เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีพลางกล่าว “อวิ๋นซี เราไปกินข้าวกันเถอะ”
ไป๋อวิ๋นซีตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ฉันไม่ได้ว่างเหมือนนายนะ ฉันยังต้องทำงาน”
เย่ฝานแกว่งเท้าไปมาขณะพูดว่า “นายทำงานแบบนี้ลำบากเกินไปแล้ว!”
ไป๋อวิ๋นซีหรี่ตาพร้อมเอ่ยว่า “นายคิดว่าเงินจะตกลงมาจากฟ้าหรือไง”
เย่ฝาน “…”
“งั้นฉันออกไปหาอะไรให้นายกินก็แล้วกัน นายอยากกินอะไรล่ะ หม่าล่ากุ้งัดีไหม?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะอย่างจนใจ “ไม่ต้องหรอก นายแค่ซื้อข้าวผัดมาให้ฉันก็พอ...”
“ข้าวผัด! นายกินง่ายเกินไปไหม แล้ววันนี้จะทำงานล่วงเวลาหรือเปล่า นายนี่ลำบากจัง ความจริงแล้วฉันเลี้ยงนายได้นะ” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีตอบทั้งเสียงหัวเราะ “นายเพิ่งจะหาเงินได้แค่ห้าสิบล้านหยวน มันน่าโอ้อวดตรงไหน”
เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจว่า “นายนี้จริงๆ เลย ถึงตอนนี้สถานะทางสังคมของฉันจะยังไม่มั่นคง แต่อนาคตของฉันต้องรุ่งเรืองสดใสแน่นอน! ช่างเถอะ ฉันไปหาข้าวกินก่อนดีกว่า...”
เย่ฝานเดินออกจากลิฟต์ พนักงานต้อนรับสาวสองคนจ้องมองเย่ฝาน สีหน้าของพวกหล่อนดูแปลกไป
“คุณชายเย่จะออกไปข้างนอกหรือคะ!” พนักงานต้อนรับหญิงคนผมยาวกล่าวถาม
หลังจากวันนั้นที่เย่ฝานเข้ามาในบริษัท เขาก็กลายเป็แขกประจำของที่นี่ไปทันที
ไป๋อวิ๋นซีเป็คนเ็า แต่เขากลับอนุญาตให้เย่ฝานนอนกลางวันในห้องทำงานของเขา ่ก่อนเ้าหมอนั่นยังทำให้ห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซีเหม็นหึ่งไปทั้งห้อง แต่เขากลับไม่โกรธเลยสักนิด
“ใกล้เที่ยงแล้ว ฉันจะออกไปดูว่ามีอะไรกินบ้าง” เย่ฝานตอบกลับ
พนักงานต้อนรับยิ้มพลางพูดว่า “เดินดีๆ นะคะ”
เย่ฝานเดินไปถึงประตูทางเข้าก็พลันนึกเื่หนึ่งขึ้นได้ เขาจึงเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ “ฉันจะบอกพวกเธอไว้นะ! ไม่ว่าจะเป็แฟนสาว พี่สาวหรือน้องสาวของอวิ๋นซีมาหาเขาก็ให้ขวางไว้ อย่าให้เข้าไปแม้แต่คนเดียว เข้าใจไหม?”
พนักงานต้อนรับหญิงทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ได้ตอบกลับไป เย่ฝานจึงพูดกับทั้งสองอย่างไม่พอใจ “พวกเธอได้ยินไหม ฉันจะบอกให้นะ ถ้าพวกเธอปล่อยให้ปีศาจจิ้งจอกพวกนั้นเข้าไปข้างในล่ะก็ ฉันจะไล่เธอสองคนออก”
พนักงานต้อนรับทั้งสองก็ยังคงไม่ตอบอะไร เอาแต่มองหลังของเย่ฝานเช่นนั้น
“นายเป็ใคร!” เสียงถามที่ไม่สบอารมณ์ลอยเข้ามา
เมื่อเย่ฝานหันหลังไปก็พบกับผู้หญิงรูปร่างผอมสูงที่งดงามคนหนึ่ง เย่ฝานยืดอกขึ้นพลางพูดจาวางอำนาจ “ฉันเป็แฟนของอวิ๋นซี”
พนักงานต้อนรับหญิง “…” แฟนผู้ชาย? หรือว่าที่คุณชายไป๋รักษาเนื้อรักษาตัวตัวให้สะอาดบริสุทธิ์มาตลอด ก็เพราะชอบคนแบบเย่ฝานนี่น่ะเหรอ?
ไป๋อวิ๋นเฟยถามด้วยความโกรธ “นายคือเย่ฝานคนนั้น?”
ดวงตาของเย่ฝานเป็ประกายพร้อมถามว่า “คุณรู้จักผมเหรอ? ทำไมถึงรู้จักผมได้ล่ะ?”
“แล้วนายรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร!” ไป๋อวิ๋นเฟยถามด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
เย่ฝานส่ายหน้าตอบว่า “ผมไม่รู้หรอก!”
“ฉันคือพี่สาวของอวิ๋นซี! ไป๋อวิ๋นเฟย” ไป๋อวิ๋นเฟยพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เย่ฝานถอนหายใจโล่งอก ก่อนแยกเขี้ยวยิ้มแฉ่งแล้วพูดว่า “ที่แท้ก็เป็คุณพี่สาวนี่เอง ผมนึกว่าเป็คู่แข่งซะอีก”
เย่ฝานนำพวงหยกออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้วหยิบหนึ่งชิ้นมอบให้กับไป๋อวิ๋นเฟยพร้อมพูดว่า “เมื่อครู่ที่เสียมารยาทไป ขอชดเชยด้วยสิ่งนี้นะครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยมองเย่ฝานอย่างหมดคำพูด เ้าหมอนี่คิดจะเอาของคุณภาพต่ำอย่างนี้มาสยบฉันงั้นเหรอ! หลังจากที่เซี่ยวฉือกลับมาจากสุสานโบราณก็พูดถึงเื่คนประหลาดผู้นี้ให้หล่อนฟังอยู่ไม่น้อย พอได้เข้าใกล้เขาจริงๆ ไป๋อวิ๋นเฟยถึงได้รู้ว่าเ้าหมอนี่มันประหลาดจริงๆ
“เพราะได้รับโทรศัพท์จากนาย คุณตาของฉันจึงโกรธจัดจนเกือบต้องเข้าโรงพยาบาลนายรู้ไหม” ไป๋อวิ๋นเฟยกัดฟันพูด
เย่ฝานพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “ผมแค่โทรไปขอเบอร์โทรศัพท์ของอวิ๋นซีเท่านั้น? เขาไม่ให้เบอร์ผม ผมก็ไม่โกรธเขา แล้วทำไมเข้าต้องโกรธผมด้วย! โมโหง่ายอย่างนี้ ไม่ค่อยดีนะครับ!”
ไป๋อวิ๋นเฟย “นายยังกล้าพูดนะ ตอนนายโทรไป นายบอกอะไรกับคุณตาของฉัน?”
“ผมพูดอะไรไม่ดีออกไปเหรอ! ผมแค่พูดว่า พวกเราจะกลายเป็...”
“หุบปาก!” ไป๋อวิ๋นเฟยรีบร้อนตวาดออกไป
เย่ฝานมองสีหน้าบอกบุญไม่รับของไป๋อวิ๋นเฟย ก่อนกล่าว “พี่สาว คุณเริ่มจะหงุดหงิดแล้วนะ ถ้าคุณตายังโกรธผมอยู่ละก็ เอาอย่างนี้ดีไหม วันหลังผมจะหลอมยาบำรุงครอบจักรวาลหนึ่งขวดไปให้ท่านเพื่อเป็การไถ่โทษ”
เย่ฝานยัดหยกใส่มือของไป๋อวิ๋นเฟยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมพูดว่า “คุณพี่สาว ผมจะไปซื้อข้าวแล้วครับ ไปก่อนนะ”
ไป๋อวิ๋นเฟยยืนมองแผ่นหลังของเย่ฝานที่เดินจากไป หล่อนสูดหายใจถี่ โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำไปหมด
“พวกเธอสองคนปล่อยให้ใครไม่รู้ไปได้ยังไง ต่อไปถ้าหมอนี่มาอีกล่ะก็ ให้ไล่ออกไปเข้าใจไหม” ไป๋อวิ๋นเฟยกัดฟันสั่ง
“คุณหนูไป๋คะ ท่านประธานไป๋อนุญาตให้เขาเข้าไปได้ค่ะ อีกทั้งท่านยังบอกว่าถ้าเขาอยากเข้าไปจริงๆ พวกเราก็ห้ามเขาไม่ได้ ครั้งแรกที่เขามาขอพบท่านประธานพวกเราไม่ให้เขาเข้าไปแล้ว ทว่าสุดท้ายเขากลับเดินออกมาพร้อมท่านประธานค่ะ” พนักงานต้อนรับรีบอธิบาย
ได้ยินว่าวันนั้นที่เย่ฝานมาเกิดเื่ประหลาดขึ้น มีคนปรากฏตัวนอกตึกตรงห้องประชุม เป็เพราะวันนั้นไป๋อวิ๋นซีกำลังโมโหเป็ฟืนเป็ไฟ ดังนั้นผู้ที่มาประชุมจึงแยกไม่ออกว่าควรจะกลัวไป๋อวิ๋นซีหรือกลัวชายหนุ่มหัวรังนกที่ห้อยตัวอยู่แถวหน้าต่างตึกชั้นเจ็ดดี
ไป๋อวิ๋นเฟยกัดฟันกรอดขณะกล่าว “ช่างมันเถอะ ฉันไปหาอวิ๋นซีละ”
“กลิ่นอะไรน่ะ!” ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปในห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซี ก็มุ่นคิ้วอย่างอดไม่ได้
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วก่อนตอบ “กลิ่นทุเรียนครับ”
ไป๋อวิ๋นเฟยมองไป๋อวิ๋นซีด้วยความสงสัยแล้วถามว่า “นายไม่ชอบกินทุเรียนไม่ใช่เหรอ?”
ไป๋อวิ๋นพยักหน้าตอบว่า “ใช่ ไม่ชอบ แต่ว่าเขา...”
“เย่ฝาน? อวิ๋นซี นายดีกับหมอนั้นเป็พิเศษเลยนะ!”
ไป๋อวิ๋นซีแย้มยิ้มพร้อมตอบกลับ “ก็นิดหน่อยครับ”
“นิดหน่อยเหรอ? หรือว่านายชอบคนแบบนี้?” ไป๋อวิ๋นเฟยถามอย่างใคร่รู้
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน! แต่ก็ไม่ได้เกลียดอะไร”
