“ใต้เท้าหลิว ตามความเห็นของท่าน คิดว่าแคว้นของพวกเรามีแขกเยือนหรือไม่?”
ชายชราด้านข้างลูบเคราเบาๆ “ดวงตาข้าไร้แวว คงมิกล้ากล่าวยืนยันเช่นนั้น”
“ฮ่าๆ...คำพูดของใต้เท้าหลิวถูกเวลายิ่ง เจตนาของโอรส์ พวกเราเหล่าขุนนางย่อมมิกล้าคาดเดา” จากนั้นบทสนทนาจึงเปลี่ยนไป “เช่นนั้นวันนี้ ใต้เท้าหลิวคิดอย่างไรกับตำแหน่งพระชายารัชทายาท”
ใต้เท้าหลิวแย้มยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่าย “บุตรีของใต้เท้าเฉินในวันนี้แต่งกายงดงาม ดูเหมาะสมมากเลยทีเดียว”
ผู้ถามยกจอกขึ้น “ใต้เท้าหลิวช่างเข้าใจหยอกล้อจริงๆ ผู้น้อยเพียงแค่พูดจาถ่อมตัวเท่านั้น”
ข้าราชการอีกด้านหนึ่งได้ยินก็หัวเราะขึ้น “ในความคิดของข้า เป็คุณหนูของจวนชางหย่วนโหวที่จัดว่าอยู่ในตำแหน่งสูงสุด”
“เอ๋? เหตุใดจึงเห็นเช่นนี้?” คนอีกผู้หนึ่งเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “ข้ากลับเห็นว่าคุณหนูหกของจวนชางหรงโหวจึงจะโดดเด่นทั้งหน้าตาและความสามารถ”
“เห็นด้วย...เห็นด้วย...” มีอีกผู้หนึ่งเข้าร่วมสนทนา เพียงพริบตาเดียวเหล่าข้าราชการขุนนางใหญ่ทั้งหลายค่อยๆ วิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
อีกด้านหนึ่ง มีขุนนางบางคนที่ล้อมรอบอยู่ข้างกายของอัครมหาเสนาบดีจี้จิ่น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน แต่ดวงตาเ่าั้มองไปมองมาระหว่างชางหรงโหวและเสนาบดี
ั้แ่ทั้งสองกลับมาจากเจียงหนาน ความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงมาก นี่ทำให้เหล่าขุนนางใหญ่ทั้งหลายโล่งใจ
เมื่อนึกถึงในยามปกติที่พวกเขาต้องกังวลว่าจะล่วงเกินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ มาวันนี้บรรยากาศในราชสำนักผ่อนคลายสบายลงไม่น้อย
ทุกคนพากันหยิบจอกขึ้นดื่มอย่างสบายอุรา
จี้จิ่นนั่งอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าสายตากลับตกอยู่บนร่างของอวิ๋นซูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตายังคงเปล่งประกายงดงามอยู่หลายส่วน
ไม่พบกันหลายวัน บรรยากาศบนร่างของนางนับวันยิ่งโดดเด่น ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้แต่งกายงดงาม แต่นางดูเหนือผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
อาภรณ์เรียบง่ายงามสง่า ยิ่งอยู่ท่ามกลางสตรีที่แต่งกายอย่างประณีตเ่าั้ นางจึงโดดเด่นเป็พิเศษ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะปรายตามอง
พริบตานั้น อีกฝ่ายราวกับสังเกตเห็นถึงสายตาของตน จึงเบนสายตาขึ้น แย้มยิ้มเบาๆ เพื่อทักทาย
สายตาของจี้จิ่นเปล่งประกาย ยิ้มอ่อนโยนกลับไปให้
โดยไม่รู้ตัว ราวกับมีระลอกคลื่นสั่นไหว
อวิ๋นซูไม่ได้สังเกตมากเกินไปนัก นางเก็บสายตากลับมา เพียงแต่อดไม่ได้ที่จะมองไปยังทิศทางของจวนชางติ้งโหว
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในความคาดหมาย แต่เมื่อไม่เห็นเงาร่างอันคุ้นเคยนั้น ในใจของอวิ๋นซูรู้สึกไม่สงบอยู่บ้าง
นางเหยียดริมฝีปาก ถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงเก็บสายตากลับมา เมื่อมองไปอีกครั้ง บนใบหน้าก็ฟื้นคืนท่าทางเรียบเฉย
นางยื่นมือออกไปหยิบจอกเหล้าขึ้นรินเหล้าลงไปจนเต็ม หลังจากที่ดื่มไปจอกหนึ่งจึงวางลง
กลิ่นสุราจางๆ ไหลเวียนอยู่ในปาก อร่อยเลิศรสกว่าที่คาดนัก
และสามารถทำให้ใจของนางสงบลงได้ชั่วคราว
เพียงไม่นาน ข้างหูก็มีเสียงดนตรีอันไพเราะคลอเคล้า ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองปรากฏตัวขึ้นที่ตำแหน่งประธาน ทุกคนยืดกายคารวะ จักรพรรดิแคว้นเฉินหัวเราะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี ตามมาด้วยตงฟางซวี่ที่เป็จุดสนใจของสายตาผู้คน
รูปร่างสง่างาม เต็มไปด้วยลักษณะสูงส่งของราชวงศ์อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้านล่างมีสายตาคาดหวังมองมา ไม่ทราบว่าตำแหน่งพระชายารัชทายาทจะตกเป็ของตระกูลใด
อย่างไรก็ตาม สายตาของตงฟางซวี่กลับกวาดมองไปรอบๆ จากนั้นจึงตกอยู่ที่เงาร่างเรียบเฉย จนไม่อาจเก็บสายตากลับมาได้อีก
ดวงตาสีดำราวหมึกประดุจดั่งมีระลอกคลื่นสั่นไหวขึ้น เจือไปด้วยความรักใคร่แต่ก็มีความรู้สึกเ็ปไหลเวียน
เขาจินตนาการมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่สามารถระงับความพลุ่งพล่านในใจ ตลอดจนไม่สามารถข่มความเ็ปเอาไว้ได้
อวิ๋นซู...อวิ๋นซู...
มือของเขาค่อยๆ กำแน่น
อวิ๋นซูที่อยู่ด้านล่างย่อมสังเกตเห็น ั้แ่ต้นจนจบนางไม่ยอมสบตากับเขา ราวกับไม่ใช่เื่ของตนเองก็มิปาน
นางยังคงจิบเหล้าด้วยสีหน้าเยือกเย็น จากนั้นจึงยิ้มและพูดคุยกระซิบกระซาบกับคนข้างกาย
นางเพียงหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับไปเป็ปกติ และหวังจากใจจริงว่าเขาจะสามารถเข้าใจความลำบากใจของนาง
ดนตรีไพเราะ เสียงขับร้องเพราะพริ้ง สายตาของอวิ๋นซูมัวเมาอยู่บ้าง สุราไม่ทันมอมทว่าคนกลับเมามาย...
ทันใดนั้น เงาร่างในอาภรณ์สีทองทำให้บรรยากาศในงานฉลองถูกกระตุ้นจนถึงจุดสูงสุด
สตรีผู้หนึ่งพลันทะยานร่างมาจากด้านข้างเวที ชุดนางรำงดงามสีทองนั้นดึงดูดสายตาคนจำนวนมากในทันที
ใบหน้าของนางปิดไว้ด้วยผ้าแพรสีทอง แม้จะปรากฏเพียงดวงตาอันงดงามน่าหลงใหลทั้งสอง แต่กลับสามารถยึดกุมสายตาของทุกคนในที่นั้นได้ ยามเคลื่อนไหว ชายกระโปรงอันยิ่งใหญ่สะบัดไปมาราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน งดงามและโดดเด่น
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจก็คือ นางถึงกับเปิดเผย่เอว ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นก็ถูกเคลือบด้วยผงสีทอง และยังประดับไปด้วยกระดิ่งสีทองอีกจำนวนมาก
ยามเมื่อนางยกมือทั้งสองขึ้นก็จะเผยเอวบางอ้อนแอ้น ยามเมื่อขยับตัว กระดิ่งเ่าั้ก็จะส่งเสียงกังวาน ทำให้ผู้คนหลงใหลจนไม่อาจจินตนาการได้
บนโลกนี้ถึงกับมีคนที่สามารถปรากฏตัวราวกับนกยูงเต้นรำเช่นนี้ได้เชียวหรือ ร่ายรำได้งดงามเพียงใดยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง นางทำให้ผู้คนไม่สามารถละสายตาออกไปได้
ในหูได้ยินเสียงใสของกระดิ่งดังขึ้น ตรงหน้าดูราวกับมีฟองสีทองจำนวนมากทะยานขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
ส่วนสตรีผู้นั้น ยามเมื่อท่วงท่าแปรเปลี่ยนก็ยิ่งเปล่งประกาย เป็การระบำที่มีสีสันตระการตา ทำให้ผู้คนจำนวนมากถึงกับสูดลมหายใจนับครั้งไม่ถ้วน
หลังจากที่หมุนตัวอย่างต่อเนื่องกันหลายรอบ นางปลดผ้าคาดหน้าสีทองออก ใบหน้างดงามพลันปรากฏ ดวงตามองไปยังตงฟางซวี่อย่างลึกล้ำ กะพริบตาอย่างซุกซนท่าทีพึงพอใจ
เพียงแต่การกระทำนี้ทำให้คุณหนูจำนวนไม่น้อยพากันตกตะลึงครั้งใหญ่ นางรำผู้นี้ช่างโอหังนัก ถึงกับกล้าเล่นหูเล่นตากับฝ่าา โอหัง! ช่างโอหังเกินไปแล้ว!
สิ่งที่ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ได้ก็คือ บุรุษโดยรอบต่างก็มองจนตกตะลึง ท่าทางหลงใหลเช่นนั้นราวกับถูกระบำอันงดงามของนางดึงดูด เนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่อาจดึงสติกลับมาได้
ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นหอมอันแปลกประหลาด ยามสตรีผู้นั้นหมุนตัว กลิ่นหอมก็ยิ่งเข้มข้น
จี้จิ่นดึงสายตากลับมาเป็คนแรก สตรีที่มีความงามอันร้ายกาจเช่นนี้ หากมองนานไปจะทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยล้าได้
ยกมือขึ้นนวดบริเวณขมับเพื่อสงบอาการปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในใจของตน สายตามองไปยังอวิ๋นซูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
นางถึงกับจ้องมองไปยังการหมุนตัวของสตรีผู้นั้นอย่างไม่ละสายตา
มุมปากยกโค้ง ไม่ใช่ว่านางเองก็ถูกดึงดูดไปแล้วหรือ?
อย่างไรก็ตาม เขากลับมิสามารถรับรู้ได้ว่าในยามนี้ในใจของอวิ๋นซูสั่นสะท้านเพียงใด
นางระบำผู้นั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็คนของตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้ นางมีชื่อที่งดงามว่า อวิ๋นเยว่
อีกทั้งกลิ่นหอมในอากาศก็ไม่ใช่กลิ่นหอมธรรมดา แต่เป็ยาเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดจิติญญาของผู้คน ทำให้สูญเสียสติปัญญาไปชั่วครู่
เพียงแต่ด้วยปริมาณของยานี้ ดูแล้วก็เพียงเพื่อประกอบการเต้นระบำเท่านั้น เพื่อดึงดูดบุรุษทุกคนให้หลงใหลตนเอง
ในระหว่างที่ใคร่ครวญอยู่นั้น สตรีผู้นั้นก็เริ่มหมุนตัวตัวอีกครั้ง แขนเสื้อสีทองปลิวไสวไปในอากาศ ชายอาภรณ์โบยบินราวภาพวาด กลิ่นหอมนั้นเข้มข้นยิ่งขึ้น
บุรุษเบื้องล่างรู้สึกว่าเบื้องหน้าเปล่งประกายระยิบระยับ ยิ่งจ้องมองก็ยิ่งมึนงง พริบตานั้นมุมปากพลันมีน้ำลายไหลออกมา...
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว สายตายังคงจ้องมองไปยังอวิ๋นเยว่ที่กำลังเต้นระบำอยู่ ราวกับ้าใช้สายตาของตนส่งสารอะไรบางอย่างไปถึงนาง
อย่างไรก็ตามสตรีผู้นั้นกลับจดจ่ออยู่กับการแสดงมากเกินไป ไม่ได้สนใจนางเลยแม้แต่น้อย
เหตุใดอวิ๋นเยว่จึงได้มาเต้นระบำอยู่ที่นี่? ความสงสัยในใจของอวิ๋นซูพุ่งทะยาน สายตาเริ่มมองไปรอบด้านโดยไม่รู้ตัว จะมีคนตระกูลอวิ๋นอยู่หรือไม่?
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้อวิ๋นซูต้องผิดหวังก็คือ เมื่อมองไปทุกที่แล้วกลับมีเพียงใบหน้าของอวิ๋นเยว่ที่ดูคุ้นเคย
อวิ๋นซูจับปอยผมอย่างปวดใจอยู่บ้าง ตกลงแล้วนี่เกิดเื่อะไรขึ้น?
ค่อยๆ เบนสายตาขึ้น สายตาของนางตกอยู่บนร่างของสตรีที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีผู้นั้นอีกครั้ง ในใจอดไม่ได้ที่จะย้อนนึก
อวิ๋นเยว่ไม่ใช่คนตระกูลหลัก ในความทรงจำของตน นางควรจะเป็คนที่ให้ความรู้สึกไร้ตัวตน อีกทั้งยังมีนิสัยขี้ขลาด กระทำการใดๆ มักจะระมัดระวังเป็อย่างมาก
ยังคงจำได้ถึงงานเลี้ยงฉลองของตระกูลในครั้งนั้น ตนเองได้ชนเข้ากับนางโดยไม่ตั้งใจ แต่นางกลับคุกเข่าลงบนพื้น สั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความใ
คนเช่นนี้ เหตุใดจึงสามารถเต้นระบำเช่นนี้ออกมาได้? และเหตุใดจึงสามารถแต่งกายเช่นนี้ได้? อีกทั้ง...
ความสงสัยบนใบหน้าของอวิ๋นซูยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจคนบนเวทีที่มีความมั่นใจและเปิดเผยจุดเด่นบนเรือนร่างตนเองได้
หรือว่า จะเป็ใบหน้าเดียวกันแต่เป็คนละคน?
อวิ๋นซูเก็บสายตากลับมา ขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ บางทีหลังจากที่นางตายไป ตระกูลอวิ๋นอาจจะเกิดเื่อะไรขึ้นอีก?
พวกเขาจะรู้ถึงการกระทำของอวิ๋นเม่ยหรือไม่? จะรู้ว่านางตายอย่างไรหรือไม่?
พริบตานั้น อวิ๋นซูเริ่มรู้สึกลังเลขึ้นมา กระทั่งไม่ทราบว่าควรจะไปสอบถามอวิ๋นเยว่ให้กระจ่างชัดหรือไม่ ในเมื่อตอนนี้ฐานะของตนเองคือบุตรีคนที่หกของชางหรงโหวแห่งแคว้นเฉิน หากทำเช่นนั้นเกรงว่าจะดึงดูดความสงสัยของผู้คนก็เป็ได้
แต่ว่า...
ใจของอวิ๋นซูยุ่งเหยิง มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้นางคิดไม่ตก เพียงแต่ความจริงก็ทำให้นางไม่สามารถควบคุมความกระวนกระวายที่เอ่อล้นออกมาได้
บนพระที่นั่ง ตงฟางซวี่ได้สติกลับมาจากการเต้นระบำอันงดงามนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงมองไปยังฮองเฮาที่อยู่ข้างกายอย่างสงสัย ราวกับว่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีผู้นั้นถึงได้เล่นหูเล่นตากับตนเองเช่นนี้ เื่นี้จะต้องมีผู้อื่นบอกใบ้เป็แน่
เพียงแต่ว่าในตอนที่เขามองไปยังฮองเฮา ฮองเฮากลับมีท่าทางสงสัยเต็มพระพักตร์
ในตอนนี้เอง คุณหนูจำนวนไม่น้อยบริเวณรอบๆ เริ่มที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
“น่ารังเกียจจริงๆ นางเป็ใครกันแน่?”
“ใช่แล้ว ข้าไม่เคยเห็นนางเลย” เป็คุณหนูตระกูลไหนกันแน่?
“นางจิ้งจอกเช่นนี้เหตุใดจึงเป็คุณหนูไปได้ ต้องเป็นางจิ้งจอกแน่นอน!”
“ข้ามองดูแล้วก็ใช่ สวมใส่ชุดเปิดเผยเช่นนี้ ไหนเลยจะเป็ลักษณะของคุณหนูสูงศักดิ์ไปได้? ช่าง...ช่าง...หึ! ข้ากล่าวอะไรไม่ออกจริงๆ!!”
“ใช่แล้ว แล้วยังกล้าเล่นหูเล่นตากับฝ่าาอย่าเปิดเผย ไร้ยางอายยิ่ง!”
...
ในตอนนี้เอง อู๋ฮุ่ยอวิ๋นพลันมีลางสังหรณ์อันไม่สงบเกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่ความโกรธเคืองเช่นคุณหนูท่านอื่น นางกลับรู้สึกว่าสตรีผู้นี้น่าสงสัยเป็อย่างมาก นางรำผู้นี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
จริงดังคาด เมื่อเสียงเพลงจบลง นางระบำด้านหลังก็เข้าไปสวมเสื้อคลุมล้ำค่าให้สตรีผู้นั้น สามารถปิดบังบุคลิกอันโดดเด่นทั้งร่างเอาไว้ แต่กลับไม่สามารถปิดบังกลิ่นหอมที่ชักจูงผู้คนไปได้
เท้างามดุจหยกของสตรีผู้นั้นเหยียบย่ำลงบนพรมแดง ระหว่างคิ้วเจือไปด้วยความขบขัน ทำให้นางงดงามจนจิติญญาสั่นไหว เรือนร่างยามก้าวเดินงดงามดุจเมฆ ให้ความรู้สึกอ่อนโยน
นางเดินขึ้นไปยังตำแหน่งที่นั่งประธาน คารวะอย่างอ่อนช้อย ตลอดเส้นทางยังคงมีเสียงกระดิ่งเสนาะหู
สายตาของอวิ๋นซูจ้องมองไปตามนาง อวิ๋นเยว่ที่เป็เช่นนี้ช่างทำให้นางรู้สึกไม่คุ้นเคย
“ซีเยว่แห่งแคว้นอี้ ถวายพระพรจักรพรรดิเฉิน ถวายพระพรฮองเฮา และรัชทายาทเพคะ….”
