โชคยังดีที่หลิวอวิ๋นชูจองเรือเอาไว้ก่อนที่จะออกไปนัดเฟิ่งสือจิ่นแล้ว เมื่อทั้งสองขึ้นเรือ คนแจวเรือก็เริ่มเคลื่อนเรือเข้าไปในแม่น้ำ และพยายามหยุดจอดในจุดที่อยู่ใกล้กับเวทีแสดงกลางน้ำมากที่สุด
เฟิ่งสือจิ่นมองไปยังหลิวอวิ๋นชู เขากำลังวุ่นอยู่กับการอุ่นสุราและจัดแจงของว่างด้วยท่าทางสับสนทว่าจริงจัง จนถึงตอนนี้นางจึงรู้สึกว่าบางครั้ง นี่อาจเป็ครั้งแรกที่ตนได้รู้จักกับคนผู้นี้จริงๆ ก็ได้ คนอื่นๆ ต่างก็คิดว่าเขามีนิสัยอันธพาล เป็ชายเสเพลที่เที่ยวสร้างเื่สร้างราวไปทั่ว แต่ในความเป็จริงแล้ว เขาไม่ได้แย่อย่างที่ใครๆ คิดกัน
หากไม่ใช่เพราะบังเอิญเจอกับนักต้มตุ๋นสองคนนั้นอีกครั้งในคืนนี้ นางอาจยังไม่รู้ความจริงก็ได้ ในขณะที่หลิวอวิ๋นชูกำลังรินสุราและเลือกของว่างให้นาง จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็ถามขึ้น “ทำไมเ้าถึงไม่บอกข้าั้แ่แรกว่าสองคนนั้นเป็พวกต้มตุ๋น?”
หลิวอวิ๋นชูชะงักลงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูดขึ้น “เ้าหมายถึงขอทานสองคนนั้นหรือ? ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องพูดเลย”
เพียงไม่นานการประกวดยอดบุปผาก็เริ่มขึ้นอย่างครึกครื้นและยิ่งใหญ่ การแสดงแรกเป็การร่ายรำโดยหญิงงามนับสิบ นักดนตรีที่นั่งอยู่ข้างเวทีบรรเลงบทเพลงอย่างตั้งใจ มันเป็บทเพลงที่ทรงพลังและไพเราะ มีจังหวะสูงต่ำน่าฟัง หญิงงามทั้งหลายสะบัดแขนเสื้อสีแดงอย่างพร้อมเพรียง ท่วงท่างดงามและหนักแน่นดุดัน แค่การแสดงแรกก็ชวนให้ฝูงคนรอบด้านส่งเสียงเฮสนั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียงปรบมือและเสียงเป่าปากดังขึ้นไม่หยุด แม้แต่หลิวอวิ๋นชูก็ยังตกตะลึงกับการแสดงเบื้องหน้า เขากล่าวชื่นชมซ้ำแล้วซ้ำเล่า “การแสดงริมแม่น้ำฉินฉู่ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ รำได้งามกว่านางในวังเสียอีก”
แขกที่มุงดูอยู่รอบๆ โยนดอกไม้ในมือออกไปอย่างอดใจไม่ไหว เวลานี้ พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่าเดิมทีตนเตรียมจะเก็บดอกไม้ไว้ให้ใคร มวลดอกไม้ถูกโยนขึ้นไปบนเวทีกว้าง เพียงไม่นานก็มีดอกไม้ตกเกลื่อนพื้นแล้ว
หลิวอวิ๋นชูสั่งให้สาวใช้ในเรือนำดอกไม้มาให้หนึ่งตะกร้าเต็มๆ จากนั้นจึงบอกกับเฟิ่งสือจิ่นอย่างใจกว้าง “หากชอบใครก็โยนดอกไม้ได้เลย ใช้ให้คุ้มค่าล่ะ ดอกไม้นี่ดอกละหนึ่งตำลึงเชียวนะ”
เฟิ่งสือจิ่น “...” ถึงว่า งานนี้ถึงได้ยิ่งใหญ่แถมยังหรูหราขนาดนี้ ที่แท้ก็เกิดขึ้นได้เพราะมีคุณชายเสเพลอย่างหลิวอวิ๋นชูเทเงินให้นี่เอง เมื่องานคืนนี้จบลง แม่เล้าของหอบุปผาทั้งหลายคงดีใจจนหน้าบานเลยสินะ
หลิวอวิ๋นชูยิ่งดูก็ยิ่งตื่นเต้น เขาโยนดอกไม้ออกไปหลายครั้ง แม้ดอกไม้จะไปไม่ถึงเวทีและตกลงกลางน้ำหลายดอก ก็ไม่ทำให้เขารู้สึกเสียดายหรือผิดหวังเลยสักนิด เขาสั่งให้คนแจวเรือขยับเรือไปข้างหน้า และเคลื่อนเรือแทรกผ่านช่องกลางระหว่างเรือสองลำไปหลายครั้ง
และเื่น่าเศร้าก็เกิดขึ้น เมื่อเรือของพวกเขาไปติดแหง็กอยู่ที่ตรงกลางระหว่างเรือสองลำ โครม... เรือคาอยู่ตรงนั้นโดยไม่อาจขยับไปข้างหน้าได้อีก หลิวอวิ๋นชูเองก็ใเล็กน้อย
ทั้งสองดื่มสุรามาหลายจอก จึงเริ่มมึนหัวบ้างแล้ว หลิวอวิ๋นชูเดินออกไปดูด้านนอก พบว่าลูกสมุนของเรือลำหนึ่งที่ถูกชนกำลังพูดตำหนิด้วยท่าทางไม่พอใจอย่างหนัก “ช่องแคบขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังดันทุรังจะแทรกเข้ามาอีก พวกเ้าตาบอดกันหรือไง?”
หลิวอวิ๋นชูไม่พอใจจึงถกเถียงกับพวกเขาหลายประโยค ซึ่งนั่นทำให้อีกฝ่ายโกรธเกรี้ยวเป็อย่างมาก ในตอนที่พวกเขากำลังจะลงไม้ลงมือกัน เฟิ่งสือจิ่นก็เดินออกมาจากด้านในและรั้งหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ได้ทันเวลา อีกด้าน เ้าของเรืออีกลำมองออกมาจากทางหน้าต่าง และมองเห็นใบหน้าด้านข้างของหลิวอวิ๋นชูเข้าพอดี
ชายเสื้อของหลิวอวิ๋นชูโบกสะบัดไปตามแรงลม ใบหน้างามสง่าและโดดเด่น เพราะดื่มสุราไปหลายจอก ใบหน้าขาวเนียนจึงเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ ริมฝีปากแดงฉ่ำ ทิวทัศน์และดวงไฟรอบด้านส่องสะท้อนอยู่ในดวงตาของหลิวอวิ๋นชู ดูงดงามดั่งดวงดาวที่ส่องแสงพร่างพราวอยู่กลางนภา
ในเรือลำดังกล่าวไม่ได้มีคนเพียงคนเดียว หนึ่งในนั้นเปิดม่านหน้าต่างออกแล้วส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ มองมายังหลิวอวิ๋นชู คนที่เหลือไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่มองหน้ากันแวบหนึ่งและประกายรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ราวกับว่าในสายตาของพวกเขา หลิวอวิ๋นชูที่เป็ชายชาตรีน่าดึงดูดกว่าสาวงามบนเวทีเสียอีก
เฟิ่งสือจิ่นยังมีสติอยู่บ้าง นางรั้งหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าไปมีเื่มีราวกับอีกฝ่าย ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีคนรับใช้อีกคนเดินออกมาถ่ายทอดคำสั่งของเ้านาย “นายท่านกล่าวว่า เรือของเราชนกับเรือของคุณชาย ถือเป็การรบกวนคุณชายท่านนี้กับเพื่อน ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ในเมื่อพวกเราต่างก็มาที่นี่เพื่อสรรหาความรื่นเริง จึงขอมอบสุราไหนี้ให้พวกท่าน แทนคำขอโทษที่เสียมารยาทในวันนี้ พวกเราจะย้ายเรือไปที่อื่นโดยเร็ว”
หลิวอวิ๋นชูกะพริบตาปริบๆ เขาถามเฟิ่งสือจิ่น “ข้าหูฝาดไปหรือไม่?”
อีกฝ่ายถอยเรือออกไปด้านหลังเพื่อหลีกทางให้ เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น “ดูเหมือนเ้าจะได้ยินถูกต้องแล้ว”
ทว่าแม้จะแก้ปัญหาของเรือลำหนึ่งเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็ยังมีเรืออีกลำที่ต้องจัดการต่ออยู่ดี อีกด้าน กราบเรือของหลิวอวิ๋นชูชนเข้ากับกราบเรือของเรืออีกลำ เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านหลัง เมื่อทั้งสองหันไปมองก็พบว่าหญิงคนหนึ่งเดินกำลังเดินข้ามกราบเรือแล้วขึ้นมาบนเรือของพวกเขา
เฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าราบเรียบ ผิดกับหลิวอวิ๋นชูที่มีท่าทีระแวงอย่างเห็นได้ชัด เขายืนบังร่างของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ ลมบนแม่น้ำพัดให้ชายกระโปรงของหญิงผู้มาเยือนลอยพลิ้วขึ้นไปในอากาศ เนื้อผ้าพลิ้วไหวงดงาม เสียงดนตรีไพเราะดังแว่วเข้ามาพร้อมกับเสียงของคลื่นน้ำที่ซัดกระหน่ำ ทำให้ภาพเบื้องหน้าแลดูงดงามน่าดึงดูดยิ่งกว่าเดิม
ผู้ที่สามารถเหมาเรือมาชมการแสดงในเทศกาลนี้ได้ ย่อมมีฐานะสูงส่งและร่ำรวยเป็ธรรมดา
ที่แท้ เฟิ่งสือจาวก็มาชมการแสดงด้วยเช่นกัน เพียงแต่สำหรับนางแล้ว การแสดงบนเวทีหรือจะน่าสนใจเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ นางใช้นิ้วที่ทาเล็บด้วยสีสดเกลี่ยเส้นผมของตนขึ้นไปทัดหูพลางเอียงคอมองเฟิ่งสือจิ่น นางหัวเราะเสียงแหลม “ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม เ้าก็มาเที่ยวงานเหมือนกันหรือนี่ หลายวันก่อนเ้าได้รับาเ็จนหมดสติในวิทยาลัยนี่นา ดูท่า แผลของเ้าคงไม่ได้หนักหนาอะไรมากสินะ แต่ข้าจำได้ว่าท่านราชครูเป็คนซื่อสัตย์ ประหยัดมัธยัสถ์ แถมยังใช้ชีวิตติดดิน ไม่ได้ร่ำรวยทรัพย์สินอะไร ทว่าผู้ที่จะมาที่นี่ได้ ล้วนเป็ผู้ที่ร่ำรวยล้นฟ้า และสามารถใช้จ่ายได้อย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ใช่หรือ” นางปรายตามองหลิวอวิ๋นชู “เ้าคิดว่าแค่ตีสนิทกับท่านชายหลิว ก็ช่วยให้คุณค่าของเ้าสูงขึ้นได้แล้วหรือ มนุษย์เรา ควรรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ในเมื่อมีชีวิตต่ำต้อยด้อยราคา ก็ควรใช้ชีวิตให้สมฐานะ ดูท่า หลังเข้าไปอยู่ในจวนราชครูแล้ว เ้าก็ยังชอบสร้างเื่ให้ท่านราชครูได้ขายหน้าไม่เว้นแต่ละวัน เ้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะได้พูดอะไร หลิวอวิ๋นชูก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “คุณหนูสือจาวเป็ผีเฝ้าแม่น้ำฉินฉู่แห่งนี้หรือ ทำไมถึงได้ยุ่งเื่ของชาวบ้านไปทั่ว น่ารำคาญเสียยิ่งกว่าเสียงของคลื่นน้ำเสียอีก เฟิ่งสือจิ่นจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเ้าเลยสักนิด นางจะทำอะไร จะอยู่กับใคร จะทำให้จวนราชครูต้องขายหน้าหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวข้องกับเ้าตรงไหน?” เขาปรายตามองเฟิ่งสือจาวอย่างหยามิ่ ก่อนจะสบถเสียงออกมาอย่างเย่อหยิ่ง และเพิ่มระดับเสียงให้ดังยิ่งขึ้น “ชิ ...ช่างสอดรู้สอดเห็น ยุ่งเื่ของชาวบ้านไปทั่ว” หลังผ่านเหตุการณ์ในวิทยาลัยหลวงมา ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีทางยืนอยู่นิ่งๆ โดยไม่ทำอะไรอีกแล้ว
เฟิ่งสือจาวหน้าถอดสี “แล้วเ้ากับนางเป็อะไรกันหรือไง เ้าถึงได้เข้ามายุ่งไม่เข้าเื่เช่นนี้?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ก่อนอื่น ข้าเป็คนเหมาเรือลำนี้ และเ้า คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งผู้แสนยิ่งใหญ่ก็กำลังเหยียบอยู่บนเรือของข้า ข้าไม่ไล่เ้าออกไปจากเรือก็ถือว่าบุญแค่ไหนแล้ว อีกอย่าง ข้าไม่ใช่คนที่เย่อหยิ่งและชอบเสแสร้งเหมือนเ้า อย่างไรเสียข้ากับเฟิ่งสือจิ่นก็เป็เพื่อนร่วมชั้นกัน เมื่อนางเจอเื่ไม่เป็ธรรม ข้าย่อมต้องเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว มันเสียหายตรงไหนหรือ อย่างน้อยก็ดีกว่าเ้า ทั้งที่พวกเราเคยเรียนในวิทยาลัยหลวงด้วยกัน และเคยเป็เพื่อนร่วมชั้นกันแท้ๆ เมื่อเจอเื่ไม่เป็ธรรม ขนาดคนแปลกหน้ายังมีน้ำใจ รู้ว่าต้องเข้ามาช่วยเหลือเลย นี่ถือเป็น้ำใจอันดีงามที่มนุษย์ทุกคนพึงมี แต่เ้า... นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังตอกย้ำซ้ำเติมไม่หยุด ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตอนอยู่ในวิทยาลัยหลวง เ้าเรียนเื่คุณธรรมและการเป็คนมาได้อย่างไร หากเหล่าอาจารย์ที่ยกย่องเื่คุณธรรมและน้ำใจอันดีงามในวิทยาลัยหลวงมาเห็นการกระทำของเ้าในวันนี้ พวกเขาไม่โกรธจนหัวใจวายตายเลยหรือ!”
อาจารย์เ่าั้จะโกรธจนหัวใจวายตายหรือไม่ก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าตอนนี้ เฟิ่งสือจาวโกรธจนแทบจะอกแตกตายแล้ว
นางมีสีหน้าเย็นะเืขึ้น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย พลันความอำมหิตก็ประกายขึ้นในแววตา “หลิวอวิ๋นชู ข้าขอเตือนว่าอย่าเข้ามายุ่งกับเื่นี้จะดีกว่า ไม่เช่นนั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับเ้า อย่ามาโทษข้าแล้วกัน”
หลิวอวิ๋นชูหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “ข้าถูกข่มขู่มาั้แ่เด็กจนโตแล้ว เ้าเป็ใคร ทำไมข้าต้องกลัวด้วย พูดเหมือนตัวเองเก่งกาจนักหนา คนอย่างเ้า มีอะไรที่ควรค่าให้ข้าหวาดกลัวงั้นหรือ หากจะเทียบกันแล้ว เ้าไม่มีชื่อเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ถือเป็สิบสาวงามของเมืองหลวงด้วยซ้ำ แต่ข้าได้ชื่อว่าเป็คุณชายเสเพลอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชียวนะ หรือเ้าอยากจะวัดกันที่อำนาจของตระกูล เช่นนั้น ตระกูลเฟิ่งยิ่งใหญ่กว่าตระกูลหลิวของข้าตรงไหนหรือ? อย่างน้อยข้าก็เป็ถึงท่านชายซึ่งเป็ทายาทอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหลิว แล้วเ้าล่ะ เ้าเป็ท่านชายของตระกูลเฟิ่งหรือไม่? หรือเ้าคิดจะใช้อำนาจของบิดามาข่มข้า บิดาของเ้าเป็ท่านโหว บิดาของข้าก็เป็ท่านโหวเหมือนกัน เ้าคิดว่าข้าจะกลัวหรือไง?”
