ใช่แล้ววางแผนโดยให้หลิวยวนที่ไม่ค่อยฉลาดเฉลียวติดกับและตราบใดที่ต้วนอวี้มีส่วนเกี่ยวข้องต้วนชิงิจะต้องอยู่เฉยไม่ได้ แล้วมาขอความช่วยเหลือจากเขาอย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นต้วนชิงินางต้องเสร็จเขาเป็แน่!
พูดถึงตรงนี้ไป๋หย่วนฮ่าวไม่มีเวลามาสนใจอะไรแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นทันที “น้องอวี้หรานรู้หรือไม่ว่าคุณลุงต้วนปกติไม่ชอบอะไรเป็ที่สุด?” นางคิดอยู่ครู่หนึ่งตอบว่า
“เื่ที่ทำลายชื่อเสียงและหน้าตาของจวนต้วน...” ละม้ายจมลงสู่ภวังค์นางไม่มีวันลืมเมื่อครั้งที่ทำให้จวนต้วนต้องเสียหน้าจนถูกดุเสียยกใหญ่ครั้งนั้น
เขาคิดชั่วครู่จึงเอ่ยย้ำขึ้นมาอีกครั้ง “ใช่แล้ว... ถ้าหลิวยวนทำเื่ที่ทำลายชื่อเสียงและขายหน้าให้กับจวนต้วนเ้าคิดว่าท่านลุงต้วนจะปล่อยเขาไว้หรือไม่?”
เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ “ถึงตอนนั้นคงจะไม่มีใครคอยสอนต้วนอวี้และเ้าก็จะไม่ถูกรังแกอีกต่อไป”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าคล้ายกำลังดีใจเพียงครู่เดียวจึงพูดขึ้นมาอีกประโยค “และถ้าหลิวอี๋เหนียงรู้ว่าเ้าฉลาดเฉลียวจนสามารถวางแผนไล่หลิวยวนให้ออกไปจากจวนได้ นางจะต้องชื่นชมเ้าเป็แน่”
ประโยคนี้เองทำให้ต้วนอวี้หรานมีใจฮึกเหิมขึ้นมาหลิวหรงมักจะคิดว่านางไม่รู้จักวางแผน ทำให้ทุกเื่ต้องเป็นางที่คอยวางแผนให้ ทว่าหากวันหนึ่งหลิวหรงรู้ว่านางสามารถทำได้ไม่รู้ว่านางจะดีใจขนาดไหน!
ใช่แล้ว!ต้วนชิงินางคนชั่วนั่น! ไม่มีแม้กระทั่งแม่คอยช่วย แล้วจะชนะนางได้อย่างไร? เทียบกับนางที่นอกจากจะมีท่านแม่ก็ยังมีไป๋หย่วนฮ่าวที่คอยช่วยวางแผนให้อีก
เมื่อเห็นต้วนอวี้หรานคิดได้ตามที่เขาชี้นำแล้วจึงแสร้งคุยต่ออีกเพียงครู่เดียวแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงเด็กสาวที่กำลังครุ่นคิดหาทางใส่ร้ายและไล่หลิวยวนออกจากจวน
…...
หลังจากที่ต้วนอวี้หรานออกจากศาลาไปไม่นานก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถือกรรไกรเดินออกมาจากอีกฝั่งของศาลา ทำท่ามองซ้ายทีมองขวาทีครั้นเห็นไม่มีใครพลันทิ้งกรรไกรในมือล่วงลงสู่พื้นจากนั้นวิ่งไปทางเรือนของต้วนชิงิทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือนต้วนชิงินางกลับไม่เข้าไป ได้แต่มองซ้ายมองขวาจากที่ไกลๆ สายตาจับจ้องมองไปที่ประตูตลอดเวลา ราวกับว่ากำลังรอใครบางคนออกมา
หากนางจำไม่ผิดเวลานี้เป็เวลายกอาหารมาจัดโต๊ะและคนที่รับผิดชอบคือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดังนั้นตราบใดที่นางรออย่างอดทนจะต้องได้เจอพี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างแน่นอน
เพียงครู่เดียวก็เห็นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินออกมาเพื่อไปยกอาหารมาจัดโต๊ะให้ต้วนชิงิทันทีเมื่อนางเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นจึงเดินรี่เข้าหาพลางลากมือนางเดินหลบไปอย่างเร็วคุยในที่ที่ไม่มีใครเห็น
“เสี่ยวจูมาได้อย่างไร มีใครเห็นเ้าหรือไม่?”
เด็กผู้หญิงหัวเราะ “หึๆ”
“พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์วางใจได้ ข้ารับรองว่าไม่มีใครเห็น” เมื่อพูดจบ เสี่ยวจูทำท่ากระซิบข้างหูเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าเื่ที่ไป๋หย่วนฮ่าวกับต้วนอวี้หรานคุยกันในศาลาให้ฟังทั้งหมด
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังพยักหน้ารับพลันย่นหัวคิ้วเข้าหากันทีละน้อยๆสีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความโกรธออกมา! เล่าจบเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ล้วงมือเข้าไปในเสื้อหยิบถุงเงินให้เสี่ยวจูและให้รีบจากไป
เมื่อได้ยินเื่ราวทั้งหมดนางไม่สนใจที่จะไปยกอาหารกลับรีบวิ่งเข้าไปในเรือนและเล่าเื่ทั้งหมดให้ต้วนชิงิฟัง
นางคิดว่าพอต้วนชิงิได้ฟังเื่นี้จะต้องโมโหเดือดดาลเพราะตอนนี้ไป๋หย่วนฮ่าวเป็คู่หมั้นหมายของนางแต่กลับไปสมรู้ร่วมคิดกับต้วนอวี้หรานทำเื่ไม่ดี คิดไม่ถึงว่าเมื่อต้วนชิงิได้ฟัง กลับเพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆทว่าสิ่งที่ต้วนชิงิเป็ห่วงที่สุดกลับเป็ต้วนอวี้ นางหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อท้าย
“ปล่อยไปเถอะ อย่างไรเสียพวกนั้นก็ทำอะไรคุณชายหลิวไม่ได้!” พูดเสร็จก็ก้มหน้าลงทำสิ่งที่ค้างอยู่ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาต่อ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดไปหมดพูดอะไรไม่ออกได้แต่ย่นหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆ พลางหมุนตัวกลับรีบไปจัดการเื่อาหารต่อ
แม่นมหนิงเข้ามาในห้องนานเท่าไรก็สุดรู้เมื่อผู้เป็นายกำลังอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ นางจึงเลือกยืนอยู่มุมหนึ่งภายในห้องครั้นเด็กสาวเหลือบเห็นผู้มาใหม่ยืนอยู่นานจึงวางหนังสือในมือลงพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“แม่นมอย่ายืนอยู่ตรงนั้นเลย มีเื่อะไรก็พูดออกมาได้”
แม่นมหนิงก้าวขึ้นไปสองก้าวพูดอย่างตั้งใจ
“บ่าวไม่เข้าใจว่า เื่คุณชายไป๋คุณหนูใหญ่คิดเห็นอย่างไรเ้าค่ะ?”เป็ไปตามที่แม่นมหนิงคาดไว้ไป๋หย่วนฮ่าวเป็คู่หมั้นหมายของคุณหนูใหญ่แต่ตอนนี้คุณหนูใหญ่คล้ายจะให้ต้วนอวี้หรานสมหวังกับเขา
นางยิ้มน้อยๆเอ่ยตอบเสียงเรียบดุจเดิม “แล้ว...แม่นมเห็นว่าไป๋หย่วนฮ่าวเป็อย่างไรบ้าง?”
นางหยุดไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงพูดว่า “คุณชายไป๋สง่างาม ฐานะก็เหมาะสมสิ่งสำคัญคือตอนฮูหยินยังอยู่วางแผนให้คุณหนูแต่งกับเขาเ้าค่ะ”
อีกฝ่ายยังถามต่ออีกประโยค “เช่นนั้นนิสัยใจคอเล่า เป็อย่างไรบ้าง?”
นางถึงกับชะงักอึ้งกับคำถามนี้เพราะนิสัยใจคอเป็เื่ที่พูดยาก แม่นมคิดอยู่ประเดี๋ยวก็ตอบกลับไป “ฮูหยินไป๋เป็คนจิตใจกว้างขวาง ส่วนนายท่านไป๋เป็คนซื่อตรงเพราะฉะนั้นลูกชายของพวกเขาก็คงใช้ได้เ้าค่ะ”
ต้วนชิงิหัวเราะอยู่ในใจแววตาคล้ายหวนรำลึก ฮูหยินไป๋เป็คนดีแต่น่าเสียดายที่มีลูกอย่างไป๋หย่วนฮ่าว ส่วนนายท่านไป๋มีอี๋เหนียงมากมาย พูดยากว่าเป็คนดีหรือไม่ดี
เมื่อชาติที่แล้วหลังจากที่ต้วนชิงิแต่งไปกับไป๋หย่วนฮ่าวอีกหลายปีต่อมาถึงรู้ว่าเขาเป็เพียงลูกอนุคนหนึ่งทว่าฮูหยินรับเขาเป็บุตรชายของนางเอง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่ดีนักแต่งเข้าจวนไป๋ได้ไม่นานฮูหยินไป๋ก็มีท่าทีอยากดึงนางมาเป็พวกด้วยน่าเสียดายที่นางรักไป๋หย่วนฮ่าวอย่างแท้จริงและอยากใช้ชีวิตกับเขาจึงไม่ได้ฟังที่ฮูหยินไป๋ชักชวนจากนั้นไม่นานก็ค่อยๆ เหินห่างกันไป จนสุดท้ายที่ต้วนอวี้หรานคิดทำร้ายนางทว่าฮูหยินไป๋กลับลืมตาข้างหลับตาข้างเสียอย่างนั้น!
ด้วยเหตุนี้นางจึงต้องตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่า ‘ผู้หญิง’เพื่อฐานะและตำแหน่งไม่ว่าเื่ใดก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น
ต้วนชิงิที่เมื่อครู่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอ้าปากพูดขึ้นในฉับพลัน
“หากแม่นมตัดเื่ความเหมาะสมทั้งฐานะและหน้าตาออกไปสิ่งสำคัญที่สุดของคนคนหนึ่งก็คือนิสัยใจคอใช่หรือไม่เล่าไป๋หย่วนฮ่าวผู้นั้นเป็ถึงคู่หมั้นหมายของข้าแต่กลับไปสมคบคิดกับน้องสาวลูกอนุอย่างเปิดเผย เช่นนั้นแม่นมคิดว่า...คนประเภทนี้เป็คนที่ดีสำหรับข้าอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินเพียงเสียงถอนลมหายใจออกมาทว่าอีกฝ่ายก็ยังพูดต่อ “ข้ารู้ว่าแม่นมหวังดีแต่สำหรับคนบางคน เื่บางเื่ก็ไม่ควรค่าต่อการใส่ใจแม้สักนิด”
นางสูดอากาศเข้าไปลึกๆอีกเฮือกหนึ่งไม่เอื้อนเอ่ยวาจาต่อ ไม่นานก็ขอตัวออกไป
เด็กสาวก็ไม่มีอารมณ์ที่จะหยิบหนังสือในมือขึ้นมาอ่านอีกเช่นกันถอนหายใจขยับลุกยืนพลางยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆพลันเห็นบ่าวรับใช้ใหม่ผู้หนึ่งเดินเข้ามารายงาน
“คุณหนูใหญ่ จางอี๋เหนียงมาขอพบเ้าค่ะ”
จางอี๋เหนียงมาหรือ? ต้วนชิงิยิ้มเล็กน้อยกล่าวเสียงเรียบ “เชิญนางเข้ามา”
ครู่หนึ่งจางอี๋เหนียงก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นต้วนชิงินางจึงก้มหน้าทำความเคารพ
ต้วนชิงิเลิกคิ้วผลิยิ้มขึ้นพูดว่า “อี๋เหนียงไม่ต้องมากพิธีหากพูดกันตามจริงแล้ว ข้าต่างหากต้องขอบคุณอี๋เหนียงที่คอยดูแลต้วนอวี้มาโดยตลอด”
ตอนนี้รู้ชัดแล้วว่านางอยู่ฝั่งไหน แต่ไม่รู้ว่าวันนี้มาด้วยเื่อันใด?
รอยยิ้มบนใบหน้าเด็กสาวเบื้องหน้าช่างไม่เหมือนกับวันก่อนที่ดูเหินห่างในใจจางอี๋เหนียงพลันตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่ได้พูดคุยถึงสองครั้งนางเข้าใจแล้วว่าคุณหนูใหญ่เฉลียวฉลาดเสียจริงคำพูดแม้ประโยคเดียวก็สามารถตีความได้ถึงสองชั้นส่วนวันนี้ที่นางมามีคำพูดเพียงแค่สองสามประโยคอยากจะเอื้อนเอ่ย
ทว่าสิ่งที่อยากจะพูดกลับพูดไม่ออก ต้วนชิงิยังคงยกยิ้มดุจเก่า กล่าวเสียงเรียบ “อี้หนียงวางใจได้ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่ใช่คนพูดมาก”
คำพูดต้วนชิงิ้าสื่อให้จางอี๋เหนียงรู้ว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เป็คนของนาง ให้พูดออกมาได้อย่างวางใจ
