ในคฤหาสน์ของเย่ฝาน
“คุณชายเย่กำลังเขียนการ์ดเชิญอยู่หรือ?” สวีหยวนชิงถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วครับ แต่ว่าผมไม่รู้จักใครที่ไหนเลย? นี่ก็เขียนเชิญได้แค่สองคนนี่แหละ”
“วันนี้ที่ฉันมา เพราะอยากจะปรึกษาเื่โอสถวิเศษ โอสถวิเศษนี้เธอสามารถขายให้ฉันสักจำนวนหนึ่งได้ไหม” สวีหยวนชิงถาม
มู่เหลียนผิงขอร้องให้สวีหยวนชิงคุยกับเย่ฝานเื่ยาประสานเส้นลมปราณ แต่สวีหยวนชิงกลับกระตือรือร้นที่จะถามเย่ฝานเื่ยาโอสถวิเศษแทน! หากเปรียบเทียบกับคนบ้านตระกูลมู่ที่ไม่สนิทสนม อย่างไรสวีหยวนชิงย่อมต้องใส่ใจหลานชายของตนมากกว่าอยู่แล้ว
สวีหยวนชิงรู้สึกว่ามู่เหลียนผิงเป็คนซื่อตรงเกินไป ครั้งก่อนเย่ฝานมอบโอสถวิเศษให้กับเขา เขากลับนำไปมอบให้ผู้นำตระกูลทั้งหมด นั่นมันของดีแท้ๆ!
คนตระกูลมู่มีมากขนาดนี้ หลานชายของตนอยู่ในตระกูลมู่ฝีมือไม่โดดเด่นนัก ถึงแม้ว่าผู้นำบ้านตระกูลมู่จะยอมใช้ผลอัคคีวิเศษแลกกับยาโอสถวิเศษของเย่ฝาน แต่ถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าหลานชายของตนจะได้ประโยชน์จากเื่นี้หรือไม่ ก็ไม่มีใครบอกได้
เย่ฝานมองสวีหยวนชิงแล้วหัวเราะร่า “คุณถามเื่นี้เพราะมู่เหลียนผิงใช่ไหม?”
สวีหยวนชิงพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่”
ถึงแม้มู่เหลียนผิงจะไม่ได้พูด แต่สวีหยวนชิงก็รู้ดีว่าหลานชายขุ่นเคืองอยู่ในใจไม่น้อย เขาอยากเผชิญหน้ากับหยางเหลิงเสวี่ยอีกครั้งเพื่อกู้หน้ากลับมา แต่ด้วยศักยภาพของหลานชาย ในสถานการณ์ปกติแบบนี้ก็คงเป็ไปได้ยาก
ถึงแม้สวีหยวนชิงจะแค้นหยางเหลิงเสวี่ยเข้ากระดูก แต่เขาเองก็ยอมรับในความสามารถของหยางเหลิงเสวี่ย
ความจริงโอสถที่ให้เขากินมันเป็เื่รองลงมา ทางที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนเคล็ดวิชาเล่มใหม่
สวีหยวนชิงถามอย่างไม่เข้าใจ “เปลี่ยนเคล็ดวิชา?”
สวีหยวนชิงคิดในใจ เย่ฝานพูดจาเหมือนเป็เื่ง่าย วิทยายุทธ์โบราณมีการสืบทอดจนมาถึงทุกวันนี้ มีเคล็ดวิชาของวิทยายุทธ์โบราณมากมายที่ตกหล่นสูญหาย เคล็ดวิชาที่ตกทอดกันมามีหลายส่วนที่ไม่สมบูรณ์ จะหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับการฝึกฝนนั้นไม่ง่ายเลย
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่”
“เคล็ดวิชาวิทยายุทธ์ของบ้านตระกูลมู่มีอะไรไม่ดีหรือ?” สวีหยวนชิงถาม
เย่ฝานหยักไหล่แล้วพูดว่า “เคล็ดวิชาวิทยายุทธ์ของบ้านตระกูลมู่ถือว่าไม่เลว แต่ไม่เหมาะสมกับเขา ผมพูดอย่างนี้ก็ได้ เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมันขัดกับร่างกายของเขา แรกเริ่มอาจเห็นไม่ชัด แต่พอเวลาผ่านไป จะทำให้เกิดความลำบากในการทะลวงขั้นวิทยายุทธ์ ถ้าผมเดาไม่ผิด พลังของเขาน่าจะหยุดอยู่กับที่มาหลายปีแล้ว”
เดิมทีเย่ฝานนึกว่ามู่เหลียนผิงไม่มีรากิญญา ภายหลังจึงพบว่ามู่เหลียนผิงไม่ใช่ว่าไม่มีรากิญญา แต่เขามีรากิญญาน้ำแข็ง ผู้ฝึกตนที่มีรากิญญาน้ำแข็งแต่ฝึกวิทยายุทธ์ธาตุไฟ เป็เื่ไม่ง่ายเลยที่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับของมู่เหลียนผิง
สวีหยวนชิงถลึงตาทันควัน ตอนที่มู่เหลียนผิงฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่างหนักั้แ่เด็ก ความรวดเร็วในการฝึกฝนไม่แตกต่างจากคนรุ่นเดียวกัน แต่พอนานวันเข้ากลับไม่ได้เป็อย่างนั้น เดิมทีสวีหยวนชิงคิดว่าร่างกายของมู่เหลียนผิงไม่แข็งแกร่งพอ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเย่ฝาน ทำให้เขาได้ฉุกคิดขึ้นมา
“แต่ว่า เคล็ดวิชาใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ!” สวีหยวนชิงกล่าว
“เคล็ดวิชางั้นเหรอ! ผมมีอยู่หนึ่งเล่ม แต่ไม่รู้ว่าคุณจะจ่ายไหวไหม” เย่ฝานหยิบตำราโบราณออกมาเล่มหนึ่ง ตำราโบราณในมือของเย่ฝานเป็เคล็ดวิชาวิทยายุทธ์โบราณธรรมดาๆ ที่เขาเขียนจากความทรงจำ หลังจากที่เขียนเสร็จ ก็ไปจ้างคนทำให้ตำราดูเก่าแก่ลง
สวีหยวนชิงมองเย่ฝานแล้วถามด้วยความสงสัย “เธอแน่ใจใช่ไหมว่าเคล็ดวิชานี้เหมาะกับหลานชายฉัน?”
“คุณนี่ยังไงกัน หรือยังกังวลว่าผมจะหลอกคุณ?” คุณเคยช่วยชีวิตอวิ๋นซีเอาไว้! ถึงผมจะหลอกลวงใคร ผมก็ไม่หลอกคุณหรอกน่า! เย่ฝานกล่าว
สวีหยวนชิง “…”
“ของชิ้นนี้เธอคิดเงินเท่าไร?” สวีหยวนชิงถาม
เย่ฝานพูดโดยไม่ต้องคิด “หนึ่งพันล้านหยวน!”
สวีหยวนชิงตาเบิกกว้างก่อนกล่าว “หนึ่งพันล้านหยวน!” เย่ฝาน เ้าหมอนี่คิดจะปล้นกันหรือยังไง?
“ฉันไม่มีเงินในมือขนาดนั้นหรอก!” สวีหยวนชิงเป็คนที่มีหัวการค้าคนหนึ่ง เมื่อยี่สิบปีที่แล้วเขาได้กว้านซื้อบ้านและที่ดินไว้จำนวนมาก ดังนั้นในมือของสวีหยวนชิงจึงมีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากพอ แต่ว่าทรัพย์สินที่เป็อสังหาริมทรัพย์ของเขามีอยู่ไม่น้อยทีเดียว แต่มูลค่ารวมกันทั้งหมดน่าจะอยู่ที่สามถึงสี่ร้อยล้านเท่านั้น
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “เื่นี้ผมเดาไว้ั้แ่แรกแล้ว”
เย่ฝานฉีกตำราโบราณเป็สองส่วน สวีหยวนชิงเกือบจะเป็ลมเมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า “อย่าทำอย่างนั้น! คุณชายเย่มีอะไรค่อยพูดค่อยจาก็ได้”
เย่ฝานมองเห็นสวีหยวนชิงทำสีหน้าเหมือนใจจะสลาย เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “นักพรตสวี คุณจะตื่นเต้นไปทำไม?”
สวีหยวนชิง “…”
เย่ฝานชี้ตำราส่วนที่บางกว่าแล้วพูด “นี้เป็ส่วนที่หนึ่ง ราคาสามสิบล้านบาท คุณสามารถเอากลับไปลองฝึกดูก่อนว่าได้ผลไหม ส่วนที่เหลือ รอให้คุณมีเงินครบก่อนแล้วค่อยว่ากัน แน่นอนว่าหากคุณคิดว่ามันไม่ได้ผล ไม่ต้องซื้อก็ได้ แค่เอาของมาคืนให้ผมซะก็จบ ผมเป็พ่อค้าที่มีจรรยาบรรณ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญใครให้ซื้อของหรอก”
สวีหยวนชิง “…” เย่ฝานทำให้เขาใจหายจริงๆ เขาคิดว่าเย่ฝานจะทำลายตำราโบราณเล่มนั้นทิ้งเสียอีก เพียงแต่เ้าหมอนี่ อย่าบุ่มบ่ามขนาดนี้จะได้ไหม! ตำราวิทยายุทธ์โบราณเป็ของล้ำค่า! แต่เย่ฝานกลับกล้าฉีกมันโดยพลการอย่างนั้น!
“คุณชายเย่ ของล้ำค่าขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทำอย่างนั้นล่ะ?” สวีหยวนชิงพูดพลางย่นคิ้ว
เย่ฝานหัวเราะ แล้วพูดว่า “ก็ไม่ได้ล้ำค่าขนาดนั้นหรอก! ราคาเพียงหนึ่งพันล้านหยวนเท่านั้นเอง”
สวีหยวนชิง “…”
…….............................................................................
สวีหยวนชิงถือตำราหนึ่งส่วนไว้ในมือ แล้วกลับไปถึงบ้านตระกูลไป๋ด้วยท่าทางน่าสงสัย
“คุณตาครับ เื่นั้นเป็ยังไงบ้างครับ?” มู่เหลียนผิงถาม
“เื่นั้น? เื่อะไร!” สวีหยวนชิงถามอย่างไม่เข้าใจ
มู่เหลียนผิงพูดกลับไปด้วยความกังวล “คุณตา ก็เื่ยาไงครับ!”
“หลานพูดถึงยาประสานเส้นลมปราณเหรอ? ตาลืมเลย!” สวีหยวนชิงกล่าว
มู่เหลียนผิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ลืม? ทำไมถึงลืมได้ล่ะครับ?”
สวีหยวนชิงยิ้มด้วยความประหม่า “เย่ฝานเสนอขายอย่างอื่นให้ตา ตาจึงลืมเื่นั้นไปสนิทเลย”
“คุณชายเย่เสนอขายของให้คุณตา? ของอะไรครับ?”
“มันคือเคล็ดวิชา!” สวีหยวนชิงตอบ
“เคล็ดวิชา!” มู่เหลียนผิงพยักหน้าด้วยความไม่สนใจเท่าใดนัก
“เป็เคล็ดวิชาที่เหมาะกับหลานโดยเฉพาะ” สวีหยวนชิงเอ่ย
“คุณตาครับ เคล็ดวิชาของบ้านตระกูลมู่ก็ดีอยู่แล้วนี่ครับ” วิทยายุทธ์โบราณถูกสืบทอดมาถึงวันนี้ ที่สามารถถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์นั้นมีอยู่ไม่มาก เคล็ดวิชาของบ้านตระกูลมู่ถือเป็วิชาที่สูงส่ง ผู้มีอิทธิพลมากมายต่างอยาก
สวีหยวนชิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เย่ฝานเองก็บอกว่าเคล็ดวิชาของบ้านตระกูลมู่ก็ไม่ได้แย่ แต่เย่ฝานบอกว่า เคล็ดวิชาของบ้านตระกูลมู่ไม่เหมาะสมกับร่างกายของหลาน ดังนั้นระดับวรยุทธ์ของหลานจึงไม่ก้าวหน้าสักที หลานต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาฝึกฝน พละกำลังจึงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ดวงตาของมู่เหลียนผิงส่องแสงเป็ประกาย “มีเคล็ดวิชาแบบนั้นด้วยเหรอครับ?”
สวีหยวนชิงหยิบตำราครึ่งเล่มออกมา แล้วพูดว่า “นี้เป็ส่วนหนึ่งของเคล็ดวิชา หลานลองเอาไปฝึกฝนดู ตำราส่วนที่เหลืออยู่ที่เย่ฝาน หากหลานรู้สึกว่าเคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผล ตาจะหาวิธีซื้อส่วนที่เหลือมาให้หลานเอง”
เมื่อมู่เหลียนผิงได้ยินเช่นนั้น ก็รีบรับตำราเอาไว้
……...................................................................................
ณ บ้านตระกูลอู่
ถังหนิงถือบัตรเชิญไว้ในมือ มองไปที่อู่ซือหานแล้วพูดว่า “คุณคิดว่าเื่งานหมั้นของไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานจะเป็เื่ล้อเล่นหรือเปล่าคะ!”
อู่ซือหานหัวเราะ “เธอวางใจเถอะ! ไม่ใช่เื่ล้อเล่นหรอก”
ถังหนิงถอนหายใจเฮือก แล้วพูดว่า “ไม่ใช่เื่ล้อเล่นก็ดีค่ะ คุณรู้ไหมเจียงไห่หลิน จูจ้งชิว เฉียนอวี้ ซ่งป๋อฮุยต่างได้รับบัตรเชิญกันหมดแล้ว ถ้าเป็เื่ล้อเล่นละก็ นับว่าทำเกินไปแล้ว” สี่คุณชายแห่งเมืองชางล้วนมาจากสี่ตระกูลใหญ่ที่เกิดขึ้นใหม่ในเมืองชาง หากเย่ฝานบอกว่าจะจัดงานหมั้นแล้ว จู่ๆ มายกเลิก เื่นี้คงจะกลายเป็ข่าวที่คนในเมืองพากันนินทาอย่างสนุกปากไปอีกนานเลย
“ฉันไปพบผู้าุโโจวมา เขาเองก็ได้รับบัตรเชิญเหมือนกัน แต่ว่าบัตรเชิญที่เขาได้รับส่งมาจากบ้านตระกูลไป๋ บ้านตระกูลไป๋คงจะไม่ล้อเล่นหรอกนะ” อู่ซือหานกล่าว
ถังหนิงพูดด้วยความสงสัย “ไม่นึกว่าคนบ้านตระกูลไป๋จะเห็นด้วยกับเื่นี้”
ตอนที่เย่ฝานเริ่มตามจีบไป๋อวิ๋นซี ถังหนิงรู้สึกว่าเขาคงจะแค่พูดเล่น ถึงแม้เื่ราวจะดำเนินมาถึงตอนนี้แล้ว ถังหนิงก็ยังรู้สึกว่าเื่นี้ไม่น่าจะเป็ไปได้
“แม่ครับ เื่นี้ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย คุณชายสามตระกูลไป๋ชอบคุณอาเล็กมากนะครับ! คุณอาเท่ขนาดนั้น เป็ใครก็ต้องชอบเขา” อู่หาวเฉียงถือนมสดหนึ่งแก้วไว้ในมือ รอบๆ ปากปรากฏคราบนมสด
ถังหนิงมองอู่หาวเฉียงอย่างไม่พอใจ “ไปๆๆ ลูกนี่ยุ่งทุกเื่เลยนะ”
“เ้าน้องชายคนนี้เหมือนจะไม่ได้ส่งบัตรเชิญไปให้คนบ้านตระกูลเย่เลย!” อู่ซือหานกล่าว
ถังหนิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “งั้นเหรอ? ทำแบบนี้จะดีเหรอคะ?”
อู่ซือหานส่ายหน้า “แล้วแต่เขาพอใจละกัน”
“ตาแก่บ้านตระกูลเย่คงโมโหจนกระอักเืแล้วล่ะ” ถังหนิงกล่าว
ความจริงในใจของอู่ซือหานก็รู้สึกสะใจกับเื่นี้ไม่น้อย “ตาแก่บ้านตระกูลเย่หวังให้บ้านตระกูลเย่เจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียง มีตาแต่หามีแววไม่ ปล่อยให้เย่ฝานหลุดมือไป ทำให้โอกาสที่จะทำให้ตระกูลก้าวหน้ากลับเสียไปโดยเปล่าประโยชน์”
เลี่ยวถิงถิงหันมาสนใจเย่จื้อเจ๋อ ทำให้ตาแก่เย่มองเย่จื้อเจ๋อในทางที่ดีขึ้น แล้วตอนนี้เป็ยังไง? เลี่ยวถิงถิงยังเทียบไม่ได้กับหนึ่งนิ้วของไป๋อวิ๋นซีเลย
บ้านตระกูลอู่เจริญก้าวหน้าไปได้ดี ความยิ่งใหญ่เกือบจะเทียบเท่ากับอีกสามตระกูลใหญ่ คนบ้านตระกูลเย่คงอิจฉาตาร้อนจนจะขาดใจตายแล้ว
……..............................................................................
ทุกอย่างเป็ไปตามที่อู่ซือหานคาดหมาย บ้านตระกูลเย่ถึงคราววิกฤติแล้ว
“พี่ชาย เื่การแต่งงานระหว่างเย่ฝานกับไป๋อวิ๋นซี ตกลงเป็ความจริงหรือเปล่าคะ?”
“น่าจะเป็เื่จริง บัตรเชิญก็แจกแล้วนี่”
“หน้าไม่อาย แต่งงานกับผู้ชายยังมีหน้าป่าวประกาศซะใหญ่โต โรคจิตจริงๆ ไป๋อวิ๋นซีนี่มองคนยังไงนะ!” เย่อิ้งหลันพูดด้วยความไม่พอใจ
เย่จื้อเจ๋อกำหมัดแน่น ในใจเต็มไปด้วยความโกรธแค้น คุณชายสามตระกูลไป๋ เป็บุคคลที่คนบ้านตระกูลเย่ไม่แม้แต่คิดจะอาจเอื้อม แต่เขากลับตกลงปลงใจแต่งงานกับพี่ชายห่วยๆ ของเขา
ตอนนี้คุณปู่วันๆ เอาแต่คิดหาวิธีคืนความสัมพันธ์กับเย่ฝาน แต่กับพวกเขาสองพี่น้อง คุณปู่กลับมองเหมือนเป็ศัตรูอย่างนั้นแหละ
“ไป๋อวิ๋นซีเ้าหมอนั่น ไม่รู้ว่าเห็นอะไรในตัวเย่ฝาน คุณชายตระกูลร่ำรวยขนาดนั้น แต่กลับดึงตนเองให้ต่ำลง”
เย่อิ้งหลันพยักหน้า แล้วพูดว่า “นั้นน่ะสิ สมองคงจะมีปัญหา!”
เย่ฝานเ้าหมอนี่ แม้กระทั่งเจียงไห่หลินยังเชิญไปร่วมงานหมั้น แต่กลับไม่เชิญคนตระกูลเย่ไปร่วมงาน เขาทำเกินไปจริงๆ
หวังเสี่ยวเฟยเดินไปมาด้านนอก ระยะนี้ในวงสังคมชั้นสูงล้วนพูดคุยเื่เย่ฝานมีชีวิตที่รุ่งโรจน์เพียงใดในตอนนี้ เวลาหวังเสี่ยวเฟยออกไปนอกบ้าน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกเยาะเย้ยจากพวกคุณหญิงคุณนาย หล่อนจึงเลือกที่จะอยู่ติดบ้านไม่ไปไหนดีกว่า
“คุณแม่คะ ทำไมคุณพ่อถึงยังไม่กลับมาคะ!” เย่อิ้งหลันถาม
หวังเสี่ยวเฟยพูดอย่างไม่พอใจ “สงสัยจะโดนคุณปู่เรียกไปตำหนิอีกนั่นแหละ” บัตรเชิญงานหมั้นของเย่ฝานส่งไปให้คนไม่น้อย
แต่บ้านตระกูลเย่กลับไม่ได้รับบัตรเชิญแม้แต่ใบเดียว เื่นี้กลายเป็ข่าวดังไปทั้งเมืองชาง คุณปู่บ้านตระกูลเย่ได้รับสายโทรศัพท์ที่โทรมาสอบถามเื่นี้มากมาย ทำให้เขาโมโหจนทุ่มเครื่องลายครามโบราณเสียหายไปหลายชิ้น
“่นี้พวกลูกก็อย่าเพิ่งโผล่หน้าไปหาคุณปู่จะดีกว่า” ตอนนี้ในสายตาของตาเฒ่าเย่มองเห็นแต่เย่ฝานคนเดียวเท่านั้น หากลูกๆ ของหล่อนเข้าไปหา ก็คงไม่ได้รับคำชมเชยอะไร
