ซูเหลียนหรูพูด “ดูเ้าสิใขนาดนี้เชียวหรือ เื่ของเจี่ยนซืออิน จัดการเสร็จหรือยัง?”
กงเยี่ยนชิวมีน้ำตาอาบท่วมใบหน้า นางกัดริมฝีปาก พลางพยักหน้าหนักๆ
ซูเหลียนหรูหัวเราะอย่างพึงพอใจ “ต้องได้อย่างนี้สิ คนเราต้องรู้จักโอนอ่อนไปตามสถานการณ์ เ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ เยี่ยนชิวั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเราสองคนก็คือเพื่อนแท้ที่รักกันเหมือนพี่น้อง”นางขยับเข้ามาใกล้พลางพูดต่อ “ข้ารู้ว่าเ้ามีใจให้พี่สี่ของข้ามาโดยตลอดวางใจเถอะ หากมีโอกาส ข้าจะช่วยเ้าอย่างแน่นอน พี่สี่ไม่ใช่คนเสเพลจนถึงตอนนี้ก็ยังมีพระชายาสี่เป็ผู้หญิงแค่คนเดียวเท่านั้นแต่องค์ชายที่ไหนจะรักเดียวไปตลอดชีวิต โดยไม่รับอนุเข้ามาบ้าง แม้แต่พี่รองของข้าก็ยังมีทั้งสนมและอนุอยู่มากมายในอนาคต ไม่แน่ เ้าอาจได้เป็พระชายารองขององค์ชายสี่ก็ได้”
เื่ที่นางมีใจให้องค์ชายสี่ เจี่ยนซืออินดูออกซูเหลียนหรูก็ดูออกเช่นกัน แม้นางจะเป็หลานสาวของฮองเฮาแห่งแคว้นจิ้นแต่สำหรับเื่นี้ แม้แต่ฮองเฮาก็ช่วยนางได้ไม่มาก พระสนมเสียนเป็สนมที่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าาหากพระสนมเสียนไม่ยอมเปิดทางให้ ไม่ว่าใครก็แต่งงานกับองค์ชายสี่ไม่ได้ง่ายๆ แน่ลูกสะใภ้ที่พระสนมเสียนยอมรับ ก็คงจะมีเพียงคนอย่างเฟิ่งสือหนิงที่มีจวนท่านโหวหรงกั๋วที่ทรงอำนาจเป็ที่พึ่งพิงเท่านั้นหากซูเหลียนหรูช่วยนางได้ละก็... กงเยี่ยนชิวเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วย่อตัวทำความเคารพซูเหลียนหรู “เยี่ยนชิวขอบพระทัยองค์หญิง”
ซูเหลียนหรูตบบ่ากงเยี่ยนชิวเบาๆ “คิดได้ก็ดีแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่เื่สุดท้ายที่เ้าต้องไปทำให้เสร็จ”
กงเยี่ยนชิวพูด “องค์หญิง โปรดรับสั่งมาได้เลย”
“ไปที่จวนท่านโหวอันกั๋ว แล้วบอกข่าวของเจี่ยนซืออินให้หลิวอวิ๋นชูรู้”
คืนนี้ไม่อาจผ่านพ้นไปได้อย่างสงบสุข...
ตอนที่กงเยี่ยนชิวไปขอพบหลิวอวิ๋นชูที่จวนท่านโหวอันกั๋ว นางมีท่าทางคล้ายแทบจะยืนไม่ไหวแล้วความเ็ปรวดร้าวบนใบหน้าของนางดูไม่เหมือนการเสแสร้งแกล้งทำแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจต่อสิ่งที่ทำกับเจี่ยนซืออินน่าเสียดายที่หลิวอวิ๋นชูดูไม่ออก กงเยี่ยนชิวดึงชายเสื้อของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้นางร้องไห้สะอึกสะอื้น “หลิวอวิ๋นชู เ้าต้องช่วยซืออินนะ...เมื่อครู่ข้าเดินผ่านมา เห็นว่า... เห็นนางถูกอันธพาลหลายคนลากเข้าไปในตรอกเปลี่ยว...ข้าไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น แต่เ้าต้องไปช่วยนางนะ!”
หลิวอวิ๋นชูได้ยินดังนั้นก็สติหลุดลอยออกไปชั่วขณะแต่เมื่อคิดถึงเื่ที่พวกนางช่วยกันหลอกลวงและกลั่นแกล้งตน เขาก็ฝืนใจหยุดเท้าที่เตรียมจะวิ่งออกไปเอาไว้ “กงเยี่ยนชิว เ้าคงไม่ได้คิดจะหลอกปั่นหัวข้าอีกครั้งหรอกใช่ไหม?มีแผนอะไรรอให้ข้าไปติดกับอีกล่ะ หือ?”
กงเยี่ยนชิวส่ายหน้าแรงๆ “ข้าไม่ได้หลอกเ้า ไม่ได้หลอกเ้าจริงๆ! เื่นี้เกี่ยวข้องไปถึงชีวิตและความปลอดภัยของซืออินข้าจะเอาเื่แบบนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร!”
วินาทีต่อมาหลิวอวิ๋นชูก็รีบถามถึงจุดเกิดเหตุแล้ววิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิตทันที ในตอนนั้น เขาไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นหวังเพียงอย่าให้เกิดเื่อะไรขึ้นกับเจี่ยนซืออินเลยเขากับเจี่ยนซืออินเติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ต่อให้เขาจะไม่ชอบนางและไม่ชอบที่นางมักจะพัวพันอยู่กับซูเหลียนหรู แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนางจริงๆไม่ว่าจะเป็เื่อะไรหรือเวลาไหน หลิวอวิ๋นชูก็พร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องนางเสมอเป็เหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและปกป้องน้องสาวของตัวเองทุกเมื่อ
หลิวอวิ๋นชูมีเหงื่อโชกร่าง เขาวิ่งไปหยุดอยู่หน้าตรอกเปลี่ยว ก่อนจะหอบหายใจแล้วโค้งตัวลง ใช้มือยันหัวเข่าทั้งสองข้างเอาไว้ เขาเหนื่อยจนยืดตัวตรงไม่ไหวแล้วตรอกเบื้องหน้ามีเพียงความเงียบสงัด เขาได้ยินแค่เสียงหอบหายใจของตัวเองขณะที่เม็ดเหงื่อจำนวนมากก็ไหลลงมาจากหน้าผากและไหลลงไปจากใบหน้าของเขาอย่างต่อเนื่อง
ลำคอของหลิวอวิ๋นชูแห้งผาก เขาส่งเสียงเรียกขึ้น “เจี่ยนซืออิน... ซืออินเ้าอยู่ในนั้นหรือไม่...”
ตรอกเปลี่ยวไร้เสียงตอบกลับ
หลิวอวิ๋นชูไม่มีเวลามาคิดอะไรมากมาย เขาที่เคยกลัวความมืดบัดนี้กลับพุ่งเข้าไปในตรอกเปลี่ยวอย่างไร้ซึ่งความลังเล ทว่ากลิ่นคาวอ่อนๆที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสลัว เขายืนอยู่ในตรอกลึกและหอบหายใจอย่างหนักร่างกายหยุดชะงักราวกับต้องมนตร์ ไม่อาจขยับไปข้างหน้าได้อีกแม้แต่ก้าวเดียวเขามองเห็นได้อย่างเลือนรางว่าที่สุดถนน ร่างของสตรีคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าผลสุดท้ายจะเป็เช่นนี้เืร้อนแล่นขึ้นไปสู่สมอง มันทำให้เขาสติขาดผึง หลิวอวิ๋นชูวิ่งโซซัดโซเซไปข้างหน้าพลางร้องะโเสียงดัง“เจี่ยนซืออิน... เจี่ยนซืออิน!”
ทันทีที่นิ้วสั่นเทาััโดนิัของเจี่ยนซืออินเขาก็รับรู้ได้ถึงความเย็นสะท้านที่บาดลึกไปจนถึงกระดูกดำราวกับสิ่งที่อยู่ปลายนิ้วไม่ใช่ผิวมนุษย์ แต่เป็หิมะสีขาวที่หนาวสะท้านเช่นนั้นหลิวอวิ๋นชูไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป เขามองไปรอบๆ อย่างร้อนรนก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นขึ้นมาจากพื้นดินแล้วใช้มันห่อหุ้มร่างกายของเจี่ยนซืออินเอาไว้ เขาโอบกอดนางพลางพึมพำออกมาเบาๆไม่รู้เช่นกันว่ากำลังปลอบใจเจี่ยนซืออินหรือปลอบใจตัวเองกันแน่ “ไม่เป็ไร...เ้าต้องไม่เป็ไรแน่ ข้าไม่มีวันปล่อยให้เ้าเป็อะไรไปแน่... ซืออิน... ซืออินแข็งใจไว้...” ขณะกำลังพูดปลอบ น้ำตาก็ร่วงหยดลงบนลำคอของเจี่ยนซืออินไม่หยุด
ร่างของเจี่ยนซืออินสั่นสะท้านเบาๆก่อนนางจะฟื้นขึ้นมาจากความฝันที่เป็ดั่งขุมนรกอย่างช้าๆ นางเริ่มดิ้นขัดขืนตามสัญชาตญาณแม้การขัดขืนของนางจะอ่อนแอจนแทบไม่มีผลต่อหลิวอวิ๋นชูเลยก็ตามเสียงของนางแหบแห้งไม่ต่างไปจากเสียงของคนแก่อายุเจ็ดหรือแปดสิบปี “ปล่อยข้า...อย่าแตะต้องตัวข้า... ได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ...”
หลิวอวิ๋นชูถอดเสื้อคลุมของตนออกมาแล้วใช้มันคลุมร่างของเจี่ยนซืออินเอาไว้อย่างมิดชิด นอกจากจะไม่ยอมปล่อยนางไปแล้วกลับยังกอดนางแน่นขึ้นเสียอีก “ไม่เป็ไร... ข้าคือพี่อวิ๋นชูซืออินไม่ต้องกลัวแล้ว...”
“เ้าไม่ใช่ ไม่ใช่...” เจี่ยนซืออินอ้าปากขึ้น ลมหายใจของนางรวยรินน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวังคล้ายตกลงไปในเหวลึกที่มืดจนไร้แสงตะวัน“พี่อวิ๋นชูไม่มาช่วยข้าหรอก... ข้าเรียกเขาตั้งนาน แต่เขาก็ไม่ได้ยินข้าเ้าไม่ใช่พี่อวิ๋นชูของข้า...”
“ซืออิน ข้าขอโทษ...” หลิวอวิ๋นชูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลั้นเสียงร้องไห้ของตนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ตอนแรกที่ได้ยินกงเยี่ยนชิวพูดดังนั้น เขาไม่เชื่อเลยสักนิดแถมยังสงสัยว่าทั้งหมดเป็เพียงกับดักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอให้เขามาติดกับเท่านั้น...เพราะเขามาช้าเกินไป เจี่ยนซืออินถึงถูกทำร้ายเช่นนี้เป็ความผิดของเขาเองที่มาช้าเกินไป!
หลิวอวิ๋นชูคุกเข่าอยู่บนพื้น เขาค่อยๆยืดตัวลุกขึ้นโดยกอดเจี่ยนซืออินเอาไว้แนบอก เขารู้สึกสิ้นหวังและหมดเรี่ยวแรงสิ้นหวังกว่าตอนที่ถูกคนร้ายจับขึ้นไปบนเรือบรรทุกเสียอีก “พี่อวิ๋นชูมาช้าเกินไปพี่อวิ๋นชูผิดเอง! พี่อวิ๋นชูจะพาเ้ากลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยเ้าไม่ต้องกลัวแล้ว...”
ใครกันหนอที่เืเย็นอำมหิต ทำกับนางได้ถึงเพียงนี้!
เจี่ยนซืออินสติพร่ามัว นางค่อยๆ ยกมือขึ้นมาลูบจับใบหน้าของหลิวอวิ๋นชูอย่างช้าๆและในตอนนั้นเอง ในที่สุดนางก็จำคนตรงหน้าได้อีกครั้งน้ำตาหยดใสจึงไหลออกมาจากหางตาทั้งสองข้างอย่างแ่เบา นางบอก “พี่อวิ๋นชูข้าเจ็บเหลือเกิน...”
ต่อจากนั้น เจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูก็ขาดเรียนเป็เวลาหลายวันติดต่อกันไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ แต่จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็รู้สึกว่าเมื่อขาดหลิวอวิ๋นชูจอมโวยวายไปวิทยาลัยหลวงแห่งนี้ก็เงียบเหงาเหลือเกิน
คนบางกลุ่มลือกันว่า เจี่ยนซืออินล้มป่วยลงอย่างกะทันหันบิดาของหลิวอวิ๋นชูจึงบังคับให้เขาไปดูแลเจี่ยนซืออินที่จวน
ตอนเลิกเรียน ซูเหลียนหรูพร้อมกับกงเยี่ยนชิวบอกว่าจะไปเยี่ยมเจี่ยนซืออินทั้งสองมีท่าทีหยิ่งผยองเป็อย่างมาก ในตอนที่เดินผ่านโต๊ะของเฟิ่งสือจิ่น จู่ๆพวกนางก็หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน แล้วหันมามองเฟิ่งสือจิ่นด้วยรอยยิ้ม“เป็อย่างที่คิดจริงๆ ด้วย พอหลิวอวิ๋นชูไม่อยู่ เ้าก็สงบเสงี่ยมขึ้นเยอะเลยสินะ”
เฟิ่งสือจิ่นขมวดคิ้วมุ่น นางไม่ได้สนใจคำพูดของคนทั้งสองแต่หัวใจกลับกระวนกระวายขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลนางรู้สึกว่าเื่นี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่แน่
