แม้แม่น้ำฉินฉู่จะมีส่วนที่ติดกับแหล่งรวมสถานเริงรมย์ของเมืองหลวงก็จริง แต่แม่น้ำสายนี้ก็ทอดยาวออกไปไกล โอบล้อมแผ่นดินของเขตซ่างจิงเอาไว้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว มันไหลลงมาจากต้นน้ำ และทอดยาว ล้อมรอบเมืองหลวงเอาไว้ ถือเป็แนวป้องกันอีกชั้นของเมืองหลวงเลยก็ว่าได้ เส้นทางในการแข่งเรือก็ยาวไกลมากไม่ต่างกัน โดยผู้เข้าแข่งขันต้องพายเรือัออกไปจนสุดแม่น้ำ และวนกลับมาที่เดิม ใครวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นก่อน คนนั้นก็ถือเป็ผู้ชนะในการแข่งขัน
คุณชายจากตระกูลร่ำรวยทั้งหลายไม่พอใจแค่การชมการแข่งขันเพียงอย่างเดียว จึงมีการสร้างเกมนันทนาการขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือการเดิมพันนั่นเอง เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ประชาชนที่ชมการแข่งขันอยู่บนฝั่งทั้งสองข้างทางก็จะวิ่งตามเรือัไปอย่างตื่นเต้น ที่ริมแม่น้ำบริเวณที่มีน้ำตื้น คุณชายทั้งหลายก็แห่เหมาเรือสำราญเอาไว้ และพายเรือตามไปดูการแข่งขันด้วยเช่นกัน ระหว่างนี้ยังมีสาวงามนั่งเคียงข้าง และมีสุรารสดีให้ดื่มกินอีกด้วย ระหว่างการแข่งขัน พวกเขาจะวิเคราะห์แนวโน้มของการแข่งขัน และอาจเพิ่มเงินเดิมพัน หรือเปลี่ยนไปเดิมพันเรือลำอื่นด้วยก็ได้ เรียกได้ว่า พวกเขามีเื่สนุกและหาความสุขได้แทบทั้งคืนเลยทีเดียว
เฟิ่งสือจิ่นเดินแทรกอยู่ท่ามกลางฝูงคนด้วยหวังว่าจะตามหาหลิวอวิ๋นชูให้เจอ หากหาเขาเจอ นางก็ยืนยันกับตัวเองได้แล้วว่าตนแค่กังวลไม่เข้าเื่เท่านั้น น่าเสียดายที่แถบนี้มีผู้คนมากมายเหลือเกิน ต่อให้หลิวอวิ๋นชูอยู่ที่นี่จริง ก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะหาเขาเจอ
เฟิ่งสือจิ่นถูกฝูงคนรอบด้านดันให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีทางเลือก ในตอนนั้นเอง จู่ๆ มือของใครคนหนึ่งก็เอื้อมมาแตะที่ไหล่ของนาง พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “เฟิ่งสือจิ่น?”
เฟิ่งสือจิ่นดีใจเป็อย่างมาก นางรีบหันกลับไปมองตามเสียงและโพล่งออกไป “หลิวอวิ๋นชู!”
แต่เมื่อเห็นชัดๆ นางก็พบว่าแม้คนตรงหน้าจะแต่งกายหรูหราเหมือนกับหลิวอวิ๋นชูก็จริง แต่กลับไม่ใช่หลิวอวิ๋นชูแต่อย่างใด เขาสวมชุดสีทึบ ไหล่กว้างเอวเล็ก ที่เอวมีหยกชั้นดีแขวนอยู่ คนผู้นี้ดูงดงามยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก แม้จะแค่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ก็ตาม เพราะการมาของเขา เพียงไม่นาน ขุนนางและทหารจำนวนมากก็แห่กันมาเช่นกัน ฝูงคนที่เคยกู่ร้องด้วยความตื่นเต้นเริ่มเงียบเสียงลงโดยไม่ต้องนัดหมาย ทหารเ่าั้เข้ามาจัดระเบียบพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำฉินฉู่ กันให้ผู้คนถอยห่างจากชายผู้นี้อย่างรวดเร็ว ลมพัดเข้ามาจากทางแม่น้ำ ลูบให้ชุดคลุมของเขาปลิวไสว ดูโดดเด่นเตะตาเสียจริง
เฟิ่งสือจิ่นยังพอจะจำคนผู้นี้ได้อยู่ นางแสดงท่าทีระแวงออกมา “เ้าคือองค์ชายสองงั้นหรือ?”
องค์ชายสองเป็พี่ชายร่วมสายเืของซูเหลียนหรู เฟิ่งสือจิ่นรู้เื่นี้ดี นางมองไปยังพื้นที่ด้านหลังและรอบๆ ตัวซูจื่อฉิน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของซูเหลียนหรูแต่อย่างใด
ซูจื่อฉินประกายรอยยิ้มเ้าเล่ห์ระคนกะล่อนออกมาทางมุมปาก เขายืนกอดอก “คุณหนูเฟิ่งยังจำข้าได้ ช่างเป็เกียรติยิ่งนัก”
เฟิ่งสือจิ่นแสยะยิ้ม “เ้าเป็พี่ชายของซูเหลียนหรู ข้าจะลืมเ้าได้อย่างไร”
ซูจื่อฉินไม่ถือสาในความไร้มารยาทของเฟิ่งสือจิ่น กลับยังพูดขึ้น “เหลียนหรูไม่รู้ความ นางถูกตามใจมาั้แ่เด็ก หากนางสร้างความเดือดร้อนให้คุณหนูเฟิ่ง ก็ขอให้คุณหนูเฟิ่งอย่าได้ถือสาเลย” พูดจบก็เบนสายตาไปมองผิวน้ำแทน ภาพตรงหน้าช่างยิ่งใหญ่ตระการตาเสียจริง เรือัหลายลำเตรียมพร้อมสำหรับการออกตัว เรือสำราญที่ริมแม่น้ำก็เตรียมจะเคลื่อนตามไปแล้วเช่นกัน เขายิ้มตาหยี “คิดไม่ถึงว่าคืนนี้จะครึกครื้นเช่นนี้ เ้ามาดูการแข่งเรือเหมือนกันหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นไม่มั่นใจว่าซูจื่อฉินเป็คนอย่างไรกันแน่ แต่ลำพังแค่เขาเป็พี่ชายแท้ๆ ของซูเหลียนหรู นางก็ไม่มีวันบอกเื่การหายตัวไปของหลิวอวิ๋นชูออกไปอย่างแน่นอน นางพูดขึ้น “ข้ากับท่านชายหลิวมาดูการแข่งเรือด้วยกัน น่าเสียดายที่คนเยอะไปหน่อย พวกเราเลยพลัดหลงกัน หากองค์ชายสองเห็นเขาเมื่อใด รบกวนช่วยแจ้งให้ข้าทราบด้วย ถ้าเป็แบบนั้น ข้าคงซาบซึ้งใจมาก”
ซูจื่อฉินพยักหน้าเบาๆ โดยไม่คลายรอยยิ้มลง “ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นั่นเอง” เขากวักมือเรียกลูกสมุนของตน และสั่งว่าหากพบเห็นหลิวอวิ๋นชูเมื่อใดให้รีบพามาหาเขาทันที เมื่อสั่งเสร็จจึงบอกกับเฟิ่งสือจิ่น “คืนนี้มีคนมากมายเกินไปหน่อย จะเดินพลัดหลงกับพวกพ้องก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร แต่ข้าเกรงว่าจะมีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นน่ะสิ”
“เื่ร้ายแรงงั้นหรือ?”
ซูจื่อฉินโน้มตัวเข้ามาใกล้เฟิ่งสือจิ่น “ในทุกๆ ปี ที่นี่จะมีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นเสมอ วันนี้เป็วันดี แถมบรรยากาศก็สนุกครึกครื้น ถ้ามีใคราเ็ล้มตายขึ้นมา เช่นนั้นคงทำลายบรรยากาศแย่ เพราะแบบนั้น ทางราชสำนักจึงต้องส่งขุนนางมาดูแลความปลอดภัยและรักษาความเรียบร้อยของที่นี่”
เฟิ่งสือจิ่นเข้าใจแล้ว “วันนี้ในวังมีงานเลี้ยงไม่ใช่หรือ ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
ซูจื่อฉินพูดด้วยท่าทางเกียจคร้าน “เพราะงานเลี้ยงในวังน่าเบื่อเกินไป ข้าก็เลยอาสาดูแลงานนี้ด้วยตนเอง การแข่งเรือและพลุไฟของแม่น้ำฉินฉู่ น่าสนใจกว่างานเลี้ยงในวังหลวงเยอะเลย”
พูดจบ ลำแสงระลอกหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าพอดี เมื่อเสียงะเิดังแว่วขึ้น แสงหลากสีก็กระจายออกจากกันอย่างงดงามที่กลางอากาศ นี่เป็เหมือนสัญญาณบ่งบอกว่าการแข่งเรือเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว เรือัคล้ายจะสะสมพลังงานมามากเต็มที เมื่อพลุแตกกระจาย เรือทั้งหลายก็มุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับปลาเมื่อได้ลงน้ำไม่มีผิด
ซูจื่อฉินมองไปยังเฟิ่งสือจิ่น ใบหน้ากระจ่างใสของนางถูกห่อหุ้มด้วยแสงหลากสีของพลุไฟ มันเป็เหมือนผ้าบางๆ ที่ปกคลุมใบหน้า ทำให้นางดูลึกลับมากยิ่งขึ้น และเพิ่มความงดงามที่แสนพิเศษแก่นาง มันเป็ความสวยงามอีกรูปแบบซึ่งเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ซูจื่อฉินขยับเข้าไปใกล้เฟิ่งสือจิ่นมากขึ้น ก่อนจะพูดกระซิบกับนาง “ความจริง ที่ข้าอาสามาที่นี่เพราะยังมีเื่อื่นอีกต่างหาก ซึ่งเื่ที่ว่านี้ก็สำคัญกว่ามาก...”
เฟิ่งสือจิ่นมองเขาด้วยความสงสัย
เขาพูดช้าๆ “ก่อนหน้านี้ ข้าตามสืบเื่การหายตัวไป และถูกจับไปขายของเด็กหนุ่มในเมืองมาโดยตลอด ไม่แน่ ผู้บงการเื่นี้อาจอยู่ในงานนี้ด้วยก็ได้...”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักนิ่ง
เมื่อเรือัเริ่มออกตัว เรือสำราญที่จอดรออยู่ริมแม่น้ำก็เริ่มเคลื่อนตามไปเช่นกัน เรือสำราญลำแล้วลำเล่าเคลื่อนออกไปไกล และหายเข้าไปในความมืดของราตรี เรือที่หลิวอวิ๋นชูอยู่ก็ด้วย เขารับรู้ได้ว่าเรือกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ชายที่ข่มขู่เขาเมื่อครู่ก็ออกไปแจวเรืออยู่ข้างนอกแล้ว หลิวอวิ๋นชูจ้องหน้าต่างเป็เวลานาน ในที่สุดก็ขยับร่างกาย คลานไปที่หน้าต่างอย่างไม่คิดชีวิต แต่เพราะถูกมัดทั้งแขนและขา เขาจึงเคลื่อนไหวได้อย่างยากลำบาก เชือกที่ข้อมือและข้อเท้ารัดแน่นจนผิวกลายเป็รอยสีแดงช้ำ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ ความหวาดกลัวที่มีต่ออนาคตอันไม่แน่นอนของตน ทำให้เขามีความกล้าที่จะฮึดสู้ต่อไป เขานั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าต่าง ใช้ปากคาบและยกม่านไม้ไผ่ขึ้นอย่างกล้าหาญ
ข้างนอกเป็ริมแม่น้ำฉินฉู่จริงๆ ด้วย เขาคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็อย่างมาก เขาพบว่าตนกำลังออกห่างจากฝั่งแม่น้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เงาของฝูงคนบนฝั่งเคลื่อนไหวไปมา ไม่รู้ว่าเป็เพราะความร้อนรนภายในหัวใจหรือไม่ เขาจึงมองเห็นเฟิ่งสือจิ่นที่ยืนอยู่บนฝั่งโดยมีทหารห้อมล้อมั้แ่แวบแรก ชุดสีเขียวขุ่นบนร่างของนางโดดเด่นสะดุดตา มันถูกสายลมของราตรีนี้ลูบจนปลิวไสวขึ้นไปในอากาศ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นางฟ้าที่ลงมาช่วยเหลือผู้คนในโลกมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น เขาะโออกไปสุดเสียงอย่างไม่ลังเล “เฟิ่งสือจิ่น! เฟิ่งสือจิ่น!! เฟิ่งสือจิ่น!!!”
เดิมที เฟิ่งสือจิ่นกำลังฟังสิ่งที่ซูจื่อฉินพูดอยู่ แต่อีกฝ่ายเพิ่งพูดไปได้แค่ครึ่งเดียว เสียงของหลิวอวิ๋นชูก็ดังแทรกเข้ามาในหูเสียก่อน นางคิดว่าตนหูฝาด จึงรีบมองไปรอบด้าน
หลิวอวิ๋นชูอยากร้องเรียกนางอีก แต่ชายที่แจวเรืออยู่ด้านนอกก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขาเช่นกัน จึงโยนไม้พายทิ้ง แล้วเดินปรี่เข้ามาในห้องทันที ชายคนนั้นเตะหลิวอวิ๋นชูหลายครั้ง จากนั้นก็ใช้กำลังดึงเขาออกห่างจากหน้าต่าง แถมยังใช้มืออีกข้างปิดปากของเขาเอาไว้อย่างแ่า ต่อให้เขาจะพยายามเพียงใด สุดท้ายสิ่งที่ออกมาจากปาก ก็มีเพียงเสียงอู้อี้ที่แสนสิ้นหวังเท่านั้น ‘อื้อ... อื้อ...’
เมื่อเฟิ่งสือจิ่นมองไปยังเรือสำราญในแม่น้ำ นางพบว่าเรือลำหนึ่งกำลังโยกคลอนไปมาอย่างรุนแรง ใบหน้าเพียงครึ่งเดียวของหลิวอวิ๋นชูเพิ่งยื่นออกมาจากหน้าต่างก็ถูกใครบางคนลากกลับเข้าไปเสียแล้ว แต่เฟิ่งสือจิ่นมีสายตาคมเฉียบ นางจำได้ทันทีว่าคนผู้นั้นเป็ใคร จึงร้องะโเสียงดัง “หลิวอวิ๋นชู!”
