลาไปทั้งเช้า ในที่สุดเขาก็จนปัญญา ยอมอนุญาตให้ข้ามาเยี่ยมเ้าจนได้”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “เ้าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เ้าควรฟังที่ท่านพ่อของเ้าบอก ทางข้าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงหรอก”
หลิวอวิ๋นชูหยิบลูกกวาดมาจากผู้ดูแลหนึ่งกำมือ แล้วยื่นไปให้เฟิ่งสือจิ่น “มา กินลูกกวาดเสียหน่อย วางใจเถอะ แม้พ่อของข้าจะหัวรั้นแถมยังไม่ยอมฟังเหตุผลของใคร แต่เขาก็มีข้าเป็ลูกชายแค่คนเดียว ต่อให้ปากจะสั่งห้ามแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ยังใจอ่อน ยอมตามใจข้าอยู่ดี รอให้เ้าเข้ามาอยู่ในบ้านข้า ข้าจะปกป้องเ้าเอง รับรองได้เลยว่าไม่มีใครกล้ารังแกเ้าแน่”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้า “หากมีโอกาส ข้าต้องไปเข้าพบท่านลุงกับท่านป้าแน่ เพราะไม่ใช่เื่ง่ายเลยกว่าพวกเขาจะเลี้ยงลูกชายเช่นเ้าจนเติบโตขึ้นมาได้” พูดจบก็แกะและยัดลูกกวาดเข้าไปในปากหนึ่งเม็ด รสหวานของมันทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นมาก
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น “เ้าคิดได้เช่นนี้ ในอนาคต ครอบครัวของเราต้องปรองดองและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแน่นอน เ้ารู้หรือไม่ ครั้งนี้ นอกจากองค์หญิงเจ็ดจะใส่ร้ายพวกเราไม่สำเร็จแล้ว นางยังกลายเป็โจรวางเพลิงในวิทยาลัยหลวงไปด้วย ฝ่าาสั่งโบยนางสามสิบครั้งตามบทลงโทษของแคว้นจิ้น คราวนี้ บั้นท้ายของนางต้องถูกตีจนบานเป็ดอกไม้แน่ ท่านพ่อเป็ผู้ทวงความยุติธรรมให้พวกเราเอง” เขาลอบมองจวินเชียนจี้ที่มีใบหน้าค่อนข้างบึ้งตึงแวบหนึ่ง “แน่นอน นี่ก็เป็ผลงานของอาจารย์เ้าเช่นกัน”
เฟิ่งสือจิ่นพอจะได้ยินข่าวมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังพูดออกไป “เื่นี้ ต้องขอบคุณท่านพ่อของเ้ากับอาจารย์ของข้าจริงๆ” นางดูดกินรสหวานของลูกกวาด พลางคีบถุงลูกกวาดเอาไว้ด้วยนิ้วมือ “นี่เป็ลูกกวาดอะไรหรือ อร่อยใช้ได้เลย” นางพบว่าที่ตรงกลางของถุงสีแดงมีคำว่า ‘มงคล’ สีทองประทับอยู่ จึงเลิกคิ้วขึ้น “ที่แท้ก็เป็ลูกกวาดมงคลในงานวิวาห์นั่นเอง นี่เป็ลูกกวาดจากงานวิวาห์ของใครหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูขยับเข้ามาใกล้พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “อร่อยหรือ ข้าก็รู้สึกว่ามันอร่อยเช่นกัน เพราะนี่เป็ลูกกวาดที่ข้าสั่งทำพิเศษ”
“ที่บ้านเ้ากำลังจะมีงานมงคลหรือ?” เฟิ่งสือจิ่นถาม
หลิวอวิ๋นชูพยักหน้าอย่างหนักแน่น “มีสิ”
“เช่นนั้นก็ยินดีกับเ้าด้วย”
“ยินดีกับเ้าเช่นกัน”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะเข้าใจว่าตนมีสิ่งใดให้หลิวอวิ๋นชูร่วมแสดงความยินดี จู่ๆ เขาก็ประสานมือเข้าด้วยกันด้วยท่าทางดีอกดีใจ แล้วโค้งคำนับไปยังจวินเชียนจี้ที่นั่งอยู่กลางห้องโถง “ท่านราชครู ข้ากับเฟิ่งสือจิ่นหารือกันเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ ขอให้ท่านราชครูอนุญาต ช่วยเป็ธุระจัดหาฤกษ์มงคล เพื่อให้ข้าน้อยวิวาห์กับเฟิ่งสือจิ่นด้วย”
เฟิ่งสือจิ่นสะดุ้งเฮือก นางหันไปจ้องหลิวอวิ๋นชู “เ้าพูดอะไรของเ้า วิวาห์กับข้าเนี่ยนะ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ก็ใช่น่ะสิ เ้ารับสินสอดของข้าไปแล้ว แถมยังกินลูกกวาดวิวาห์ไปแล้วด้วย แบบนี้ก็แปลว่าเ้ายอมแต่งงานกับข้าแล้วน่ะสิ วางใจเถอะ ข้าจะรับผิดชอบเ้าเอง ต่อไป ข้าไม่มีทางปล่อยให้เ้าถูกรังแกอีกแน่... นี่ ให้ตายเถอะ เฟิ่งสือจิ่น พูดจากันดีๆ ก็ได้ ทำไมจู่ๆ ก็มาลงไม้ลงมือกับข้าเช่นนี้?”
หลิวอวิ๋นชูถูกเฟิ่งสือจิ่นไล่ตีไปทั่วโถง
เฟิ่งสือจิ่นบอก “ว่าแล้วเชียวว่าทำไมจู่ๆ เ้าก็ยอมเข้าตามตรอกออกตามประตู แถมยังขนของขวัญมาให้ตั้งมากมาย ที่แท้เ้าก็มีจุดประสงค์เช่นนี้นี่เอง! เ้าลืมกินยาก่อนออกจากบ้านหรือไง?”
หลิวอวิ๋นชูวิ่งไปหลบอยู่หลังผู้ดูแลจวน ผู้ดูแลเองก็หยุดยั้งการต่อสู้อันแสนดุเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้นได้สำเร็จในที่สุด เขาคิดในใจ... ท่านโหวพูดถูก หากท่านชายแต่งงานกับหญิงตรงหน้า จวนท่านโหวจะไม่ถูกพังจนเละทุกๆ สามวันเลยหรือ?
ผู้ดูแลพูดขึ้น “คุณหนู หากมีสิ่งใดก็พูดกันดีๆ เถิด สุภาพบุรุษย่อมพูดกันด้วยเหตุผลมิใช่กำลัง สมดั่งคำที่ว่า งานวิวาห์ย่อมต้องดำเนินตามประสงค์ของบิดามารดา งานวิวาห์ของคุณหนูกับท่านชายจะสำเร็จได้หรือไม่ ยังต้องรอคำอนุญาตจากท่านราชครูเสียก่อน”
หลิวอวิ๋นชูถือว่าตนหลบอยู่หลังผู้ดูแลแล้ว จึงพูดอย่างไม่กลัวตาย “แต่เมื่อครู่ท่านราชครูก็บอกแล้ว ว่าหากเ้ายินดีจะแต่งงานกับข้า เขาก็จะอนุญาตให้จัดงานวิวาห์ขึ้นได้!”
เฟิ่งสือจิ่นโต้ “นั่นเป็เพราะท่านอาจารย์รู้อยู่แล้วต่างหากว่าข้าไม่ยอมแน่ ข้าเป็ถึงว่าที่ราชครูของแคว้นจิ้นเชียวนะ จะแต่งงานสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร?”
เมื่อครู่หลิวอวิ๋นชูยังมีท่าทีตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่าแท้ๆ แต่บัดนี้กลับหมองซึม ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างไปจากต้นมะเขือที่ถูกหิมะทับถมจนเหี่ยวเฉา ใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังพยายามปั้นหน้าให้ดูสุขุมและใจเย็น “ชีวิตนี้ ข้ายังไม่เคยถูกใครปฏิเสธมาก่อน ข้าจะบอกอะไรให้ ผู้หญิงที่อยากเป็ภรรยาของข้ามีมากจนสามารถต่อแถวั้แ่ถนนทิศเหนือไปถึงถนนทิศใต้ได้เลยด้วยซ้ำ เ้า...” เขาชะงักลงเล็กน้อย พยายามวางท่าเย่อหยิ่งให้ดูผยองและดุดันเหมือนทุกๆ วัน แต่กลับพบว่าตนในตอนนี้ไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีกแล้ว จึงได้แต่พูดด้วยเสียงคลุมเครือ “ทำไมเ้าถึงไม่ยอมแต่งงานกับข้าล่ะ?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างไม่เกรงใจ “เช่นนั้น เ้าก็ไปเลือกเ้าสาวจากผู้หญิงที่ต่อแถวพวกนั้นสิ ทำไมต้องเลือกข้าเป็คู่แต่งงานด้วย?”
หลิวอวิ๋นชูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “นั่นก็เป็เพราะข้าได้เห็นร่างกาย...” พูดไปได้แค่ครึ่งเดียวก็ถูกสายตาเย็นสะท้านของเฟิ่งสือจิ่นหยุดเอาไว้เสียแล้ว ในที่สุดเขาก็ละอายเกินกว่าจะพูดคำนั้นออกไป จึงพูดขึ้นใหม่ด้วยใบหน้าที่อดกลั้นจนแดงก่ำไปหมด “ข้าเคยบอกไปแล้วไงว่าข้าไม่ใช่ผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ ในเมื่อข้าเคยบอกว่าจะรับผิดชอบเ้า ข้าก็ควรจะแต่งงานกับเ้าตามคำสัญญา”
“เ้ามานี่” เฟิ่งสือจิ่นกวักมือเรียกหลิวอวิ๋นชู หลิวอวิ๋นชูลังเลไม่น้อย แต่ก็ยังก้าวเข้าไปหานางช้าๆ เฟิ่งสือจิ่นลากหลิวอวิ๋นชูไปที่มุมห้อง นางกระซิบ “ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าหากเ้ากล้าพูดเื่ที่เกิดขึ้นในวันนั้นออกมา ข้าจะอัดเ้าให้ฟันร่วงหมดปากไปเลย?” หลิวอวิ๋นชูรีบเม้มปากแน่น ขณะที่เสียงของเฟิ่งสือจิ่นก็ดังขึ้นอีก “เ้าไม่ได้เสียหายอะไร ข้าเองก็ไม่เสียหายเหมือนกัน ลืมเื่นี้ไปเสียเถอะ การแต่งงานเป็เื่ที่น่ายินดี ข้าในฐานะเพื่อน ย่อมหวังอยากให้เ้าได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เ้าชอบและมีความสุขอย่างแท้จริงอยู่แล้ว ไม่ใช่ให้เ้าต้องมาแต่งงานกับคนที่เข้ากันไม่ได้อย่างข้าเพียงเพราะความรับผิดชอบ...”
