งานประมูลสินค้าเริ่มขึ้นแล้ว ของที่ถูกนำมาประมูลชิ้นแรกคือภาพวาดของถังป๋อหู่[1] ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งร้อยล้านหยวน จากนั้นราคาก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงห้าร้อยล้านหยวน
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วเข้าไปใกล้ไป๋อวิ๋นซี เขาถามอย่างไม่เข้าใจว่า “แค่ภาพวาดเก่าๆ หนึ่งภาพ ทำไมถึงมีมูลค่ามากขนาดนี้!”
“ก็เพราะว่าเป็ที่ชื่นชอบของผู้หลงใหลในภาพวาดพู่กันจีนไงล่ะ” สมัยนี้มีเศรษฐีใหม่มากมายที่เริ่มสนใจงานศิลปะและกวีนิพนธ์ตามอย่างผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ทำให้ภาพวาดพู่กันจีนโบราณมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน มีคนไม่น้อยที่้าซื้อกลับไปเพื่อสะสม และแน่นอนว่าต้องมีคนที่เล็งเห็นถึงมูลค่าของภาพวาดพู่กันจีนโบราณซึ่งยังมีโอกาสจะได้ราคาสูงขึ้นอีก จึงซื้อกลับไปเพื่อลงทุน
สุดท้ายภาพวาดทางเดินท่ามกลางป่าสนของถังป๋อหู่ก็จบการประมูลที่ราคาเจ็ดร้อยล้านหยวน
“ภาพวาดเก่าๆ ชิ้นนี้มีราคาถึงเจ็ดร้อยล้านหยวนเลยเหรอ คนที่ซื้อไปสมองมีปัญหาหรือเปล่า!” เย่ฝานพูดอย่างเซ็งๆ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“นี่ยังน้อยนะ หลายปีก่อนบริษัทซัทเทบีส์ในนครนิวยอร์กจัดงานประมูลภาพวาดพู่กันจีนโบราณ หนึ่งในงานศิลปะนั้นคือภาพวาดชมน้ำตกบนหุบเขาหลูของถังหยิน[2] ภาพนั้นเริ่มประมูลที่ราคาสามหมื่นดอลลาร์สหรัฐ สุดท้ายจบการประมูลที่ราคาห้าร้อยเก้าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือก็คือ 35.9 พันล้านหยวนนั่นเอง”
เย่ฝานลูบคางของตนเอง ก่อนพูดว่า “วาดภาพก็หาเงินได้เยอะขนาดนี้ ฉันว่าฉันเลิกวาดยันต์ เปลี่ยนมาเป็วาดภาพดีกว่า”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะฝืดๆ แล้วพูดว่า “ภาพของจิตรกรจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตอนที่จิตรกรตายไปแล้ว ยิ่งจิตรกรตายไปนานเท่าไร มูลค่าของภาพก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่านายจะประสบความสำเร็จในการวาดภาพ แต่ต้องถ้าจะรอจนถึงตอนที่ภาพขายได้เงินเยอะๆ ภาพนั่นก็ไม่เกี่ยวกับนายแล้ว”
เย่ฝาน “…”
“ผลงานของแวนโก๊ะก็มีมูลค่าสูงมาก แต่ว่าตอนที่แวนโก๊ะมีชีวิตอยู่กลับยากจนข้นแค้น หลังจากเขาตายไปภาพวาดธรรมดาๆ หนึ่งภาพ ราคาที่ประมูลได้นั้นเพียงพอให้เขาอยู่ได้อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เย่ฝาน “…”
เย่ฝานส่ายหน้าพร้อมพูดว่า “ถ้าเป็อย่างนี้ล่ะก็ ฉันหากินกับคนรวยต่อไปดีกว่า”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
เจียงสูหย่าฟังคำพูดที่เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีคุยกัน หล่อนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะเหมือนเป็เื่รู้ใจระหว่างเย่ฝานและไป๋อวิ๋นซี ทำให้หล่อนรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถร่วมวงสนทนาด้วยได้เลย
คุณหนูเจียงคนสำคัญมีแต่คนคอยเอาใจอยู่ตลอด กลับถูกเมินเฉยใส่แบบนี้ เธอเพิ่งจะเคยเจอเป็ครั้งแรก
ของชิ้นที่สองที่นำมาประมูลคือจานจันทร์ฉาย เมื่อพื้นผิวของจานต้องแสงไฟ จะมีประกายหมุนวนสว่างไสว เกิดเป็เสน่ห์ดึงดูดที่ไม่สามารถบรรยายได้
“เป็ของโบราณที่ไม่เลวเลยทีเดียว!” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อืม ก็น่าสนใจอยู่นะ ของชิ้นนี้งดงามแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้” การประมูลสิ้นสุดในราคาสองร้อยล้านหยวน
“เอ๋” เมื่อเย่ฝานมองเห็นปิ่นปักผมชิ้นหนึ่งบนเวที เขาก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วเอ่ยถาม “มีอะไรเหรอ?”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไร”
ปิ่นปักผมที่เตรียมขึ้นประมูลชิ้นนั้นมีรอยเืจากอกของหญิงสาวคนหนึ่ง เ้าของน่าจะใช้ปิ่นฆ่าตัวตาย จึงทำให้ปิ่นปักผมชิ้นนั้นมีความโกรธแค้นแฝงอยู่ข้างใน
ปิ่นปักผมชิ้นนั่นเจียงสูหย่าเป็ผู้ประมูลได้ไป เย่ฝานมองก็รู้สึกดีใจในความโชคร้ายของหล่อนอยู่ไม่น้อย
“มาแล้ว” ผ่านการแข่งขันประมูลของต่างๆ ไปสิบกว่าครั้ง ในที่สุดก็ถึงรอบของดอกบัวคู่สีเขียว
เมื่อดอกบัวปรากฏขึ้นบนเวที ผู้คนรอบข้างกลับไม่มีความรู้สึกใดๆ ในขณะที่เย่ฝานััได้ถึงพลังปราณระลอกหนึ่งซึ่งเข้มข้นมาก ดวงตาของเย่ฝานเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง ดอกบัวคู่สีเขียวต้นนี้ได้กลายพันธุ์ไปแล้ว ดอกบัวที่มีการกลายพันธุ์ ประสิทธิภาพของยาก็จะน่าใยิ่งขึ้นไปอีก เย่ฝานคาดเดาว่าสาเหตุที่ดอกบัวมีการกลายพันธุ์ น่าจะเกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกเก็บรักษามายาวนานหลายพันปี
ดอกบัวเริ่มประมูลด้วยราคาสามสิบล้านหยวน แล้วราคาก็เพิ่มขึ้นเป็สามร้อยล้านหยวนอย่างรวดเร็ว ผู้มีทรัพย์สินเพียงสองร้อยล้านหยวนอย่างเย่ฝาน ได้ยินราคาที่พุ่งขึ้นอย่างนั้น ภายในใจเขาก็ตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อยจนแทบจะอาเจียน
“ไอ้คนรวยสมควรตายพวกนี้” เย่ฝานสบถด่าด้วยความเซ็งสุดๆ
“ห้าร้อยล้านหยวน” ไป๋อวิ๋นซีชูป้ายขึ้นมา
“ห้าร้อยสิบล้านหยวน” มีเสียงเสนอราคาที่ดูเหมือนเหยียดหยามดังขึ้น
เย่ฝานหันไปทางผู้เสนอราคา เขาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ ผู้ที่เสนอราคาคือซ่งฉีิที่ได้เจอก่อนหน้า
“หกร้อยล้านหยวน” ไป๋อวิ๋นซียังคงยกป้ายอย่างต่อเนื่อง
“หกร้อยสิบล้านหยวน”
“เจ็ดร้อยล้านหยวน”
“เจ็ดร้อยสิบล้านหยวน”
…
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแล้วพูดว่า “เ้าหมอนี่มันเจตนา”
พวกเขาเจอคู่แข่งแล้ว
อวิ๋นซันซันพูดด้วยความไม่พอใจว่า “คุณชายซ่งทำเกินไปแล้ว” ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเป็เื่ที่ผู้คนในเมืองหลวงรู้ดี ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร่วมแข็งขันประเมินราคาต่างเข้าใจว่าไป๋อวิ๋นซี้าดอกบัวเอากลับไปปรุงยา คนส่วนมากจึงสมัครใจที่จะไว้หน้าบ้านตระกูลไป๋ ไม่คิดจะแย่งดอกบัวนั้น
ราคาพุ่งไปถึงหนึ่งพันสี่ร้อยสิบล้านหยวน ไป๋อวิ๋นซีอดเครียดขึ้นมาไม่ได้ ทุกครั้งที่ไป๋อวิ๋นซีเสนอราคาเพิ่มทีละหนึ่งร้อยล้าน ซ่งฉีิก็จะเพิ่มเงินขึ้นอีกสิบล้านทุกครั้ง เห็นได้ชัดว่า้าหักหน้าไป๋อวิ๋นซี
“หนึ่งพันห้าร้อยล้าน”
“หนึ่งพันห้าร้อยสิบล้าน”
…
เย่ฝานจับมือไป๋อวิ๋นซีไว้ทันที แล้วบอกว่า “ช่างมันเถอะ”
ไป๋อวิ๋นซีมองหน้าเย่ฝาน พร้อมถามว่า “นายไม่อยากได้แล้วเหรอ?”
เย่ฝานทำหน้าเครียด ก่อนพูดว่า “มันเกินงบไปแล้ว” ราคาขึ้นไปถึงหนึ่งพันเก้าร้อยสิบล้าน เย่ฝานพิจารณาว่าเงินมากมายขนาดนี้ เขาต้องไปหากินกับเศรษฐีอีกกี่บ้านถึงจะหาเงินกลับมาได้ มันไม่คุ้มกัน
“งั้นก็ได้” ไป๋อวิ๋นซีหยุดแข่งขันการประมูล
“ยินดีกับคุณซ่งด้วยค่ะ ดอกบัวคู่สีเขียวต้นนี้เป็ของคุณแล้วค่ะ” ผู้ดำเนินรายการงานประมูลสิ่งของกล่าว
สีหน้าของซ่งฉีิพลันเปลี่ยนไป คำร่ำลือที่ว่าดอกบัวคู่สีเขียวสามารถทำให้อายุยืนเขาย่อมเคยได้ยิน แต่ว่าเขาไม่ได้เชื่อสักเท่าไร ที่เขาลงแข่งขันประมูลราคาก็แค่อยากกลั่นแกล้งไป๋อวิ๋นซีเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าไป๋อวิ๋นซีจะยอมยกธงขาวตอนที่ราคาพุ่งไปถึงหนึ่งพันเก้าร้อยสิบล้านหยวน
ฐานะทางการเงินของซ่งฉีิไม่เหมือนกับไป๋อวิ๋นซี ไป๋อวิ๋นซีออกมาสร้างธุรกิจเองั้แ่แรกเริ่ม เขาจึงมีทรัพย์สินหมุนเวียนอยู่ในมือไม่น้อย ซ่งฉีิเป็คุณชายบ้านตระกูลซ่ง แต่ว่าทำงานด้านการเมือง เขามีเงินแต่ เงินเ่าั้เป็เงินที่ไม่ขาวสะอาด สำหรับซงฉีิแล้วเงินสองพันล้านหยวนนับเป็จำนวนไม่น้อยเลย
เมื่อเย่ฝานหันหน้าไปมอง ก็ได้เห็นสีหน้าบูดบึ้งของซ่งฉีิ เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจ “เ้าหมอนั่นเหมือนจะเสียใจที่ประมูลได้ หมอนั่นก็จริงๆ เลย ไม่มีเงินแท้ๆ แต่กลับโอ้อวดว่ามีเงิน!”
ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความรู้สึกเสียดาย “น่าเสียดาย” เขาอยากได้ดอกบัวนั่นจริงๆ แต่ว่าราคาหนึ่งพันเก้าร้อยสิบล้านหยวน มันเกินความคาดหมายไปมากเหมือนกัน
เจียงสูหย่ากวาดตามอง ช่างเป็คนบ้าบิ่นแถมยังทำอะไรโดยขาดสติ เสียเงินมหาศาลเพื่อซื้อดอกไม้ต้นเดียวและยังทำเื่ล่วงเกินบ้านตระกูลไป๋ ดูอย่างไรก็ไม่เห็นถึงความคุ้มค่าเลย
เย่ฝานพูดอย่างไม่สนใจ “ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ยังไงก็มีของที่สามารถทดแทนกันได้อยู่” เย่ฝานปากพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจเริ่มมีความคิดหลายอย่าง
“คุณชายซ่ง ดอกไม้ราคาหนึ่งพันเก้าร้อยกว่าล้านเหรียญ มันแพงเกินไปหรือเปล่า?” ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ซ่งฉีิเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
ซ่งฉีิกำหมัดแน่น เขาไม่ได้สนใจดอกบัวคู่สีเขียวเลย เพียงแต่อยากหักหน้าไป๋อวิ๋นซีเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าไป๋อวิ๋นซีจะยกธงขาวยอมแพ้เสียก่อน เดิมทีเขาคิดว่าจะวางมือตอนที่ไป๋อวิ๋นซีแจ้งราคาสองพันล้านหยวน
“นี่เป็ของดี! มอบให้คุณปู่ก็ดีเหมือนกัน” ซ่งฉีิพูดอย่างฝืนใจ
เย่ฝานเดินออกจากงานประมูลสินค้า เฉินซงปินเข้ามาใกล้เย่ฝาน แล้วถามว่า “คุณชายเย่ แล้วคุณชายไป๋ล่ะครับ?”
“ตาเฒ่าไป๋ส่งคนมารับเขา เขาเลยต้องกลับไปก่อน”
เฉินซงปินยกยิ้มที่มุมปาก เย่ฝานเ้าหมอนี่ ถึงกับกล้าเรียกไป๋ซื่อหยวนว่าตาเฒ่า
“ตาเฒ่าไป๋ก็จริงๆ เลย สั่งคนมารับไป๋อวิ๋นซีแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ฉันอุตส่าห์คิดว่าจะเลี้ยงข้าวอวิ๋นซีอยู่แท้ๆ” เย่ฝานบ่น
เฉินซงปินเข้าใจจิตใจของไป๋ซื่อหยวนดี หลายปีมานี้เพื่อรักษาอาการป่วยของไป๋อวิ๋นซี เขาทุ่มเททั้งใจและกาย แต่ซ่งฉีิกลับมาแข่งขันประมูลดอกบัวกับไป๋ซื่อหยวน สุดท้ายไป๋อวิ๋นซีก็พ่ายแพ้ ลูกพี่ไป๋คงจะไม่พอใจเท่าไรนัก กังวลว่าไป๋อวิ๋นซีจะโกรธจนป่วย จึงได้ส่งคนมารับกลับไป
“คุณชายเย่ ถ้าคุณว่าง เราไปดื่มสักแก้วดีไหม?” เฉินซงปินเอ่ยถาม
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ไม่ ฉันยังมีธุระต้องไปทำ”
…
รถหุ้มเกราะนิรภัยคันหนึ่งแล่นเข้าสู่คฤหาสน์ของซ่งฉีิ
“เอาลงมาได้” ซ่งฉีิพูดด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์
เสียเงินมากขนาดนี้เพื่อซื้อดอกบัว แถมยังต้องเอาบริษัทของตนไปจำนองไว้อีก ระหว่างทางกลับเขาก็ได้รับสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาถามข่าวคราวมากมาย เมื่อซ่งฉีิได้ยินน้ำเสียงของบรรดาลูกพี่ลูกน้อง เขาก็ััได้ถึงความสะใจของคนเ่าั้ ยามที่เห็นเขาเดือดร้อน
ตระกูลซ่งเป็ครอบครัวใหญ่ ธุรกิจก็ใหญ่โต ลูกหลานที่โดดเด่นก็มีไม่น้อย ทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลดูไปแล้วมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันรุนแรง คนในตระกูลแม้มีจำนวนมาก แต่สมบัติกลับมีจำกัด
ซ่งฉีิโมโหจนแทบจะอาเจียน รู้สึกเสียใจลึกๆ ว่าตนเองน่าจะหยุดประมูลั้แ่ที่ไป๋อวิ๋นซีแจ้งราคาหนึ่งพันเก้าร้อยล้าน!
“คุณชายครับ” สีหน้าของคนขับรถออกอาการใอยู่ไม่น้อย
ซ่งฉีิมองสีหน้าของคนขับรถ พร้อมถามว่า “มีอะไรเหรอ?”
ซ่งฉีิเดินไปดูกล่องบรรจุของ พอเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้เขาลมแทบจับ ดอกบัวที่อยู่ในกล่องเหี่ยวเฉาไปแล้ว กลีบดอกบัวช้ำๆ หลายใบร่วงหล่นลงในจานรอง
“เป็ไปได้ยังไงกัน?”
เขาเป็คนดูคนนำของบรรจุลงไปในกล่องด้วยตนเอง ใช้เวลาขนส่งเพียงชั่วโมงครึ่ง ทำไมถึงกลายเป็อย่างนี้ได้ หรือจะมีคนสลับของ
ซ่งฉีิโกรธจนหน้าแดงไปหมด เขาคิดจะนำดอกบัวมอบให้กับคุณปู่ ถึงอย่างไรคุณปู่ก็อายุมากแล้ว ย่อมต้องกลัวตายเป็ธรรมดา ถึงแม้ปากจะพูดว่าเกิดแก่เจ็บตายแล้วแต่ชะตาชีวิต ร่ำรวยยากจนแล้วแต่ฟ้าลิขิต แต่ในใจย่อมอยากมีอายุยืนยาวไปตลอด แต่ดอกบัวก็ดันกลายเป็อย่างนี้ แล้วเขาจะมอบมันให้คุณปู่ได้อย่างไร!
…
ไป๋อวิ๋นซีกลับมาถึงบ้านตระกูลไป๋ ก็พบว่าคนในบ้านหลายคนอยู่กันพร้อมหน้า
“อวิ๋นซี นายไม่เป็อะไรใช่ไหม” ไป๋อวิ๋นจิ่นถามด้วยความเป็ห่วง
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้าบึ้งตึงแล้วตอบว่า “ผมเหรอ? ผมจะเป็อะไรได้ล่ะ!”
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองไป๋อวิ๋นซี ก่อนปลอบใจว่า “อวิ๋นซี ดอกบัวคู่สีเขียวนั่นประมูลไม่ได้ก็ไม่เป็ไร พี่จะไปถามเื่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของพืชที่สถาบันวิทยาศาสตร์ดูว่ายังมีดอกบัวอย่างนั้นหลงเหลืออยู่ไหม”
ไป๋อวิ๋นเฟยพยักหน้า แล้วพูดว่า “ใช่แล้ว อวิ๋นซี คำร่ำลือที่ว่าดอกบัวคู่สีเขียวสามารถทำให้อายุยืนไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก! บนโลกใบนี้มีคำเล่าลือแบบนี้มากมาย นายอย่าเก็บเอามาคิดมากเลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คนในบ้านมักจะเห็นเขาเป็ตุ๊กตาเครื่องปั้นอยู่เสมอ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น!
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่วางใจเถอะ ผมไม่เป็อะไรจริงๆ”
“อวิ๋นซี ซ่งฉีินี่ก็เกินไปจริงๆ แข่งประมูลของกันเฉยๆ ก็คงจะไม่มีอะไร แต่นี่เขาตั้งใจจะหักหน้านายแน่ๆ เลย”
ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าวอย่างไม่พอใจ
“แต่ก็น่าจะลำบากอยู่มาก เขาไม่มีเงินจ่ายสดและไม่กล้าปฏิเสธทางผู้จัดการประมูล เขาถึงได้นำเอาธุรกิจบางส่วนของตระกูลซ่งมาจำนองไว้ ผู้าุโซ่งน่าจะโกรธเขามาก” ไป๋อวิ๋นจิ่นพูดพร้อมส่ายหน้า
“สมน้ำหน้ามัน!” ไป๋อวิ๋นเฟยพูด
ไป๋อวิ๋นจิ่นและไป๋อวิ๋นเฟย ทั้งสองคนอยู่ในอารมณ์ด้านลบ ไป๋อวิ๋นซีรับฟังอย่างสงบ ทำท่าทางราวกับเื่เ่าั้ไม่เกี่ยวข้องกับตน
…
เซี่ยวฉือมองไป๋อวิ๋นซีแล้วเอ่ยว่า “อวิ๋นซี ตาได้ยินว่าหลานกับเย่ฝานไปร่วมงานประมูลด้วยกัน ดอกบัวคู่ต้นนั้นหลานอยากได้ หรือว่าเ้าหมอนั่นอยากได้!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีกลอกตาไปมา แต่ไม่ได้พูดสิ่งใด
พ่อบ้านเดินเข้ามารายงานที่ข้างหูของไป๋ซื่อหยวนไม่กี่ประโยค หลังจากฟังจบ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปไม่สู้ดีนัก
“คุณปู่ มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถามหลังจากเห็นสีหน้าหนักใจของไป๋ซื่อหยวน
“ดอกบัวที่ซ่งฉีิประมูลได้ไป พอของส่งไปถึงดอกบัวก็เหี่ยวเฉาลงเสียแล้ว ซ่งฉีิสงสัยว่าดอกบัวถูกคนสับเปลี่ยนไป” ไป๋ซื่อหยวนเล่า
ไป๋อวิ๋นซีอดทำตาโตไม่ได้ “ทำไมถึงเป็อย่างนี้ไปได้”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ถ้าพูดกันตามเหตุผลเขาควรดีใจ แต่ในเวลานี้ใบหน้าของเย่ฝานกลับผุดขึ้นมาในหัว เย่ฝานเ้าหมอนี่คงไม่...
“ผมจะออกไปข้างนอกสักครู่” ไป๋อวิ๋นซีพูดพร้อมกับลุกขึ้น
ไป๋ซื่อหยวนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วเอ่ยว่า “ขับรถระวังด้วยนะ”
………………………….................................................................................
[1] ถังปอหู่(唐伯虎)เป็จิตรกร และนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ิ
[2] ถังหยิน(唐寅)เป็อีกชื่อหนึ่งของถังปอหู่
