เพ่ยหย่านะเพ่ยหย่า เธอมาด่วนจากไป ทิ้งปัญหาทุกอย่างไว้ให้ฉันเผชิญกับมันเพียงลำพัง แล้วฉันควรจะสู้หน้าคนในครอบครัวเธออย่างไรดี
เซียวปิงถอนหายใจยาว ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
แอ๊ด
ประตูถูกเปิดออกโดยหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ เธออยู่ในชุดสบายๆ ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ท่อนล่างสวมกางเกงยีน คู่กับรองเท้าแตะที่เท้าทั้งสองข้าง ใบหน้าของเธอดูคล้ายคลึงกับซูเพ่ยหย่าอยู่บ้าง แต่ทั้งสองกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซูเพ่ยหย่านั้นมีบุคลิกที่ร่าเริงและกล้าแสดงออก ขณะที่ซูเสียวเสี่ยวดูเป็คนเ็า เก็บตัว
เซียวปิงมองหญิงสาววัยรุ่นตรงหน้า ก่อนจะถามขึ้น “เธอคือซูเสียวเสี่ยว?”
“คุณคือ...?” หญิงสาวมองพิจารณาชายตรงหน้า ที่แม้จะอยู่ในชุดเสื้อผ้าธรรมดาๆ แต่กลับดูเคร่งขรึมราวกับเป็ทหารในกองทัพ ขณะที่ตาโตดวงสวยนั่นเองก็แฝงไปด้วยสัญญาณอันตราย และความแข็งกร้าวของเ้าของดวงตาเอาไว้ด้วย
ชายหนุ่มเพียงรู้สึกปวดแน่นไปทั่วหน้าอก จึงพ่นลมหายใจยาวออกมา “ฉันเป็หัวหน้าของซูเพ่ยหย่า เป็เพื่อนและเพื่อนร่วมรบของเธอด้วย...” เขาบอก
ซูเสียวเสี่ยวหน้าถอดสี เธอรีบดันประตูปิด หวังจะกันเซียวปิงเอาไว้ด้านนอก
เซียวปิงเมื่อเห็นดังนั้นจึงรับยันประตูเอาไว้ เขาเองก็นึกไม่ถึงว่า ซูเสียวเสี่ยวจะมีปฏิกิริยาตอบรับรุนแรงเช่นนี้ “เธอจะทำอะไรน่ะ ฉันเป็เพื่อนพี่สาวเธอจริงๆ นะ” เขาพูดเสียงดัง
“ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันไม่มีพี่สาว!!” เธอพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด “ถ้าขืนยังไม่ปล่อยมืออีกล่ะก็ ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ!”
“ต่อให้แจ้งตำรวจ ฉันก็ยังต้องพูด ตอนที่พี่สาวเธอยังอยู่ เขามักจะเล่าเื่เธอให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆ ตอนมอต้น มีนักเรียนชายคนหนึ่งชิงไปส่งเธอที่บ้านทุกวัน พอพี่สาวเธอรู้เื่ ก็ตามไปสั่งสอนไอ้ผู้ชายคนนั้นจนมันหนีเตลิดไป...ของที่เธอชอบกินมากที่สุดคือเค้กอบเชย เครื่องดื่มที่เธอชอบดื่มคือชานม...”
แรงที่ซูเสียวเสี่ยวส่งผ่านประตูแ่ลงอย่างเห็นได้ชัด ตีเหล็กต้องรีบตีตอนยังร้อน เซียวปิงไม่รอช้า รีบพูดเสริมต่อไป “เขายังเคยบอกฉัน ว่าคนที่เขารักมากที่สุดก็คือเธอ น้องสาวคนนี้ของเขา เธอคิดเป็กว่าเขา แม้จะอายุจะน้อยกว่า แต่เธอกลับรู้จักดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ แถมยังดูแลจัดการบ้านเก่ง...”
“ทุกครั้งที่เขาพูดเื่เธอกับฉัน สายตาแบบนั้น ฉันดูออก ว่าสำหรับเขาแล้ว น้องสาวคนนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เธอกลับบอกว่าตัวเองไม่มีพี่สาว รู้ไหมว่าคำนี้ของเธอ จะทำให้พี่สาวเสียใจมากแค่ไหน?”
จู่ๆ ซูเสียวเสี่ยวก็เปิดประตูออกอีกครั้ง ท่อนแขนนวลเนียนตรงเข้าไปคว้าหมับที่ตัวเซียวปิง ก่อนลากเขาตรงไปยังด้านในทันที เซียวปิงถูกลากมาจนถึงห้องห้องหนึ่งโดยที่ยังไม่ทันได้สวมรองเท้าบ้านเลยด้วยซ้ำ
ห้องตรงหน้าเป็ห้องธรรมดาๆ ไม่ใหญ่โตอะไร แต่ดูสะอาดเรียบร้อย และมีอุปกรณ์ที่จำเป็ครบครันในห้องนี้ ที่บนหัวเตียงนั่นมีรูปแต่งงานรูปหนึ่งแขวนอยู่ บุคคลในรูปน่าจะเป็พ่อกับแม่ของซุเสียวเสี่ยว แต่ตรงข้ามกัน ที่ผนังห้องอีกด้านตรงข้ามกับรูปนั้น กลับมีรูปขาวดำของพ่อซูเสียวเสี่ยวแขวนอยู่ ทันใดนั้น เซียวปิงก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
ซูเสียวเสี่ยวชี้มือไปที่เตียง ก่อนจะพูดด้วยตาแดงก่ำ “นี่เป็ห้องของพ่อกับแม่ฉัน แต่ก่อนพ่อกับแม่นอนด้วยกันบนเตียงนี้มาตลอด จนกระทั่งเดือนก่อน คนจากสองคนที่นอนบนเตียงนี้ก็เหลือแค่คนเดียว พ่อฉันตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ คนที่พ่ออยากเจอมากที่สุดก่อนตายก็คือพี่ แต่พวกเรากลับไม่สามารถติดต่อหาพี่ได้เลย...รู้อะไรไหม พ่อฉันต้องตายตาไม่หลับ!!!”
เซียวปิงในหัวราวกับมีเสียงปรี้ดขึ้น ความรู้สึกผิดหยั่งรากลึกลงในจิตใจมากกว่าที่เคย...เมื่อสองเดือนก่อน เซียวปิงกำลังนำทีมจากหลงเหมินออกปฏิบัติภารกิจที่แอฟริกาพอดี เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคนในครอบครัวรั่วไหลไปถึงศัตรู ขณะออกปฏิบัติการ จึงมีกฎสั่งห้ามไม่ให้ติดต่อกับคนทางบ้านโดยเด็ดขาด ทำให้จนตาย ซูเพ่ยหย่าก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นในบ้านบ้าง
ซูเสียวเสี่ยวเก็บกลั้นน้ำตาไว้ พลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตอนนี้นายเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงได้เกลียดเธอ เธอถูกประเทศชาติคัดตัวไปั้แ่ตอนเรียนมหาลัย ห้าปีแล้ว เธอเคยโทรกลับบ้านแค่ไม่กี่ครั้ง เคยกลับมาบ้านแค่สองครั้ง ทุกๆ ครั้งที่กลับบ้าน เธอก็ต้องรีบร้อนกลับไป อย่างมากสุดก็กลับมาแค่สองคืนเท่านั้น เวลาโทรกลับมาโทรศัพท์ที่ใช้ก็ยังเป็โทรศัพท์จากตู้โทรสาธารณะ แม้แต่เบอร์โทรเธอก็ยังไม่เคยให้ไว้เลย”
“พวกเราทุกคนเข้าใจดี เรารู้ว่าเธอกำลังทำเพื่อชาติ เธอได้รับเลือกจากกองทัพ พวกเราต่างก็ภูมิใจในตัวเธอ แต่...ถึงคุณจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน คุณก็ไม่ควรไม่สนครอบครัวตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น คุณจะทอดทิ้งพ่อกับแม่ตัวเองไม่ได้! ตอนพ่อฉันประสบอุบัติเหตุ ไหนล่ะเธอ? แล้วตอนที่พ่อฉันอยากจะเจอเธอเป็ครั้งสุดท้าย เธอไปอยู่ไหน?”
“ไม่ว่าสายงานของพวกคุณจะพิเศษมากแค่ไหนก็ตาม แต่ในขณะที่พี่สาวฉันมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ชาติน่ะ ช่วยให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวของตัวเองหน่อยได้ไหม! ั้แ่วินาทีที่ฉันต้องทนดูพ่อตายตาไม่หลับเป็ต้นมา บนโลกใบนี้ก็ไม่มีพี่สาวของฉันอีกต่อไปแล้ว!”
เซียวปิงถอนหายใจ แล้วพูดด้วยใบหน้าหม่นหมอง “เธอเกลียดเขา แต่เขาก็ตายไปแล้ว ไม่ว่าเื่อะไร ก็ควรจะจบไปได้แล้ว...”
ซูเสียวเสี่ยวสะดุ้งเฮือก สายตาที่เคยจ้องมองไปยังใบหน้าเซียวปิงก็ลดระดับมาเรื่อยๆ จนมาหยุดนิ่งที่อัฐิในมือเซียวปิง ใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็ซีดเผือด เธอต้องอ้าปากอยู่หลายครั้ง จึงจะสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ “นายหลอกฉัน...นายเป็ใครกันแน่...นายต้องกำลังหลอกฉันอยู่แน่ๆ...” เธอพูดเสียงสั่น
ทั้งที่อายุยังน้อย แต่กลับต้องมาแบกรับความเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
ทันใดนั้น เซียวปิงก็รู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมา เขาไม่น่าเข้ามาในเวลาเช่นนี้ ไม่ควรเลือกบอกความจริงกับพวกเขาในตอนนี้เลย แต่มาเสียใจเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว เซียวปิงมองไปยังซูเสียวเสี่ยว ก่อนจะพูดอย่างยากลำบาก “เมื่อห้าวันก่อน เธอได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจที่แอฟริกา...โชคไม่ดีที่เธอ...ก่อนตาย เธอวานให้ฉันเอาเถ้ากระดูกของเธอกลับมา พร้อมกับให้ที่อยู่ของพวกเธอกับฉันมา”
ซูเสียวเสี่ยวราวกับมีอะไรจุกอยู่ที่คอ น้ำตาที่สองข้างแก้มก็พลางไหลออกมาไม่หยุด ร่างผอมบางบัดนี้ราวกับแม่สิงโตที่กำลังโมโหร้าย เธอผลักไปที่เซียวปิงอย่างแรง ก่อนจะะโด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังสั่นคลอนในดวงิญญา น้ำเสียงที่เ็ปราวจะขาดใจ “ฉันไม่เชื่อ!”
“ฉันไม่เชื่อ!!”
“ฉันไม่เชื่อ!!!”
ซูเสียวเสี่ยวออกแรงผลักไปที่เซียวปิงครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่กล้าแม้แต่จะต้านทานแรงผลักนั้น ด้วยเกรงว่าอาจทำให้อีกฝ่ายาเ็ เขาจึงได้แต่ถอยหลังเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังแนบสนิทกับผนัง จนกระทั่งไร้ซึ่งหนทางที่จะถอยต่อไป เขาจึงหยุดลงในที่สุด
“นายมันสิบแปดมงกุฎ จะเกิดเื่แบบนั้นกับพี่สาวฉันได้ยังไงกัน!”
ซูเสียวเสี่ยวกำลังร้องไห้ ที่ตาของเซียวปิงเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดง เขาก้มหน้าลง ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก จดหมายที่ซูเพ่ยหย่าเขียนไว้ก่อนตาย
ซูเสียวเสี่ยวรีบดึงจดหมายนั้นออกไปเปิดอ่าน เพียงแวบเดียว ก่อนร่างทั้งร่างจะอ่อนฮวบ และถูกเซียวปิงอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน
ในจดหมาย ซูเพ่หย่าเขียนขอโทษคนในครอบครัว เธอไหว้วานให้ซูเสียวเสี่ยวดูแลพ่อกับแม่ให้ดี แม้จะแยกจากกันไปนานมากแล้ว แต่ซูเสียวเสี่ยวก็ยังดูออกั้แ่แวบแรก ว่านี่คือลายมือของพี่สาวจริงๆ
เซียวปิงกอดเธอแน่น จนสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นเทาน้อยๆ จากร่างอ่อน จนราวกับเขาสามารถรับรู้ได้ถึงหัวใจที่แหลกสลายของเธอ เซียวปิงรู้สึกแสบที่จมูกราวกับกำลังจะร้องไห้ “เสียวเสี่ยว เชื่อใจฉันนะ แม้ว่าพี่สาวเธอจะไม่อยู่แล้ว แต่ฉันจะเป็คนดูแลพวกเธอแทนเขาเอง ฉันจะทำมันแน่นอน!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ชัดถ้อยชัดคำ
กริ๊ง
โทรศัพท์ในห้องรับแขกดังไม่ขาดสาย ซูเสียวเสี่ยวที่เดิมยังนอนร้องไห้ในอ้อมแขนเซียวปิง ออกแรงดันเซียวปิงออกห่าง ก่อนจะเดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องรับแขก
เซียวปิงได้แต่ถอนหายใจ แล้วเดินตามเธอออกไปเช่นกัน
ปลายสายปรากฏเสียงร้อนรนของหญิงวัยกลางคนหนึ่ง “เสียวเสี่ยว รีบมาเร็วเข้า ร้านเราโดนคนพังเละไปหมด ตอนนี้โรคหัวใจแม่เธอก็กำลังกำเริบ ดูเหมือนใกล้จะไม่ไหวแล้ว...”
เ้าของเสียงในโทรศัพท์ ทำให้ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกราวเดินมาถึงทางตัน ไม่รู้ควรจะทำเช่นไรต่อไปดี หลายปีมานี้ความเป็อยู่ของทางบ้านเริ่มดีขึ้น คุณนายซูจึงเปิดกิจการร้านบะหมี่ขึ้นมา กิจการในร้านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้พวกเขาได้ย้ายไปเปิดร้านที่ข้างมหาวิทยาลัยแทนแล้ว
หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซูเสียวเสี่ยวก็กล่อมให้แม่หยุดกิจการ ด้วยเกรงว่าโรคหัวใจของแม่จะกลับมากำเริบอีก แต่แม่ก็ดันไม่ฟังเสียนี่ หากไม่ใช่เื่ฉุกเฉินจริงๆ ล่ะก็ คุณน้าที่ทำงานในร้านไม่มีวันโทรมาพูดแบบนั้นแน่นอน
ระหว่างซูเสียวเสี่ยวรับสายโทรศัพท์ เซียวปิงที่ยืนอยู่ข้างกันก็ได้ยินคำพูดเ่าั้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นซูเสียวเสี่ยวพุ่งออกจากบ้านด้วยความรีบร้อน จนขนาดประตูก็ยังไม่ทันจะได้ปิดเสียด้วยซ้ำ ด้วยความเป็ห่วงว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น เขาจึงรีบตามซูเสียวเสี่ยวออกไปด้วยอีกคน
เมื่อพุ่งออกจากซอยแล้ว ซูเสียวเสี่ยวก็โบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเอาไว้ เซียวปิงเองเดิมทีก็จะก้าวขึ้นไปด้วย แต่โดนซูเสียวเสี่ยวดันออกมาเสียก่อน เมื่อเป็เช่นนั้น เขาจึงจำต้องโบกเรียกรถอีกคันอย่างช่วยไม่ได้ “ตามรถคันข้างหน้าไป ตามติดอย่าให้พลาดเด็ดขาด” เขาบอกกับคนขับ
“ได้เลย...ว่าแต่ ทะเลาะกับเมียมาสิท่า”
ด้วยความที่กำลังอารมณ์เสีย เซียวปิงจึงมองเขม็งกลับไปยังคนขับแทนคำตอบ คนโดนมองได้แต่ขนลุกขนพองกับสายตานั้น ก่อนจะปิดปากสนิท แล้วบึ่งรถตามออกไปอย่างเงียบๆ
เพราะร้านเปิดใกล้กับมหาวิทยาลัย บวกกับวันนี้เป็วันหยุด ในร้านจึงมีลูกค้าเยอะเป็พิเศษ ตอนเซียวปิงเพิ่งมาหาที่บ้าน ซูเสียวเสี่ยวก็กำลังจะออกไปช่วยทำงานในร้านพอดี แต่มาตอนนี้ ร้านทั้งร้านกลับถูกพังเละเทะจนไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย ลูกค้าที่เคยนั่งอยู่เต็มร้านก็พากันหนีหายจนไม่เหลือเลยสักคน
เมื่อเซียวปิงมาถึงก็พบกับซูเสียวเสี่ยวที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เธอทั้งร้องไห้โฮและร้องะโไม่หยุดปาก “แม่แข็งใจเอาไว้ก่อนนะ อดทนอีกนิดนะแม่ อีกไม่นานรถพยาบาลก็ถึงแล้ว”
ผู้ที่นอนอยู่บนพื้นเป็ผู้หญิงอายุจวนห้าสิบคนหนึ่ง เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูธรรมดา ที่เอวเธอมีผ้ากันเปื้อนผูกติดอยู่ ใบหน้าเธอดูๆ แล้วก็คล้ายกับสองพี่น้องบ้านซูพอควร สีหน้าเธอขาวซีดดุจกระดาษ ลมหายใจเธอโรยริน ดูท่าเธอใกล้ไม่ไหวเต็มทีแล้ว
เซียวปิงคิดไม่ถึงว่าคุณนายซูจะอาการหนักมากถึงเพียงนี้ หากเขามาช้ากว่านี้ล่ะก็ คุณนายซูคงอดทนรอจนรถพยาบาลมาถึงไม่ไหวแน่ ความเคียดแค้นมากมายผุดขึ้นกลางใจเซียวปิง มันมากเสียจนเขาอยากจะฆ่าไอ้คนที่ทำให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย “ให้เป็หน้าที่ฉันเถอะ” เขาบอกกับซูเสียวเสี่ยว
ซูเสียวเสี่ยวมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “นาย...รักษาคนเป็เหรอ?”
“เคยเรียนวิธีการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินมาจากเพื่อนน่ะ คุณน้าดูท่าจะไม่ไหวแล้ว พวกเราจะมามัวอยู่เฉยแบบนี้ไม่ได้ ให้ฉันลองดูเถอะ”
ใครๆ ก็ดูออก ว่าขณะนี้คุณนายซูสูดลมหายใจเข้าไป น้อยกว่าลมที่พ่นออกมาเสียอีก ซูเสียวเสี่ยวไม่กล้าเสียเวลาลังเลอีกต่อไป รีบหยักหน้ารับคำนั้นทันที
“หลังโรคหัวใจกำเริบ คุณน้าได้กินยาแล้วหรือยัง?” เซียวปิงถาม
“ตอนที่พี่หลี่เพิ่งเริ่มเป็ฉันก็เอายาให้กินไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็แบบนี้อีก” หญิงอายุสี่สิบกว่าๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้น
เซียวปิงมองไปยังหญิงวัยกลางคนแวบหนึ่งด้วยความขอบคุณ หากไม่ใช่เพราะยานั่น ป่านนี้คุณนายซูก็คงจะไม่อยู่แล้ว แม้จะรู้สึกขอบคุณ แต่เขาก็ไม่มีเวลามาพูดพร่ำมากมายแล้ว “ฉันจะบอกขั้นตอนคร่าวๆ ให้ ก่อนอื่นแกะกระดุมเสื้อคุณน้าออกก่อน ผ้ากันเปื้อนก็ด้วย”
ขณะที่เซียวปิงพูด ซูเสียวเสี่ยวก็ทำตามไปด้วย
“เอามือซ้ายแนบลงไป ให้ปลายนิ้วกลางตรงกับหว่างกลางระหว่างกระดูกไหปลาร้าใต้คอคุณน้า ฝ่ามือแนบไประหว่างอก มือขวาทับมือซ้าย ให้ฝ่ามือซ้อนกัน จากนั้นก็ประสานนิ้ว ยกฝ่ามือให้พองขึ้น ใช่ ถูกแล้ว...กดลงไปเบาๆ...แล้วคลายออกนิดหน่อย...ดี แบบนั้นแหละ ใช้แรงกดประมาณนี้ แต่เร็วขึ้นอีกหน่อย พยายามทำให้ได้ประมาณหนึ่งร้อยครั้งต่อนาที...”
ขณะที่ทุกคนกำลังร้อนรน เซียวปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ฟังดูนิ่งสงบ และความมั่นใจเช่นนี้ก็ส่งผลต่อไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย จนในที่สุด มือที่เคยสั่นเทาของซูเสียวเสี่ยวก็หยุดนิ่งลง
