ฉินซีพักอยู่เป็เพื่อนเฉินเจวี๋ยในห้องพักผู้ป่วยครึ่งวัน พออุณหภูมิในร่างกายของเฉินเจวี๋ยลดลง และฉินซีก็พักผ่อนมากพอแล้ว พวกเขาก็ออกจากโรงพยาบาลมาทั้งแบบนั้น ถงเซ่าิจองที่ในร้านโจ๊กใกล้ๆ ไว้ให้แล้ว ทั้งสองจึงไปทานอาหารกลางวันที่ค่อนข้างจืดชืด จากนั้นเฉินเจวี๋ยก็ไปกองถ่ายเป็เพื่อนฉินซีอีกครั้ง
ฉินซีถามเขาอย่างอดไม่ได้ “คุณไม่ได้มาที่นี่เพราะมีธุระหรอกเหรอครับ? ถ้าไปกองถ่ายด้วยกัน จะทำให้ธุระของคุณล่าช้าหรือเปล่า?”
“ยังต้องจัดการเื่เมื่อวานอีก” เฉินเจวี๋ยตอบกลับไปอย่างราบเรียบ จากนั้นก็เปิดประตูรถเดินเข้าไป และบอกให้คนขับกลับไปยังสถานที่ถ่ายทำ
ความจริงเฉินเจวี๋ยใกับท่าทางแบบนี้ของฉินซีมาก หากเป็นักแสดงคนอื่นในวงการบันเทิงกับนายทุน นักแสดงพวกนั้นจะต้องอยากให้นายทุนคอยอยู่ข้างตัวเองตลอดเวลา ทางที่ดีเดินไปรอบกองถ่ายเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองได้รับความรักและเอ็นดูมากแค่ไหน ทุกคนไม่ควรทำให้เขาไม่พอใจเท่าไรได้ก็ดี แต่ฉินซีกลับไม่ชอบให้เขาอยู่ด้วยตลอดเวลา นี่เป็เพราะใจกว้าง? หรือว่าเดิมทีก็ไม่ได้ใส่ใจเื่นี้เลยกันแน่?
เมื่อเฉินเจวี๋ยคิดผลสรุปไม่ออก แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ไปยึดติดกับมันอีก ฉินซีมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นฉินซีที่เป็แบบนี้ถึงได้เข้าตาเขา แบบนี้แหละดีแล้ว
หลังจากมาถึงกองถ่าย กงเซ่าก็ไม่ได้ลากฉินซีไปถ่ายทำทันที แต่หลินซงกลับเดินเข้ามาถอนหายใจก่อนพูดขึ้น “คุณเฉิน ในที่สุดก็ได้พบกับคุณ ถ้าไม่มีคำสั่งจากคุณ พวกเราก็ไม่รู้จะจัดการยังไง เมื่อคืนพวกเราตรวจสอบเื่นี้กันข้ามคืนเลยครับ ช่างทำพร็อพไม่น่าจะมีปัญหาอะไร พวกเขาทำพร็อพกับพวกเรามาหลายครั้งแล้ว ต่างก็คุ้นเคยกันทั้งนั้น แถมพอถามอย่างละเอียด เขาก็ตอบกลับมาอย่างสมเหตุสมผล น่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ แต่ทำไมพร็อพถึงกลายเป็ของจริง ตอนนี้ก็เหลือคนที่น่าสงสัยเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือนักแสดงที่แสดงกับฉินซีเมื่อวานครับ”
สีหน้าของฉินซีสับสน “จะเป็เขาเหรอครับ? ผมไม่น่าจะไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจนะ...”
หลินซงเม้มปากไม่พูดอะไร เื่แบบนี้ในวงการไม่อาจพูดได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็เพราะความริษยาก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อฉินซีมีทักษะการแสดงดี ได้รับความชื่นชมจากกงเซ่า ทั้งเื้ัยังมีที่พึ่งพิงยิ่งใหญ่ พออยู่ในกองถ่าย คนเ่าั้จะไม่อิจฉาได้อย่างไร?
เฉินเจวี๋ยตบลงที่บ่าของฉินซี “นายไปถ่ายละครเถอะ เื่นี้ฉันจัดการเอง”
ต้องยอมรับว่า ท่าทางที่พร้อมจะจัดการทุกอย่างของเฉินเจวี๋ย ทำให้ฉินซีรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองควรจะจัดการถ่ายส่วนเสริมให้เสร็จถึงจะสะดวกกว่า คิดได้เช่นนั้นเขาก็เดินไปหากงเซ่า
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยหม่นลง เขากำชับกับถงเซ่าิ “ฉันหวังว่าหลังจากนี้ครึ่งชั่วโมงจะได้เห็นข้อมูลของนักแสดงคนนั้น”
“รับทราบครับ” ถงเซ่าินำโทรศัพท์ออกมา ก่อนจะเดินจากไป
เฉินเจวี๋ยพยักหน้าให้กับหลินซง “นำทางไปที ฉันจะเข้าไปถามสักหน่อย”
“ครับ” หยาดเหงื่อของหลินซงไหลออกมาด้วยความหวาดกลัว ในใจของเขาพึมพำอยู่ตลอด เฉินเจวี๋ยกำลังจะเอาจริงแล้ว
เมื่อฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกมาถ่ายทำต่อ ฉินซีไม่รู้ว่าเป็ผลจากระบบประหลาดในสมองนั่น หรือเพราะเมื่อวานได้รับแรงบันดาลใจก็เลยเกิดการข้ามผ่านในทักษะการแสดงใหม่ หรือบางทีอาจเป็เพราะเมื่อคืนได้ทำเื่บ้าคลั่งกับเฉินเจวี๋ย ความโมโหและความอึดอัดหลังจากเกิดใหม่ก็เลยถูกระบายออกมาจนหมด วันนี้ตอนที่ถ่ายทำเสริม จึงพบว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่ดีมาก ทั้งยังรู้สึกว่าตัวเองแสดงได้ดีกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ กงเซ่าไม่ใช่คนที่ออกปากชมใครง่ายๆ นัก แม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยชมฉินซี แต่นอกจากตอนที่นักแสดงคนอื่นทำผิด เขาก็ให้ฉินซีผ่านในเทคเดียวตลอด ดังนั้นตลอดเวลา่บ่าย ฉินซีจึงถ่ายทำเสร็จไปไม่น้อย
สุดท้ายตอนที่กงเซ่ากับเฝิงผิงเฉิงดูภาพย้อนหลังอยู่หลังจอมอนิเตอร์ พวกเขาก็อดเดาะลิ้นขึ้นไม่ได้ คนอื่นในกองถ่ายที่อิจฉาฉินซีก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ที่เมื่อวานฉินซีทำได้ไม่ดี เพราะความเหนื่อยล้าหลังจากการเดินทาง หลังจากนั้นเขายังแสดงต่อทั้งที่มีแผลอีกไม่ใช่เหรอ? พอมาวันนี้ทักษะการแสดงะเิออกมา คนเหล่านี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรไม่ดีถึงฉินซีแล้ว พวกเขาทำได้เพียงมองภาพบนจอมอนิเตอร์ด้วยความริษยา
กงเซ่าอดถอนหายใจไม่ได้ “จะว่าดี มันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่า...”
เฝิงผิงเฉิงเองก็ถอนหายใจ แล้วพูดต่อจากกงเซ่า “ใช่แล้ว มันเพียงแค่ดีเกินไป ในกองถ่ายนี้มีคนหน้าใหม่อยู่ไม่น้อย พอคนหน้าใหม่มากองอยู่รอบตัวเขา ทักษะการแสดงก็ดูตกลงไปเลย แบบนี้ไม่ค่อยดีนัก”
กงเซ่าเงียบไปหลายวินาที “ใช่ ละครเื่หนึ่งต้องให้ทุกคนแสดงร่วมกันออกมา ไม่ใช่ดันเพียงคนเดียว”
เฝิงผิงเฉิงเองก็ลำบากใจ “แล้วหลังจากนี้จะทำยังไง? จะให้ฉินซีแสดงให้แย่ลงก็คงไม่ได้ใช่ไหม? ซีนของฉินซีก็ตัดออกไม่ได้ด้วย ถ้าตัดไป เฉินเจวี๋ยอาจจะถลกหนังพวกเราออกมาก็ได้”
กงเซ่ากำหมัดแน่น “ถ้าทำใจตัดไม่ได้… ก็อย่าตัดเลย”
ฉินซีคล้องผ้าขนหนูเอาไว้บนคอ จากนั้นก็ถือแก้วน้ำอุ่นเอาไว้ดื่ม นี่ไม่ใช่สิ่งที่พนักงานเตรียมเอาไว้ให้ แต่เป็เพราะก่อนหน้านี้เขามีไข้ ดังนั้นเฉินเจวี๋ยก็เลยจงใจจัดหาเด็กสาวเอาไว้คอยตามเสิร์ฟชาส่งน้ำให้เขา น้ำที่เตรียมเอาไว้ต่างเป็น้ำร้อน ผ้าขนหนูเองก็สะอาดสะอ้าน หลังจากการถ่ายทำ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็ความใส่ใจมากที่สุดแล้ว
“ผู้กำกับกง วันนี้ผมถ่ายเป็ยังไงบ้างครับ? มีตรงไหนต้องถ่ายแก้ไหม?” ฉินซีมองจอมอนิเตอร์เล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้น
“ไม่มีปัญหาอะไร” เมื่อกงเซ่าพูดจบ ก็อดพูดต่อไม่ได้ “ฉินซี คืนนี้มีเวลาว่างไหม? ถ้าว่างก็มาที่ห้องฉันสักหน่อย ฉันมีเื่ต้องคุยด้วย”
อย่าพูดถึงฉินซีเลย สายตาของเหล่านักแสดงโดยรอบเองก็ประหลาดไป การที่ฉินซีสามารถอยู่กับเฉินเจวี๋ยได้ ก็หมายความว่าเขาต่างจากผู้ชายคนอื่น ก่อนหน้านี้พวกผู้กำกับที่ใช้กฎลับกับเหล่านักแสดง ก็ไม่ได้ให้ไปที่ห้องเหมือนกันหรอกเหรอ? หรือว่าผู้กำกับกงเองก็...
กงเซ่าหันไปสบตาคนโดยรอบ ก่อนที่เขาจะเข้าใจขึ้นมาในทันที เขารู้สึกอายจนกลายเป็ความโมโห “วันๆ พวกนายเอาแต่คิดอะไรกันอยู่?”
ฉินซีเกือบจะพ่นน้ำออกมา
ความจริงกงเซ่าก็อายุไม่น้อยแล้ว คิดๆ ดูก็ไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อีกอย่างกงเซ่าก็ไม่ได้โง่เขลาขนาดที่จะจัดการคนของเฉินเจวี๋ย ทั้งที่เฉินเจวี๋ยยังอยู่ที่นี่
ฉินซีพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม “โอเคครับ ผู้กำกับกง ตอนกลางคืนผมจะไปกับคุณเฉินนะ”
ใบหน้าของกงเซ่าผ่อนคลายลง จากนั้นก็หันหน้าไปะโใส่นักแสดงคนอื่น “จะนิ่งกันอยู่ทำไม? ฉากต่อไปตาใครแล้ว! รีบเตรียมเข้าฉากเร็วเข้า!”
เฝิงผิงเฉิงเองก็แยกไปถ่ายพระเอกและนางเอก วันนี้ฉากของฉินซีถ่ายทำไปเกือบเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเขาจึงไปดูพวกตัวเอกแสดงประชันกับพวกนักแสดงาุโ
โดยส่วนมาก ภายในกองถ่ายต่างก็มีนักแสดงาุโคอยควบคุมสถานการณ์ไว้ แน่นอนว่าตำนานยุคฉินเองก็ไม่ต่างกัน ฉินซีไม่ได้สนใจในพวกตัวเอง ทว่ากลับสนใจในตัวนักแสดงาุโเ่าั้ เขาลากเก้าอี้มานั่งดูการแสดงอย่างมีความสุข แต่ว่าพระเอกและนางเอกทำฉากเสียมากเกินไป เมื่อดูมาถึง่หลังๆ ฉินซีก็เริ่มเบื่อหน่ายขึ้นมาแล้ว ถ้าเขาต้องแสดงกับพวกเขาละก็ ฉินซีคงต้องเป็บ้าไปแล้วแน่ๆ
ผ่านไปสักพัก เด็กสาวที่เฉินเจวี๋ยส่งมาก็วิ่งเข้ามาด้านหลังเขา “คุณชายฉิน คุณท่านเชิญคุณไปหาค่ะ”
“ที่ไหนเหรอ?” ฉินซีวางแก้วน้ำในมือลงทันที ก่อนจะเดินตามเด็กสาวไป
เด็กสาวพาเขาไปยังห้องเก็บของ ยามปกติที่นี่จะถูกกองถ่ายใช้เก็บพวกพร็อพและอุปกรณ์สำหรับถ่ายทำ สถานที่คับแคบแห่งนี้ถูกวางเก้าอี้เอาไว้ตัวหนึ่ง แน่นอนว่าคนที่นั่งอยู่คือเฉินเจวี๋ย ตรงหน้าเฉินเจวี๋ยมีชายคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ ดูเหมือนจะอายุประมาณ 30 กว่าปี ใบหน้าของเขาดูดุร้ายเล็กน้อย เขาหดไหล่อยู่ตลอดดูราวกับกำลังสั่นสะท้าน
เมื่อเข้ามาเห็นภาพนี้ ฉินซีก็รู้สึกว่าเฉินเจวี๋ยเหมือนหัวหน้าแก๊งมาเฟียไม่ผิด ฉินซีจับจ้องไปยังใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายสักพัก ก่อนจะะเิหัวเราะอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงหัวเราะของเขาทำลายบรรยากาศอึดอัดในห้องลง เฉินเจวี๋ยกวักมือมาทางเขา “มานี่”
ฉินซีเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำนี้เหมือนเรียกสัตว์เลี้ยงหรือน่าขายหน้าอะไร เขาเดินตรงไปที่ข้างกายเฉินเจวี๋ย
เฉินเจวี๋ยยื่นมือเข้าไปโอบเอวของเขาเอาไว้ ท่าทางเรียกได้ว่าสนิทสนมมาก เดิมทีฉินซียังรู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่พอคิดไปถึงว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับเฉินเจวี๋ยไปแล้ว ตอนนี้จะยังมาเขินอายอยู่ก็คงเกินไปหน่อย? ดังนั้นเขาจึงผ่อนคลายลง และปล่อยให้เฉินเจวี๋ยโอบตัวเขาอยู่แบบนั้น ท่าทางแบบนี้ทำให้หลินซงที่อยู่ข้างๆ เกือบจะตาถลนออกมา ในใจของเขาได้แต่คิดว่า ฉินซีนี่ได้รับความรักและเอ็นดูจากคุณเฉินสุดๆ!
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” ฉินซีเป็ฝ่ายถาม
“เื่นี้ไม่ต่างไปจากที่คาด” เฉินเจวี๋ยพูดให้เขาฟังด้วยตัวเอง “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับนักแสดงคนนั้นหรือช่างทำพร็อพ”
ช่างทำพร็อพยืนอยู่ข้างชายคนนั้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง และนักแสดงที่รับบทเป็เกาเจี้ยนหลีก็ยืนหน้าซีดขาอ่อนอยู่ตรงนั้นด้วย ท่าทางของพวกเขาทั้งสองคนดูไม่น่าจะเป็คนทำเื่แบบนี้ออกมาได้เลย
“เกี่ยวกับเขา” เฉินเจวี๋ยชี้ไปยังชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น ผู้ชายคนนั้นใจนแทบตาย เขารีบหดตัวถอยหลังไป ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เฉินเจวี๋ยใช้วิธีไหนถึงทำให้ผู้ชายตัวใหญ่แบบนี้หวาดกลัวได้เพียงนี้ แต่พอฉินซีพิจารณาดูก็พบว่าบนร่างของชายคนนั้นไม่ได้มีรอยช้ำหรือเืไหล ฉินซีจึงยิ่งสับสน
“เขาเป็คนในกองถ่ายเหรอครับ” ฉินซีส่งเสียงถาม
ช่างทำพร็อพรีบพูดขึ้น “เขาเป็ผู้ช่วยของผมเองครับ ปกติจะรับหน้าที่ขนย้ายพร็อพ”
ฉินซีเข้าใจได้ในทันที ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงลงมือปรับแต่งพร็อพได้ หากพูดกันอย่างจริงจัง หากจะลงมือทำร้ายนักแสดงคนหนึ่งในกองถ่าย การลงมือด้วยพร็อพนั้นถือเป็เื่ที่สะดวกที่สุด เนื่องจากการถ่ายทำละครจะต้องใช้พร็อพ ตอนไหนจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่มีใครคาดถึง หลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว คนส่วนมากก็จะคิดไปถึงช่างทำพร็อพ โดยส่วนมากก็ยากที่จะหาได้ว่าใครคือคนทำ นักแสดงที่ถูกกระทำก็ได้แต่ยอมรับในความโชคร้ายของตน...
จากนั้นช่างทำพร็อพก็กัดฟันกล่าว “โทษผมเถอะครับ เดิมทีเขาเป็คนที่มาจากบ้านเกิดเดียวกัน เห็นเขาลำบากก็เลยอยากจะพาเขาเข้ามาเป็ผู้ช่วยในกองถ่าย ไม่มีใครคิดว่า...” ช่างทำพร็อพขบฟันอย่างรุนแรง หากเ้าคนนี้ทำความผิดอะไรก็ไม่ได้เชื่อมโยงมาถึงตัวเขาด้วยเหรอ? ถ้าจับเขาไม่ได้ ไม่แน่ว่าวันนี้คนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความซวย นั่นอาจเป็เขาก็ได้!
ชายที่ขดตัวอยู่บนพื้นะโร้องออกมาทันที พอเขาเงยหน้าขึ้นก็แสดงท่าทางร้องไห้ด้วยความเ็ป “ปล่อยผมเถอะครับ… ผมผิดไปแล้ว… ผมเองก็ถูกบังคับจนไร้หนทาง คนคนนั้นบอกว่าจะให้เงินผม ผมขาดแคลนเงินนี่ครับ ผมขาดเงินเกินไป! ภรรยาของผมอยู่ที่โรงพยาบาล ลูกสาวก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ผมอยู่ในกองถ่ายจะหาเงินได้สักเท่าไรเชียว? ผม… ผมเองก็จำเป็ต้องทำ...”
ฉินซีรู้สึกว่าตัวเองพอจะเข้าใจขึ้นมาแล้ว
เฉินเจวี๋ยคงจะเอาครอบครัวมาข่มขู่เขา เขาถึงได้เกรงกลัวมากขนาดนี้
แต่ว่าฉินซีไม่ได้เห็นใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาเหยียดยิ้มออกมา “เพื่อภรรยากับลูกถึงได้ไปทำร้ายคนที่ไม่รู้เื่อะไรเหรอครับ เงินที่คุณได้ไป ภรรยาของคุณจะกล้าใช้ไหม? ไม่แน่ว่ากรรมอาจจะไปตกอยู่ที่ภรรยาของคุณก็ได้”
“ไม่! ไม่มีทาง!” ชายคนนั้นกรีดร้อง “ผมผิดไปแล้ว ผมพูดสิ่งที่ผมรู้ออกไปหมดแล้ว พวกคุณปล่อยผมไปเถอะ… ผมจะคืนเงินให้! ผมไม่้าเงินนั่นแล้ว! ขอร้องพวกคุณล่ะ อย่าแจ้งตำรวจเลยนะ อย่าแจ้งตำรวจเลย...”
ในตอนนี้เฉินเจวี๋ยหันมาถามฉินซีช้าๆ “นายอยากจัดการยังไง?”
ฉินซีกะพริบตาปริบๆ “ให้เขาเอาเงินไป จากนั้นก็แล้วกันไปเถอะครับ คนที่อยู่เื้ัอยากจะทำร้ายผม ถ้าแบบนั้นผมก็ต้องให้อีกฝ่ายเสียเงินสักหน่อย อ้อ ใช่แล้ว หากจะจับคนเื้ัก็ง่ายมากเลยครับ แค่ให้เขาร่วมมือกับพวกเรา รับเงินมา แล้วแสร้งทำเหมือนจัดการเื่นี้สำเร็จแล้ว ถึงตอนนั้นคนที่อยู่เื้ัต้องโผล่ออกมาแน่...”
“โอเค เอาตามที่นายบอก” เฉินเจวี๋ยตอบรับไปโดยไม่คิดอะไร ท่าทางนี้แฝงความรักใคร่เอาไว้ ทำให้ฉินซีหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
แต่หลินซงกลับแสดงสีหน้า ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ออกมาอีกครั้ง
