เฉินเจวี๋ยไม่ได้เห็นตอนที่ฉินซีไปทดลองฟิตติ้งที่กองกระบี่เย้ยยุทธจักร แม้แต่ภาพถ่ายฟิตติ้ง เฉินเจวี๋ยก็เพิ่งได้เห็นจากที่รายการปล่อยออกมาตอนไปทำงานที่ต่างประเทศและเกิดเื่กับฉินซีแล้ว ฉินซีมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้คนตะลึงในความงามได้ เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าทุกคนก็น่าจะมีใจชอบในสิ่งสวยงามกันทั้งนั้น ดังนั้นหลังจากตำนานยุคฉินเปิดกล้องอย่างเป็ทางการ เฉินเจวี๋ยก็ตั้งตารอการฟิตติ้งของฉินซีเป็อย่างมาก
หลินซงกลัวว่าจะเผลอละเลยเฉินเจวี๋ยไป เมื่อฉินซีเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้ว เขาก็มานั่งคุยเป็เพื่อนเฉินเจวี๋ยอยู่ที่โซฟาด้านนอก พนักงานนำชามาเสิร์ฟให้ทั้งสอง ผู้กำกับเองก็อยากเข้ามาคุยกับเฉินเจวี๋ย แต่น่าเสียดายที่ในเวลาแบบนี้ เขาควรทำตัวให้เป็การเป็งานเสียหน่อย ดังนั้นก็เลยได้แต่ตั้งใจจดจ่ออยู่กับการฟิตติ้ง
ตอนที่ฉินซีเริ่มแสดง อิ๋งเจิ้งยังเป็เพียงองค์รัชทายาท ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องแต่งหน้าเพิ่มอายุขึ้นมา ช่างแต่งหน้าเพียงปรับแก้ทรงคิ้วและเพิ่มแสงเงาให้กับรูปหน้าของเขาเท่านั้น เพียงเท่านี้ตัวของเขาก็ดูสง่าขึ้นมามากแล้ว ความจริงแม้ฉินซีจะหน้าตางดงามสดใส แต่เพราะใบหน้าที่ก้าวผ่านเส้นกั้นของเพศนี้กลับทำให้เขายิ่งแสดงท่าทางกดดันผู้อื่นออกมาได้ง่าย
เมื่อเขาแต่งหน้าเสร็จแล้ว แม้แต่ช่างแต่งหน้าก็ยังต้องตะลึงงัน
เธอพลิกมือของตัวเองไปมาหลังจากพิจารณาผลงานตรงหน้า “พี่เกือบจะรู้สึกว่าตัวเองมีมือวิเศษแล้วนะเนี่ย...”
ฉินซีเอ่ยชมขึ้นมาอย่างไม่ตระหนี่ “แน่นอนครับ ทักษะการแต่งหน้าของพี่เสี่ยวเยี่ยนดีมากเลย”
พี่เสี่ยวเยี่ยนยิ้มตาหยีพร้อมตบลงที่บ่าของเขา “ช่างพูดช่างจาเกินไปแล้ว ปากหวานจริงๆ เลย ครั้งหน้าพี่ยังแต่งหน้าให้เธออีก จะต้องแต่งให้ดีกว่านี้แน่”
ฉินซียิ้มพร้อมกับลุกขึ้นมา พนักงานนำชุดแสดงที่ใช้ในการฟิตติ้งมาให้เขาทันที ในสมัยที่ยุคฉินเจริญรุ่งเรือง ฮ่องเต้จะสวมชุดเหมี่ยนฝูสีดำไม่เหมือนกับชุดสีแดงที่ตงฟางปู๋ป้ายชอบเลยสักนิด ตงฟางปู๋ป้ายเป็ที่งดงามประจักษ์ไปทั่ว แต่เมื่อฉินซีสวมชุดเหมี่ยนสีดำแล้ว มันก็ยิ่งทำให้เขาดูมีอำนาจในแบบของฮ่องเต้มากขึ้น ความสง่าที่ไม่เหมือนกันทั้งสองแบบนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบนตัวของฉินซีได้เป็อย่างดี
ผู้ที่ร่วมลงทุนถ่ายทำเื่ตำนานยุคฉินในครั้งนี้ นอกจากบริษัทภาพยนตร์โทรทัศน์เ้าหนึ่งแล้ว ก็มีเฉินเจวี๋ยเป็ผู้ออกเงิน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ร่ำรวยและเย่อหยิ่ง ดังนั้นเสื้อผ้าที่ใช้ในละครทั้งหมดต่างก็ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ชุดเหมี่ยนฝูสีดำที่ฉินซีสวมอยู่ถูกปักลวดลายด้วยด้ายเงินอย่างประณีต รายละเอียดที่ปลายแขนเสื้อยิ่งมองยิ่งงดงาม เรียกได้ว่าเป็งานปักที่หรูหราและเหมาะสมกับฐานะของอิ๋งเจิ้ง
แน่นอนว่าบางครั้งคนเราก็อาศัยเสื้อผ้า และเสื้อผ้าบางชุดก็อาศัยตัวคนเพื่อเฉิดฉาย
เมื่อฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้า ผูกผ้าที่เอวเสร็จเรียบร้อย ก็เปลี่ยนรองเท้า และสวมเหมี่ยนหลิว[1] ลงบนศีรษะ เส้นสายประดับหยกและมุกทั้ง 20 เส้นห้อยลงมาตรงหน้า ฉินซีมองผู้คนรอบข้างผ่านช่องว่างระหว่างเส้นสายที่ห้อยลงมา ทำให้เกิดความรู้สึกราวกับกำลังทอดสายตามองบรรดาสรรพสิ่งจริงๆ
“เรียบร้อยแล้วหรือยัง?” มีคนเข้ามาถามความคืบหน้า
พี่เสี่ยวเยี่ยนรีบพูดกลับไป “เสร็จแล้วๆ เดี๋ยวจะออกไปแล้ว”
เมื่อพูดจบ พี่เสี่ยวเยี่ยนก็หันกลับมามองฉินซีอีกครั้ง เธอพูดชมเล็กน้อยขณะจัดชายเสื้อผ้าของฉินซีไปด้วย “นี่มันเหมาะกับเธอเกินไปแล้ว! ตอนที่เธอยังไม่เข้ามาในกองถ่าย พวกพี่ยังคุยกันอยู่เลยว่าคนที่เหมาะกับชุดนี้จะมีสักกี่คนเชียว คงจะไม่ได้เชิญพวกเด็กน้อยที่ดังมาจากซีรีส์ไอดอลพวกนั้นมาหรอกใช่ไหม? เฮ้อ... ก่อนหน้านี้มีละครย้อนยุคถูกเด็กน้อยพวกนี้ทำลายจนเละเทะไปไม่น้อยเลยนะ ตัวละครที่งดงาม มีความสามารถมากมายก็ถูกแสดงออกมาอย่างไร้จิติญญาอีก!” เมื่อพี่เสี่ยวเยี่ยนวิจารณ์ออกมา เธอก็พูดอย่างไม่เกรงใจ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าจะพูดแบบนี้ได้เฉพาะตอนยามว่างในห้องแต่งตัวเท่านั้น
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้พูดเจาะจงว่าดาราคนนั้นเป็ใคร ทุกคนก็แค่ฟังๆ ไปก็พอ
“โอเค ออกไปได้แล้ว” ในตอนที่พี่เสี่ยวเยี่ยนถอนหายใจ เธอก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย เป็ความรู้สึกที่ราวกับได้สรรค์สร้างสิ่งที่สวยงามด้วยมือของตนเองเช่นนั้น
ฉินซียกเท้าขึ้นตั้งใจจะก้าวออกไป
พี่เสี่ยวเยี่ยนรีบร้อง “อ๋า” ออกมา ก่อนจะยกชายผ้าด้านหลังชุดของฉินซีขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ฉินซีนิ่งแข็งไป เขาไม่รู้ว่าชายชุดเหมี่ยนฝูยาวเกินไป เขาตัวเตี้ยเกินไป? หรือมันถูกออกแบบมาให้เป็แบบนี้กันแน่?
แม้จะรู้สึกอึดอัดและอับอายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อท่าทีที่ฉินซีแสดงออกมา เมื่อเขาเดินไปถึงทางเข้าโถงทางเดินแล้ว ฉินซีก็แสดงท่าทีบอกให้พี่เสี่ยวเยี่ยนปล่อยชายชุดออก พี่เสี่ยวเยี่ยนถอยไปอย่างเข้าใจ ฉินซีรู้จักใช้โอกาสในการแสดงตนเป็อย่างดี ตอนนี้เขาจึงไม่ได้ปกปิดข้อดีของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ั้แ่ที่เขาเดินเข้ามาในสายตาของทุกคน ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป คิ้วที่ถูกจัดแต่งอย่างตั้งใจโค้งเข้ากับขมับ ท่าทีเฉียบคมกดดันผู้คน เมื่อรวมเข้ากับใบหน้าที่เข้ากันได้ดี ก็ทำให้เขามีลักษณะเหมือนกับชายหนุ่มแคว้นฉินในสมัยโบราณ ในยุคาชิงเมือง ชายหนุ่มต้องมีรูปลักษณ์งดงามดั่งสตรีเพศ จึงจะได้รับการชื่นชมจากหญิงสาว และตอนนี้ฉินซีก็เข้ากับความชอบใน่ยุคาชิงเมืองเป็อย่างมาก
ใบหน้าของเขาไม่สามารถหารอยด่างพร้อยได้เลย
ตอนนี้สีหน้าของฉินซีเย็นเฉียบ มุมปากของเขาเม้มแน่น แสดงความน่าเกรงขามและความทะนงตนออกมา ในแววตาเผยประกายความทะเยอทะยาน ราวกับกำลังแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า เขาคือฉินฮ่องเต้ผู้ปกครองทุกสิ่งในใต้หล้า
แม้ว่าการแสดงออกมามากเกินไปแบบนี้จะไม่เหมาะสำหรับใช้ตอนถ่ายทำ แต่ก็ถือเป็การแสดงภาพลักษณ์ของฉินฮ่องเต้ได้อย่างเหมาะสม
ฉินซีใช้สายตาที่เยือกเย็นกวาดมองทุกคนในโถง ท่าทางดูเหมือนกับองค์รัชทายาทตัวจริงที่กำลังกวาดสายตาตรวจสอบเหล่าขุนนางและประชาชนไม่มีผิด คนที่ถูกสายตาของเขาจับจ้องพลันเกิดความรู้สึกอยากหลบหนีไป มีเพียงเฉินเจวี๋ยเท่านั้นที่สบตากับเขาอย่างสงบนิ่ง
กงเซ่าเป็ผู้ช่วยผู้กำกับ เขาไม่ได้มาเร็วอย่างเฝิงผิงเฉิงที่เป็ผู้กำกับตัวจริง ดังนั้นเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องโถง ก็บังเอิญเห็นฉินซียืนอยู่กลางห้องพอดี ท่าทางกวาดสายตามองผู้คนโดยไร้ซึ่งความกลัวของฉินซี ทำให้สายตาของเขาสับสนขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้เขามีอคติกับฉินซีอยู่ ความจริงก็ไม่ใช่แค่ฉินซี เขามีอคติกับบรรดานักแสดงมือใหม่ในวงการบันเทิงทุกคน เขาคิดว่าพวกเขาเ่าั้ทะนงตน เืร้อน ทักษะการแสดงแย่ อาศัยเพียงใบหน้า ความขบขัน การผลักดันของสื่อและการทำงานของทีมจัดการสาธารณะเท่านั้น จากนั้นก็ตั้งตนเป็ ‘ดาราดัง’ อีกทั้งก่อนหน้านี้เขายังออกอาการปฏิเสธในตัวของฉินซีขึ้นบนโต๊ะอาหารเพราะเฉินเจวี๋ย แม้จะเห็นว่าตอนที่ฉินซีแสดงพูดบทออกมาจะค่อนข้างดีมาก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกพอใจขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งวันนี้
ยามยุคฉิน ท่านเจี่ยกล่าวเอาไว้ว่า ‘ใบหน้านิ่งเฉยมองตรงไปด้านหน้า ไหล่ผายหลังตรง ประสานมือดั่งถือกลอง เท้าห่างสองฟุต เก็บความรู้สึกไว้ภายใน จัดการแต่งกายเรียบร้อย จัดแจงท่าทางแขนขา เรือนร่างไม่ไหวติง นั่นคือการยืนในทั่วไป ยืนค้อมตัวเล็กน้อยเพื่อการเคารพ ยืนโค้งตัวไปด้านหลังเพื่อความเกรงขาม ยืนโน้มตัวลงดั่งพู่ระย้าเพื่อแสดงความถ่อมตน ความหมายของมันก็คือ ตอนที่ยืนนั้นจะต้องตัวตรง มองตรง สองมือประสานซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ มืออยู่ระหว่าง่อกถึงท้องน้อย ปล่อยวางแขน ชุดเหมี่ยนฝูบนตัวจะปรากฏเส้นโค้งนุ่มนวลไปตามท่าทางนั้น’
และตอนที่ฉินซียืนอยู่ มันก็เข้ากับคำกล่าวนั้นพอดี ตรงกับพิธีการในตอนนั้น และแน่นอนว่ามันยิ่งทำให้ท่าทางของเขาเข้ากับบรรยากาศวัฒนธรรมในตอนนั้นมากขึ้นไปอีก
กงเซ่าใมาก เขาเพิ่งจะรู้สึกว่าฉินซีมีพลังที่ทำให้คนตื่นตะลึงในความงามบางอย่างอยู่
กงเซ่าถ่ายทำละครประวัติศาสตร์ตั้งตัวขึ้นมา แน่นอนว่าเขาต้องมีความรู้ทางด้านนี้อยู่บ้าง หนึ่งในเหตุผลที่เขามาถ่ายทำตำนานยุคฉิน ก็เป็เพราะจะได้ช่วยให้คำแนะนำแก่กองถ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดไปจากที่อ้างอิงจนสร้างเื่น่าขันขึ้นมา และถูกประณามหลังถ่ายทอดออกไป แต่ในเวลานั้น เขากลับรู้สึกว่าตัวเองหาข้อผิดพลาดจากตัวฉินซีได้ยากมากทีเดียว
กงเซ่ามองจากตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรอยู่นาน
เมื่อก่อนคนที่เข้ามาในวงการบันเทิงเร็วหน่อยก็จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจกับการถ่ายทำมาก หลังจากได้รับบทไปแล้ว พวกเขาก็จะไปเตรียมข้อมูลอื่นและทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครหลายๆ ครั้ง ทว่าตอนนี้คนหน้าใหม่ในวงการบันเทิงมีมากมาย พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือการทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร และไม่รู้ว่าการแสดงบทบาทตัวละครหนึ่งจะต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง พวกเขาไปงานเปิดตัว ถ่ายโฆษณา เดินสายรายการ ยุ่งวุ่นวายจนทำอะไรไม่ได้ แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปหาข้อมูล หรือเรียนรู้ด้วยตัวเอง? อย่างไรพวกเขาก็มีดีที่ใบหน้า แต่งหน้าเสียหน่อย พอยืนอยู่หน้ากล้องก็เท่ากับแสดงละครแล้ว
เมื่อฉินซีที่เป็คนหน้าใหม่อยู่ท่ามกลางพวกเขาก็สะดุดตามาก เขายังเป็คนที่ไม่มีผลงานตัวอย่างอะไร ตอนเปิดตัวมาครั้งแรกก็แสดงแค่เื่กระบี่เย้ยยุทธจักร ตอนที่กงเซ่ารู้ว่าเขาถ่ายเื่กระบี่เย้ยยุทธจักรมา ในใจก็เกิดความดูถูกขึ้น เพราะในสายตาของกงเซ่า มันก็เป็เพียงละครซีรีส์ไอดอลที่ใช้กำลังภายในมาปกปิด มันหลอกลวงได้แค่พวกเด็กสาวตัวน้อยเท่านั้นแหละ
แต่ความคิดทั้งหมดต่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในนาทีนี้
ความจริงไม่ต้องพูดถึงกงเซ่า แม้แต่เฝิงผิงเฉิงเองก็ยังใอยู่บ้าง เขาเป็ผู้ถ่ายทำละครแฟนตาซี ไม่ได้มองเื่รายละเอียดที่ฉินซีแสดงออกมาได้สมบูรณ์แบบ เขาเพียงรู้สึกได้ถึงจิติญญาบนตัวเด็กวัยรุ่นคนนี้ สิ่งที่เรียกว่าิญญานั้น บางครั้งมันก็ทำให้มีข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่งในวงการบันเทิงมากทีเดียว
“เตรียมถ่าย!” เสียงะโหนึ่งดังขึ้น ทุกคนได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มชมเชยฉินซีต่อหน้าเฉินเจวี๋ยไม่หยุดหย่อน
ความจริงเฉินเจวี๋ยเองก็ถูกทำให้ตะลึงในความงามนี้ ก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยเห็นพวกคนที่ถ่ายทำละครมาก่อน มีทั้งหน้าตาหล่อเหลา ทั้งหน้าตาสวยงาม ทุกคนต่างก็เป็คนหน้าตาดีทั้งนั้น พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความละเอียดงดงามอยู่บนร่าง เพียงเท่านั้นก็สามารถทำให้คนในกองถ่ายจิตใจสั่นไหวได้แล้ว แต่ในตอนนี้ เฉินเจวี๋ยรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนกันเลยสักนิด
ผิวพรรณของฉินซีขาวใส เมื่อสวมชุดเหมี่ยนฝูสีดำ ก็ยิ่งขับผิวขาวผ่องนั้นให้ยิ่งกระจ่างชัด มันทำให้คนรู้สึกจักจี้หัวใจอย่างไร้สาเหตุ ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูสูงส่งและเฉียบคม เฉินเจวี๋ยชอบท่าทางแบบนี้มาก มันทำให้เกิดความรู้สึกอยากฉีกชุดหวาฝูนั่นออก และกดเขาลงใต้ร่างอย่างรุนแรง จากนั้นก็รุกรานเขา เข้าเขา มองดูความเ็าและความทะนงตนบนใบหน้าของเขาค่อยๆ เกิดอารมณ์ขึ้นมา มันจะต้องเป็ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายแน่...
ตลอดมาเฉินเจวี๋ยคิดว่าตัวเองเป็พวกจิตใจบริสุทธิ์ไร้ซึ่งความ้า แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกขึ้นมาอย่างชัดเจนว่า ความจริงในร่างกายของตัวเองก็มีสันดานผู้ชายซ่อนอยู่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงอดใจสั่นกับความงดงามแบบนี้ไม่ได้
สายตาของเฉินเจวี๋ยชัดเจนเกินไป มันส่งมายังร่างของฉินซีราวกับจะเผยตัวตนมากดดันร่างของเขาไว้เช่นนั้น ฉินซีคิดว่าเขาส่งสายตามองว่าตัวเองสามารถแสดงบทบาทนี้ได้ดีหรือไม่ จึงเป็ฝ่ายเดินเข้ามาตรงหน้าของเฉินเจวี๋ยเอง จากนั้นก็ยกมือขึ้น แขนเสื้อกว้างห้อยตกลงมา แสดงให้เห็นท่าทียิ่งใหญ่ เขาพูดถาม “เป็ยังไงบ้างครับ?”
ผู้คนมากมายที่อยู่โดยรอบต่างก็หูผึ่งขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาอยากได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ให้ชัด
ฉินซีมองลำคอที่กำลังขยับเล็กน้อยของเฉินเจวี๋ย จากนั้นก็ได้ยินเขาพูดขึ้น “อืม ไม่เลว”
ในใจของฉินซีรู้สึกผิดหวังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด รู้สึกว่าเฉินเจวี๋ยเอ่ยชมอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่เมื่อคิดดูแล้ว เขาก็คิดว่าเพียงแสดงบทบาทนี้ให้ดีขึ้นก็พอแล้ว ดังนั้นฉินซีจึงสลัดความรู้สึกนี้ไป และหันไปบอกทีมงานที่อยู่ข้างๆ “ขอน้ำสักแก้วด้วยนะครับ ดูเหมือนว่าคุณเฉินจะหิวน้ำขึ้นมาแล้ว ขอบคุณครับ”
เฉินเจวี๋ยหลุดขำออกมาเล็กน้อย ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็น
คิดว่าเขากระหายน้ำเหรอ? ใช่สิ... ก็กระหายจริงๆ นั่นแหละ
ทีมงานคนหนึ่งส่งแก้วน้ำให้เฉินเจวี๋ยด้วยความหวาดหวั่น เขาต้านทานท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูราวกับปีศาจที่มีชีวิตไม่ไหว ไม่นานก็รีบเดินออกมา
ฉินซีหมุนตัวเข้าไปในซุ้มถ่ายภาพ เฉินเจวี๋ยกับกงเซ่าตามเข้าไปด้วย ส่วนเฝิงผิงเฉิงก็อยู่ด้านนอกคอยควบคุมความคืบหน้าของนักแสดงคนอื่นๆ เพื่อความสะดวกต่อการแนะนำและแก้ไขได้ตลอดเวลา
หากไม่พูดถึงการถ่ายละคร การถ่ายภาพฟิตติ้งก็ถือเป็เื่ที่ง่ายดายสำหรับฉินซี เดิมทีกงเซ่าก็ยังกังวลอยู่ แม้เขาจะแสดงท่าทางออกมาต่อหน้าทุกคนได้ดี แต่ต่อหน้ากล้องก็อาจจะรู้สึกเขินอาย อึดอัดหรือวิตกกังวลอย่างที่พวกมือใหม่มักจะเป็ก็ได้… แต่ใครจะรู้ว่าฉินซีกลับดูเหมือนพวกผู้เชี่ยวชาญ เขาไม่จำเป็ต้องได้รับคำแนะนำจากใคร เมื่อเข้าไปยืนต่อหน้าช่างภาพที่ยกกล้องมาทางเขา เขาก็โพสท่าทางที่ตัวเองควรจะทำตามความคิดจินตนาการของตัวเอง
เขาที่ยืนหันข้างด้วยร่างสูงโปร่ง
สองมือยกประสาน แววตาดั่งเปลวไฟ จิตใจทะเยอทะยานราวกับใต้หล้าต่างอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
สายตาเฉียบคม สีหน้าเย็นะเื ท่าทีกดดันผู้คน ยามโมโหก็ยังดูดีและทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
……
เดิมทีเขาก็ไม่ได้้าให้ช่างภาพต้องขยับปากแม้แต่น้อย เขาโพสท่าที่เหมาะสมที่สุดและแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองต่อหน้ากล้อง แม้แต่ช่างภาพก็ยังรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ราวกับว่าตัวเองไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย? นักแสดงที่แทบไม่ต้องเอ่ยปากแนะนำเขาก็ไม่ได้พบเจอมานานแล้ว จะเห็นก็แต่นักแสดงที่มักจะลังเลอยู่นานกว่าจะได้ท่าโพสที่เหมาะสม? ทว่าคนตรงหน้านี้แม้แต่ท่าทางของตัวเองก็คิดเอาไว้เป็อย่างดี คนแบบนี้… คิดจะไม่ให้ช่างภาพได้มีชีวิตต่อไปแล้วหรืออย่างไร?
เมื่อถ่ายภาพฟิตติ้งเสร็จสิ้น ฉินซีก็เตรียมจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า กงเซ่าอดถามเขาไม่ได้ “ก่อนหน้านี้นายถ่ายรูปมาเยอะเหรอ?” เขาใปฏิกิริยาของอีกฝ่ายขณะที่อยู่ต่อหน้ากล้อง มันดูราวกับว่าอีกฝ่ายเป็ดารามาั้แ่เกิด ไม่เพียงแต่ไม่เกรงกลัว ทว่ายังมีความสูงส่งอยู่ด้วย มีดาราคนไหนที่สามารถใช้ท่าทางการแสดงได้ละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้บ้าง
เขาไม่รู้เลยว่า ฉินซีแค่เคยชินกับการแสดงแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง เขาก็ไม่ใช่ฉินซีอีกต่อไปเท่านั้นเอง
……
[1] เหมี่ยนหลิว คือ พระมาลาห้อยมุก
