เซี่ยจื่ออวี้กำกับและแสดงละครฉากเยี่ยมที่แทบะเือารมณ์ของเธอเองอยู่ภายในบ้านตระกูลเซี่ย
ณ หมู่บ้านชีจิ่ง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ถูกกระเทือนสักนิดเดียวเงินทองเต็มกระเป๋า ฉูซีปีนี้มั่งคั่งยิ่งนัก แม้ไม่มีโทรทัศน์ แต่ทั้งครอบครัวล้อมเตาไฟอุ่นร่างกายรับประทานเมล็ดแตงโมพลางพูดคุยกันก็สามารถโส่วซุ่ย [1] ได้เช่นกัน
ศีรษะของเทาเทาสัปหงก ตอนนี้ยังไม่ถึงเที่ยงคืนแต่เขาก็ทนไม่ไหวงีบไปก่อนเสียแล้ว
หลิวเฟินสะกิดและมอบอั่งเปาซองหนาให้แก่เขา
“อาให้แต๊ะเอียหลานนะ”
การให้อั่งเปาในวันฉูซีก่อนเที่ยงคืนเรียกว่า ‘เงินแต๊ะเอีย’ แต๊ะเอียสื่อถึงขจัดปัดเป่าความชั่วร้าย มอบก่อนนับถอยหลังสู่ปีใหม่เป็เงินที่ผู้ใหญ่มอบแก่คนรุ่นหลังเพื่ออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง โชคดีมีชัย แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดปีใหม่
นอกจากให้ก่อนปีใหม่ ยังมีตอนไปเยี่ยมญาติ่เดือนเจิงด้วยเมื่อญาติรับของขวัญแล้ว จะให้เงินแก่ลูกหลาน นั่นคืออั่งเปาปีใหม่
ยุคนี้ทุกคนล้วนไม่ค่อยมีเงินมากมายนัก ใส่เงินในอั่งเปาอย่างมากก็เพียง 5 หยวนหรือ 10 หยวนผู้คนที่ยากจนหน่อยอาจแค่หนึ่งถึงสองหยวน
อั่งเปาประเภทนี้จะให้ซึ่งกันและกัน คุณให้ลูกหลานบ้านฉันฉันมาบ้านคุณก็คืนอั่งเปากลับไป หากบ้านใครเอาแต่แจกอั่งเปาไม่รับกลับคืนในเดือนเจิงถือว่าเป็การปล่อยเืออก [2] มหาศาลทีเดียว
หลิวเฟินเตรียมอั่งเปาให้หลานชายหลี่เฟิ่งเหมยก็เตรียมอั่งเปาให้เซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนกัน
อีกไม่กี่เดือนเซี่ยเสี่ยวหลานก็จะอายุครบ 19 ปี ถ้าแต่งงานเร็วคงมีลูกยั้วเยี้ย ยังมีหน้ามารับอั่งเปาเสียที่ไหนกัน?
หลี่เฟิ่งเหมยบังคับให้เธอรับ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงรับมาอย่างเสียไม่ได้พอจับความหนานั้น คาดว่าอย่างน้อยคือ 100 หยวน—จำนวนเท่ากับเงินแต๊ะเอียที่หลิวเฟินให้เทาเทาพอดีเซี่ยเสี่ยวหลานมองมารดาด้วยความระอา หลักการชดเชยอั่งเปาที่เขาว่ากันที่แท้เป็เื่จริง
เฝ้ารอเวลาจนถึงตอนห้าทุ่ม หลี่เฟิ่งเหมยกุลีกุจอห่อเกี๊ยวทั้งครอบครัวล้วนลงสนามด้วยกัน นวดแป้ง รีดแป้ง ปรุงไส้ ห่อเกี๊ยวแถมต้องยัดเหรียญไว้ด้านในเกี๊ยวด้วยเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นหลี่เฟิ่งเหมยแอบทำสัญลักษณ์บนเกี๊ยวที่ยัดเหรียญไว้แต่เธอก็ไม่ได้เอะอะอะไร
หลิวหย่งซื้อประทัดมาเพื่อจะจุดนอกบ้านตอนเที่ยงคืน
ยังไม่ถึงเที่ยงคืนก็มีเสียงประทัดดังตามกันประปราย ยิ่งเข้าใกล้เวลาเท่าไรเสียงประทัดก็ยิ่งมากขึ้นเดี๋ยวนี้คนจุดพลุนั้นหาได้ยาก ส่วนประทัดทุกครอบครัวล้วนต้องซื้ออย่างน้อยหนึ่งสาย
หลิวหย่งซื้อประทัดมาหลายสาย ทอดยาวไปตามถนนหน้าบ้านต่อหัวท้ายของประทัดไว้ด้วยกัน ส่งเสียงดังได้นานกว่า!
จำนวนจุดประทัดต้อนรับปีใหม่ของชนบทกสื่อถึงฐานะทางการเงินของครอบครัวนั้นๆว่ามั่งมีหรือไม่ด้วย อย่างไรเสียก็ส่งเสียงดังอยู่สักพัก แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวยแต่ก็ทำเพื่อความสนุกสนานเล็กๆ น้อยๆปีก่อนหลิวหย่งเป็หนึ่งในกลุ่มคนที่สนุกสนานนั้นด้วยปีนี้กระเป๋าเงินอัดแน่นด้วยต้าถวนเจี๋ย จึงถือว่าหลุดพ้นจากความยากลำบากแล้ว
พบครอบครัวเพื่อนบ้านที่กำลังจุดประทัด จึงะโคุยกันเสียงดังแข่งกับเสียงประทัดที่ดังอยู่
“หย่งจื่อ ประทัดของนายนี่สุดยอดเลย กี่นัดกันเล่า?”
“1000 นัด ต่อกันห้าสายน่ะ!”
ยิ่งใหญ่ ร่ำรวยแถมอวดโอ้พอตัว
เมื่อปีกลายเขาจุดประทัดหนึ่งสายเล็กๆ แค่ 100 นัดแบบนั้นน่ะสิ!
เด็กน้อยชื่นชอบเวลาเช่นนี้ หลิวจื่อเทาไม่สัปหงกแล้ว มองดูหลิวหย่งจุดประทัดจากในบ้านเซี่ยเสี่ยวหลานกลัวว่าหูของเขาจะทนไม่ได้เลยไม่อนุญาตให้เขาเข้าใกล้เกินไปหลิวจื่อเทาตื่นเต้นเสียจนะโโลดเต้นร่ำร้อง
สภาพแวดล้อมภายในครอบครัวเป็อย่างไร เด็กเล็กก็ััได้ไวไม่น้อย
ปีก่อนถือเป็ปีสำคัญของหลิวจื่อเทา อย่างแรกคือเขากลายเป็นักเรียนประถมคนหนึ่งซึ่งเข้าเรียนอย่างเป็ทางการหลังจากนั้นไม่นานบิดามารดาก็พาเขาย้ายไปอาศัยในเมืองซางตูเขาได้ย้ายเข้าโรงเรียนประถมของซางตูด้วย เมื่อก่อนนานๆทีครอบครัวจะได้รับประทานเนื้อสัตว์หนึ่งครั้ง กว่าจะได้รับประทานหนึ่งมื้อบิดามารดาของเขาต่างต้องคะยั้นคะยอให้เขารับประทานก่อน
ทุกวันนี้มีอาหารเนื้อสัตว์แทบทุกวันยิ่งรับประทานหลิวจื่อเทายิ่งช่างเลือก พอไม่มีเนื้อสัตว์ก็รับประทานอาหารไม่ลง
นับประสาอะไรกับเสื้อผ้ารองเท้าใหม่เอี่ยม ครอบครัวทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าใครไม่มีแต่หลิวจื่อเทาจะไม่ขาดชุดใหม่ไว้สวมใส่แน่
อายุห้าหกปีเป็อายุที่สามารถจดจำเื่ราวได้อย่างแม่นยำหลิวจื่อเทายังจำได้ว่าฉลองตรุษจีนปีก่อนมีคนมาทวงหนี้ที่บ้าน ถ้าไม่มีเงินมาคืนคนทวงก็จะไม่ไป มารดาเขาจึงนวดบะหมี่ให้อีกฝ่ายรับประทานด้วย... สุดท้ายก็สามารถส่งคนทวงหนี้ไปได้มารดาและบิดาของเขาทะเลาะกันยกใหญ่ หลิวจื่อเทากลัวจนร้องไห้ไม่หยุดมารดาโอบเขาไว้และร้องไห้ตามไปอีกคน
แรกเริ่มอารมณ์ยังคงรุนแรงมาก พอเห็นว่าเขาและมารดาร้องไห้บิดาจึงไม่ทะเลาะแล้ว
ลูบศีรษะเขาพลางกล่าวมากมายหลายสิ่ง หลิวจื่อเทาจำไม่ได้เลยรู้เพียงแต่ยังฉลองเดือนเจิงไม่จบ บิดาเขาก็แบกกระเป๋าออกเดินทางไกลไป ‘ทำงาน’
ผ่านไปหลายเดือนนำเงินกลับมาใช้หนี้มารดาเรียกเ้าหนี้แต่ละคนมาถึงที่บ้าน คืนตั้งหลายหนกว่าจะหนี้สินจะหมดเกลี้ยง
หลังจากนั้นบิดาของเขาก็ซื้อจักรยานคันใหม่ขี่กลับบ้านต่อมาพี่เสี่ยวหลานกับอารองก็มา
หลิวจื่อเทาโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ไม่ทันไรเหงื่อก็โทรมกาย
เสียงประทัดด้านนอกค่อยๆ เบาบางลงแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานย่อลงไปตรวจว่าบนร่างกายเขามีประกายไฟของประทัดกระเด็นมาโดนตัวหรือไม่อยู่ดีๆ หลิวจื่อเทาก็ซบและพูดข้างหูเธอ “พี่เสี่ยวหลานผมรู้สึกว่าตัวเองสุขเหลือเกิน!”
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะคิกคัก “แก่แดดเชียวเธอรู้ว่าอะไรคือเป็สุข?”
หลิวจื่อเทาลนลาน “คุณครูบอกว่าพวกเราอาศัยในประเทศสังคมนิยมมีหนังสือให้เรียน มีเสื้อผ้าให้ใส่ มีข้าวให้กิน ก็คือเป็สุข! ผมจึงเป็สุขมาก! ผมมีพ่อแม่ มีพี่เสี่ยวหลานมีอารองด้วย!”
เ้าจอมซนนี่ช่างน่ารักน่าชังยิ่งนัก หัวใจของเซี่ยเสี่ยวหลานอ่อนยวบไปจนหมด
หลิวหย่งหลับมาจากจุดประทัดเสร็จ ได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เมื่อก่อนเขาเหลวไหลขนาดไหนกันนะ โชคดีที่ตระหนักได้โดยไม่สายเกินไปเขาดึงลูกชายขึ้นบนหลัง และนำสองขาของหลิวจื่อเทาคร่อมบนลำคอ พุ่งตัวเข้าไปในบ้าน
“ไป ไปกินเกี๊ยว!”
จุดประทัดต้อนรับปีใหม่เสร็จสิ้น ก็ถึงเวลารับประทานเกี๊ยว
เกี๊ยวของปีนี้เป็ไส้เนื้อหมูล้วน ทุกครั้งที่กัดล้วนเต็มปากเต็มคำเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวจื่อเทาได้รับประทานเกี๊ยวที่หลี่เฟิ่งเหมยทำเครื่องหมายไว้อย่างไม่เกินความคาดหมายเซี่ยเสี่ยวหลานมีการเตรียมพร้อมทางใจ ส่วนเ้าเด็กดื้อหลิวจื่อเทาใสซื่อนัก กัดโดนเหรียญฟันเกือบหลุดเสียแล้ว
เขากุมปากพลางจะร้องแหล่มิร้องแหล่
“ห้ามร้องไห้นะ วันที่หนึ่งแล้ว ปีใหม่พบเสียงคร่ำครวญหวนไห้ไม่ได้เด็ดขาด”
เซี่ยเสี่ยวหลานก็ปลอบใจเขาด้วย “เธอกินช้าหน่อยก็จะไม่ฟันหักแล้วคนที่ได้กินเกี๊ยวอันนี้จะยิ่งเป็สุขนะ!”
หลิวหย่งร้อนใจ ฟันจะไม่หักได้อย่างไร รีบเร่งกินเกินไปแล้ว!
หลิวหย่งนึกถึงโจวเฉิงขึ้นมากะทันหัน เพียงรับประทานปลาชิงตัวเดียวยังพูดได้หนึ่งสองสามเป็ลำดับไม่รู้ว่าครอบครัวอบรมมาอย่างไร หลิวหย่งจินตนาการไกลทีเดียวยังไม่ได้เป็เศรษฐีรุ่นหนึ่ง [3] เลยก็ครุ่นคิดแล้วว่าจะเลี้ยงดูหลิวจื่อเทาให้กลายเป็เศรษฐีรุ่นสอง [4] ผู้มีทักษะในการอวดเก่งอย่างไรดี
จุดประทัดแล้ว รับประทานเกี๊ยวแล้ว ฉูซีถือว่าฉลองเสร็จสิ้นก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจะเข้านอน ก็คลำเจออั่งเปาบวมเป่งใต้หมอนหนึ่งซองไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็หลิวเฟินที่แอบวางไว้ตรงนั้น
สองแม่ลูกหาเงินมาโดยไม่แบ่งของเธอของฉัน รวบรวมเงินไว้ใช้จ่ายด้วยกันแต่หลิวเฟินมีความรู้สึก้าชดเชยต่อเซี่ยเสี่ยวหลาน
เมื่อก่อนเงินแต๊ะเอียหนึ่งถึงสองหยวนสักซองยังยากเลย ปีนี้หาเงินได้แล้วจึงชดเชยแก่เซี่ยเสี่ยวหลาน
----------------------------------------
ตระกูลโจวที่ปักกิ่งก็กำลังฉลองตรุษจีนเช่นกัน
ปู่ย่าของโจวเฉิงยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายแข็งแรงมากปกติไม่อาศัยกับเหล่าบุตรชายบุตรสาว พอคนเฒ่าชราลงก็ไม่ชอบปีนบันไดบ้านที่จัดให้ข้าราชการเกษียณอายุระดับสูงอย่างปู่โจวจึงเป็บ้านชั้นเดียวเมื่อตำแหน่งสูงพอ เกษียณอายุยังมีลูกจ้างคอยดูแลด้วย สองสามีภรรยาเฒ่าอาศัยอยู่บ้านตนเองก็สบายทีเดียวเมื่อถึงเวลาฉลองปีใหม่ลูกหลานต่างก็พากันมารวมตัวกันพร้อมหน้าสำหรับสองสามีภรรยาเรียกว่าเป็สุขมากแล้ว
กล่าวถึงปู่โจวมิตรสหายในสนามรบของเขาตั้งเท่าไรที่ไม่ทันได้ดื่มด่ำกับชีวิตสงบสุขก็พลีชีพจากไปและมีอีกตั้งเท่าไรที่รอคอยจนชีวิตสงบสุขมาถึง ทว่าร่างกายกลับไม่อนุญาตให้พวกเขาดื่มด่ำจากไปเร็วยิ่งนัก?
คุณปู่โจวพึงพอใจต่อชีวิตของตนเองมากแล้ว
โชคเข้าข้าง ใจไม่โลภ ทำให้เขาเดินทีละก้าวจนถึงวันนี้รับมอบตำแหน่งงานอย่างมั่นคง ถือว่าสมบูรณ์เสมอต้นเสมอปลาย
เขาและภรรยามีบุตรชายสองคนและบุตรสาวสองคน ร่างกายแข็งแรงเช่นเดียวกัน ไม่ทำให้พวกเขาต้องส่งคนผมดำทั้งที่ตนผมขาว [5] ยังมีอะไรไม่พอใจอีก? แม้ลูกบางคนโดดเด่นในด้านการงานบางคนความสามารถธรรมดา แต่ปู่โจวไม่ละโมบสักนิดเดียว
ผู้ที่เคยอยู่ท่ามกลางะุปืน ย่อมรู้ดีว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่าชีวิตยิ่งไปกว่านั้นคนตระกูลโจวก็ไม่ฟาดฟันกันเป็ไก่ตาดำ [6] ดั่งครอบครัวอื่น มีเื่ขัดแย้งเล็กน้อยบ้าง โดยรวมแล้วยังสมัครสมานรักใคร่ปรองดองกันดี
คืนฉูซี ลูกหลานตระกูลโจวล้วนพร้อมหน้าโส่วซุ่ยเคียงข้างสองสามีภรรยาเฒ่า
ขาดเพียงโจวเฉิงคนเดียว ย่าโจวจึงพร่ำเพรียกถึงหลานชายคนโตของเธอ หลานสาวของเธอรู้สึกอิจฉาขึ้นมาอยู่ดีๆ ลูกพี่ลูกน้องของโจวเฉิงนามโจวอี๋ก็พูดโพล่งขึ้นมา
“ย่า ฉันฟังเพื่อนรุ่นน้องเล่าเื่หนึ่ง ไม่รู้จริงหรือหลอกบอกว่าตัวโจวเฉิงคบหากับเด็กสาวต่างถิ่น... ย่าน่ะนะ จะมีหลานสะใภ้แล้ว!”
พอโจวอี๋พูดเช่นนี้ ทั้งบ้านล้วนเงียบสงัด
ช้อนซุปในมือของกวนฮุ่ยเอ๋อแทบร่วงลงไปในชาม “โจวอี๋เธอได้ยินเื่นี้มาจากไหนกัน?”
เชิงอรรถ
[1]守岁 โส่วซุ่ย คือ กิจกรรมการรอคอยวันปีใหม่ในเทศกาลตรุษจีน โดยจะทำในคืนฉูซี(วันสุดท้ายของปี) ทั้งครอบครัวจะอยู่ร่วมทำกิจกรรมกันเพื่อรอการมาของวันปีใหม่
[2]放血 ปล่อยเืออก หมายถึง จ่ายเงินจำนวนมาก
[3]富一代 เศรษฐีรุ่นหนึ่ง หมายถึง ผู้คนที่ร่ำรวยใน่ยุค 80 ภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจจีน
[4]富二代 เศรษฐีรุ่นสอง คือ รุ่นลูกของเศรษฐีรุ่นหนึ่ง ไม่ต้องลำบากยากเข็ญเหมือนรุ่นพ่อแม่ได้สืบทอดทรัพย์สินจำนวนมาก
[5]白发人送黑发人 คนผมขาวส่งคนผมดำ หมายถึง พ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตก่อนตนเอง
[6]乌眼鸡 ไก่ตาดำ มีที่มาจากวรรณกรรมเื่ ความฝันในหอแดง (红楼梦) ไก่ตาดำคือไก่ที่มีนิสัยชอบต่อสู้จึงนำมาเปรียบเทียบกับต่างฝ่ายต่างเกลียดชัง เคียดแค้นซึ่งกันและกัน
