หลิวอวิ๋นชูวิ่งไปที่ประตูอาคารด้วยหวังว่าจะเปิดมันออก น่าเสียดาย ซูเหลียนหรูกับพวกใช้เถาวัลย์มัดประตูเอาไว้จากด้านนอกอย่างแ่า เขาจึงไม่สามารถเปิดมันได้ ความสิ้นหวังค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวใจ นี่ช่างเป็ความคิดที่แย่สิ้นดี บางที เขากับเฟิ่งสือจิ่นอาจถูกเผาตายก่อนที่จะมีคนมาช่วยเสียอีก
แต่แม้จะต้องตายในทะเลเพลิง เขาก็ปล่อยให้เฟิ่งสือจิ่นอยู่ในนั้นเพียงลำพังไม่ได้เด็ดขาด! หากจะตายก็ต้องตายด้วยกัน อย่างน้อยเมื่อไปยังแดนนรกก็ยังมีคนเคียงข้าง!
คิดได้เช่นนั้น หลิวอวิ๋นชูก็วิ่งตรงไปที่ห้องโถงอย่างไม่ลังเล เขาร้องคำราม “เฟิ่งสือจิ่น ไม่มีเสื้อผ้าก็ไม่เป็ไร ข้าเองก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าเช่นกัน อย่างมาก เมื่อตายไปแล้ว ข้าค่อยไปแต่งกับเ้าในนรกก็แล้วกัน พวกเราไปเป็สามีภรรยากันในโลกิญญาเถอะ! ความจริง เ้าก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร ข้าชอบเ้า ข้าชอบเ้ามากเลย!”
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรออกไป เขาแค่รู้สึกว่า เมื่อบอกความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในหัวใจออกไปแล้ว กลับทำให้สบายใจและผ่อนคลายขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนได้แบกภาระใหม่ที่แสนหนักอึ้งเอาไว้เช่นกัน
แต่เพื่อเฟิ่งสือจิ่น เขายอมแบกรับภาระนั้นอย่างเต็มใจ
แผ่นไม้หลายท่อนร่วงลงมาบังประตูเอาไว้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา หากเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วจริงๆ ย่อมดันแผ่นไม้นั้นออกไปจนพ้นทางเพื่อเข้าไปด้านใน และช่วยเฟิ่งสือจิ่นออกมาได้อยู่แล้ว
แต่เสียงอ่อนล้าคล้ายกำลังจะสิ้นใจของเฟิ่งสือจิ่นกลับดังออกมาจากอีกด้านของแผ่นไม้ “ออกไปแล้วอย่างไรต่อ? ออกไปจากห้องนี้แล้วเราจะหนีออกไปได้หรือ? แทนที่จะมาเสียแรงกับข้า สู้เก็บแรงไปพังประตูด้านนอกจะดีกว่า หรือไม่... เ้าก็ปีนต้นไม้หรือปืนกำแพงออกไปเองคนเดียวดีกว่า...”
หลิวอวิ๋นชูส่ายหน้าแรงๆ “ไม่ ข้าไม่มีวันทิ้งเ้าเอาไว้แน่...”
เขาเตรียมจะเดินหน้าต่อไป แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่ด้านนอก หลิวอวิ๋นชูมองผ่านควันที่ลอยคลุ้งไปยังที่มาของเสียง ควันไฟทำให้เขาแสบตาจนน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด แต่ถึงกระนั้นเขาก็มองเห็นว่าประตูของอาคารร้างกำลังสั่นะเือย่างรุนแรง ราวกับว่าใครบางคนกำลังชนประตูแรงๆ จากด้านนอกเช่นนั้น
โครมๆๆๆ
หลิวอวิ๋นชูน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ใครบางคนะโขึ้นที่นอกอาคาร “เฟิ่งสือจิ่น เ้าอยู่ในนั้นหรือไม่? เฟิ่งสือจิ่น! เฟิ่งสือจิ่น ตอบข้ามาสิ เ้าอยู่ข้างในหรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว รู้สึกเหมือนบางสิ่งจุกอยู่ที่ลำคอเช่นนั้น คนที่อยู่ด้านนอกทั้งะโและชนประตูไม่หยุด หลิวอวิ๋นชูเห็นดังนั้นจึงะโตอบกลับไปสุดเสียง “อยู่! นางอยู่ในนี้!”
ทันใดนั้น คนด้านนอกก็เริ่มชนประตูอย่างบ้าคลั่งคล้ายได้รับกำลังใจอย่างมหาศาลเช่นนั้น ในที่สุดประตูสองบานที่ด้านหน้าอาคารก็หมดวาระการใช้งานเสียที มันพังแหลกเป็ชิ้นๆ และล้มลงอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางควันคลุ้งอันแสนพร่ามัว ร่างหนึ่งวิ่งเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็ว กระทั่งคนผู้นี้วิ่งเข้ามาใกล้ หลิวอวิ๋นชูจึงเห็นใบหน้าของเขาชัดๆ คนผู้นี้ก็คือซูกู้เหยียนนั่นเอง
มีคนมาช่วยพวกเขาแล้ว ดีจริงๆ... อาจเพราะซูกู้เหยียนสอนวิชาเขามาหลายปี แถมยังเป็ชายร่างกายแข็งแรง การที่เขามาช่วยจึงทำให้หลิวอวิ๋นชูรู้สึกอุ่นใจได้มากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่าตัว เมื่อเห็นเขา หลิวอวิ๋นชูก็รู้สึกเหมือนได้เห็นแสงแห่งความหวังอีกครั้ง
หลิวอวิ๋นชูมีสภาพสกปรกมอมแมมเป็อย่างมาก แต่ซูกู้เหยียนกลับชะงักอึ้งลงอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่เห็นเขา เพราะซูกู้เหยียนรู้ได้ในทันทีว่าคนตรงหน้าสวมแค่ชุดคลุมชั้นในที่แสนบางเบาเท่านั้น หลังชะงักอึ้งเพียงชั่วครู่ซูกู้เหยียนก็ถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เฟิ่งสือจิ่นล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “นางอยู่ข้างใน องค์หญิงเจ็ดขังพวกเราเอาไว้ในนี้ จนถึงตอนนี้นางก็ยังติดอยู่ในนั้น!”
“เ้าออกไปก่อน ข้าจะเข้าไปดูนางเอง” ซูกู้เหยียนถอดชุดคลุมด้านนอกของตนออกมาคลุมให้หลิวอวิ๋นชู
แต่ตอนที่เขาเตรียมจะหมุนตัวกลับไป จู่ๆ หลิวอวิ๋นชูก็ดึงรั้งเขาเอาไว้อย่างกะทันหัน หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง “นาง... นางก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าเหมือนกัน” ซูกู้เหยียนชะงักอึ้งลงอีกครั้ง “ซูเหลียนหรูอยากทำลายชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของนาง อยากให้นางไม่มีหน้าไปเจอผู้คนอีก... ท่านมีครอบครัวแล้ว ให้ข้าเข้าไปเถอะ ข้าจะรับผิดชอบนางเอง”
ทั้งสองหยุดอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ ในที่สุดซูกู้เหยียนก็ตื่นจากภวังค์ เขาประกายโทสะออกมาทางใบหน้าเล็กน้อย แต่ก็ยังดันร่างของหลิวอวิ๋นชูแรงๆ เพื่อไล่ให้อีกฝ่ายออกไปจากอาคารร้าง “ชีวิตกับความบริสุทธิ์ของนาง สิ่งใดสำคัญกว่ากัน? หากเ้าอยากรักษาชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของนางจริงๆ เช่นนั้นก็ออกไปเสียเดี๋ยวนี้เลย รีบหายไปก่อนที่จะมีคนมาดับไฟ!”
หลิวอวิ๋นชูสั่นสะท้านขึ้น เขาไม่รู้ว่าเหตุใดซูกู้เหยียนถึงโมโหเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันที่หลิวอวิ๋นชูจะได้สติกลับมา ซูกู้เหยียนก็วิ่งเข้าไปในห้องซึ่งเต็มไปด้วยเปลวไฟและควันสีดำอย่างไม่คิดชีวิตเสียแล้ว เขาไม่เปิดโอกาสให้หลิวอวิ๋นชูทักท้วงเลยด้วยซ้ำ ทว่าคำพูดของเขาก็ทำให้หลิวอวิ๋นชูได้สติขึ้นมา เป็จริงดังนั้น เขาควรรีบไปจากที่นี่จริงๆ ไม่เช่นนั้น หากคนอื่นมาเห็นเขากับเฟิ่งสือจิ่นในสภาพเช่นนี้ พวกเขาจะถูกเอาไปนินทาเสียเปล่าๆ
หลิวอวิ๋นชูวิ่งไปยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาสูดเอาอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกเข้าปอด และสั่งให้ตนสงบสติอารมณ์ลงอีกครั้ง ใช่ เขาควรทำเช่นนั้นจริงๆ มีซูกู้เหยียนอยู่ทั้งคน เขาไม่จำเป็ต้องเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของเฟิ่งสือจิ่นอีกแล้ว หลังลังเลอยู่เพียงไม่นาน เขาก็กัดฟันแน่น ตัดสินใจหมุนตัว แล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ทำในตอนนี้คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วก็เถอะ แต่ทำไมถึงยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจและยากจะปล่อยวางเช่นนี้? หลิวอวิ๋นชูรับรู้ได้ดังนั้นก็พยายามข่มความรู้สึกที่มีลงอย่างเต็มที่
ซูกู้เหยียนยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูห้อง เขาออกแรงทุบแผ่นไม้ที่ขวางทางอยู่หลายครั้ง บัดนี้ หลังคาที่แสนทรุดโทรมมีไฟลุกท่วมไปหมดแล้ว เขายกแผ่นไม้ที่ขวางทางขึ้นมา แล้วโยนมันไปด้านนอกแบบส่งๆ แผ่นแล้วแผ่นเล่า ฝุ่นควันลอยคลุ้งเต็มอากาศ ซูกู้เหยียนก้าวเดินเข้าไปในนั้น เป็จังหวะเดียวกับที่มีท่อนไม้ตกลงมาจากหลังคา้าพอดี ยังดีที่เขาหลบทัน ท่อนไม้ที่มีไฟลุกท่วมจึงไม่ได้กระทบโดนร่างกายโดยตรง แค่เฉียดผ่านไหล่ไปเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังฝากรอยไหม้สีดำเอาไว้บนเสื้อขาวได้อยู่ดี
เขาเจอตัวเฟิ่งสือจิ่นที่มุมหนึ่งในห้อง
เส้นผมสีดำปกคลุมร่างกายที่ขาวเนียนประดุจหิมะเอาไว้ นางคล้ายจะหมดสติลงแล้ว ร่างบางนั่งกอดตัวเองนิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ซูกู้เหยียนยืนอยู่เบื้องหน้านาง เขาถอดชุดคลุมชั้นกลางออกอย่างรวดเร็ว บอกไม่ถูกเลยว่าบัดนี้เขากำลังรู้สึกเช่นไรกันแน่ มันเป็ความรู้สึกเจ็บแปลบและระแคะระคายหัวใจอย่างยากจะอธิบาย จมูกกับลำคอถูกควันไฟเล่นงานจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว เขาร้องเรียกนางด้วยเสียงแหบพร่า “เฟิ่งสือจิ่น... อย่ากลัวไปเลย...”
เขาคลุมร่างบางด้วยชุดคลุมชั้นกลางของตน จากนั้นก็ประคองไหล่ของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ ร่างของนางทั้งร้อนระอุแถมยังอ่อนนิ่ม แขนแข็งแรงโอบร่างบางเข้ามาในอ้อมแขนและกอดเอาไว้แน่น เขาก้มหน้าลงไปมองนางแวบหนึ่ง ทว่ากลับมองไม่เห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นกำลังแสดงสีหน้าเช่นไรอยู่ เส้นผมสลวยของนางแนบติดกับหน้าอกของเขา ขณะที่หัวของนางก็คล้อยเอียงไปด้านข้างอย่างอ่อนแรง
ระหว่างที่เดินออกไปจากห้องโถง แผ่นหลังของซูกู้เหยียนถูกแผ่นไม้ที่ลุกเป็ไฟ ซึ่งร่วงลงมาจาก้ากระแทกจนกลายเป็รอยไหม้ เขาร้องครางขึ้นเบาๆ ทว่าเสียงครางเพียงแ่เบากลับปลุกให้เฟิ่งสือจิ่นฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกัน เหงื่อซึ่งไหลมารวมอยู่ที่ปลายคางของซูกู้เหยียนหยดลงมาด้านล่าง ร่วงมากระทบกับปลายจมูกของเฟิ่งสือจิ่นอย่างพอดิบพอดี หยดเหงื่อทั้งร้อนแถมยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันเป็เอกลักษณ์ของซูกู้เหยียน ช่างน่าหลงใหล ทว่าก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน
เฟิ่งสือจิ่นต้องถูกรมควันจนสมองะเิไปแล้วแน่ๆ จู่ๆ ความรู้สึกอันแสนซับซ้อนที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจก็ปะทุขึ้นมา มันทำให้นางเริ่มสะอึกสะอื้นขึ้น แขนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยเปรอะเปื้อนยื่นออกมาจากชุดคลุม นางแนบฝ่ามือลงที่คางของซูกู้เหยียนอย่างแ่เบา ซูกู้เหยียนสะดุ้งเฮือก เขารับรู้ได้ว่ามือนุ่มที่แสนอบอุ่นของอีกฝ่ายกำลังเช็ดเหงื่อที่คางให้ตนอย่างอ่อนโยน พลันเสียงระคนร้องไห้ที่อ่อนโยนไม่ต่างกันก็ดังขึ้นที่ข้างหู “กู้เหยียน... ข้ารอเ้ามานานเหลือเกิน...”
