เย่ฝานขับรถไปตามถนนบนไหล่เขา ใบหน้าปรากฏความดีใจเป็ล้นพ้น
ไป๋อวิ๋นซีกวาดตามองเย่ฝานแวบหนึ่ง แล้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ “นายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เื่อะไรกัน?”
เย่ฝานหัวเราะคิกคัก “เพราะนายยอมออกมากับฉันไงล่ะ! ฉันเลยดีใจมาก!”
ไป๋อวิ๋นซีนั่งข้างคนขับ แล้วพูดเสียงเย็น “ขับรถระวังหน่อย! รักษากฎจราจรด้วย”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “รู้แล้วๆ! ฉันขับรถ นายก็วางใจได้เลย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…” วางใจงั้นเหรอ? ก่อนหน้านี้เย่ฝานเคยทำผิดกฎจราจรมาแล้วหลายครั้ง แล้วเขาจะวางใจได้อย่างไร!
เย่ฝานขับรถด้วยความมั่นคง ทันใดนั้นรถสปอร์ตสีเขียวก็ขับปาดหน้ารถเย่ฝานไปด้วยความเร็ว
“เ้าหมอนั่นแซงรถฉันไปแล้วอ่ะ” เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจ
ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้าง แล้วพูดว่า “เขาอยากแซง ก็ให้เขาแซงไปเถอะ”
“ฟิ้ว!...”
ไม่ทันไรก็มีรถสปอร์ตสีแดงอีกคันขับเร็วราวกับสายฟ้า แล้วพุ่งไปเบื้องหน้ารถของเย่ฝาน “แซงฉันไปอีกคันแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “พวกเราไม่ได้ทำเวลา ไม่ต้องรีบร้อนหรอก”
เสียงคำรามของรถสปอร์ตคันที่สาม คันที่สี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เย่ฝานได้ยินเสียงเป่าปากดูถูกลอยเข้าหู
เย่ฝานเร่งเครื่องทะยานไปเบื้องหน้าด้วยความโมโห “ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว! ปล่อยให้พวกมันแซงหน้าไปอย่างนี้ จะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ”
เย่ฝานแปะยันต์เหาะเหินไว้บนรถ แล้วแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น “พวกแกรอดูความเก่งกาจของฉันบ้าง!”
ไป๋อวิ๋นซีเห็นท่าทางของเย่ฝานเืร้อนพลุ่งพล่าน เขาก็เลือกหลับตาทำสมาธิ!
พอเย่ฝานเหยียบคันเร่งลงไปเท่านั้น รถก็พุ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว
รถของเย่ฝานทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวกับจรวด รถสปอร์ตหลายคันที่ขับแซงไปก่อนหน้านี้ต่างถูกรถของเย่ฝานเบียดไปด้านหลังจนหมด
“อวิ๋นซี ข้างหน้าเหมือนมีอะไรด้วยล่ะ!”
ไป๋อวิ๋นซีลืมตาก็เห็นริบบิ้นสีแดงเส้นหนึ่ง สองข้างทางถนนมีหญิงสาวที่แต่งตัวสวยงามยืนอยู่ไม่น้อย
ไป๋อวิ๋นซีเข้าใจทันทีว่า รถสปอร์ตหลายคันที่แซงเย่ฝานไปนั้นมาทำอะไร เย่ฝานเข้าใจผิดหลงเข้าไปในการแข่งขันรถยนต์เสียแล้ว เขาคิดแล้วเชียว! บนถนนที่ห่างไกลเมืองใหญ่ขนาดนี้จะมีรถสปอร์ตมากขนาดนี้ได้อย่างไร
รถของเย่ฝานชนริบบิ้นที่ถูกขึงไว้ แล่นผ่านฝูงชนที่มองตามหลังรถของเขาไป
สมาชิกของกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์ เมื่อเห็นรถของเย่ฝานแล่นผ่านไป ต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“แชมป์คือใครกันน่ะ! แปลกจังเลย! รถที่เข้าแข่งขันไม่มีรถเบนท์ลีย์นี่นา!”
“รถคันนี้ขับเร็วมากเลยนะ!”
.................................................................................…
หลังจากที่รถของเย่ฝานเข้าเส้นชัยมาได้ครูหนึ่ง รถคันอื่นๆ จึงทยอยเข้าเส้นชัยตามๆ กัน
ผลของการขับรถเร็วเกินไปก็คือ รถเกิดขัดข้องขึ้นมา
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วพูดว่า “รถเป็อะไรไปอีกล่ะ!”
“เหมือนกับน้ำมันจะหมด!”
“นายจะสังเกตหน้าปัดรถยนต์หน่อยไม่ได้เหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์
เย่ฝานเกาหัวแล้วพูดว่า “ขับเร็วเกินไปหน่อย ก็เลยไม่ทันได้สังเกตน่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีโทรศัพท์ออกไปหลายสาย เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ “นึกไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีสัญญาณ ที่นี่อยู่ห่างไกลจากความเจริญเกินไป”
เย่ฝานนั่งอยู่บนหลังคารถยนต์ “ตอนนี้คงได้แต่รอให้มีรถแล่นผ่านมา พวกเราจะได้ขอติดรถเขาไปด้วย”
ไป๋อวิ๋นซีเอ่ย “ถิ่นทุรกันดารขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะมีรถสักคันมั้ย...”
“ถ้านายเหนื่อย เข้าไปนอนในรถสักพักก็ได้นะ เดี๋ยวถ้าฉันโบกรถได้แล้ว จะเข้าไปเรียกนายเอง”
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบว่า “ก็ดีเหมือนกัน”
ไป๋อวิ๋นซีนอนพักไปประมาณสิบกว่านาทีก็ถูกเย่ฝานปลุกให้ตื่น “รถมาแล้วเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว!”
…………………………………………………………………………….
ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานลงจากรถเบนท์ลีย์ แล้วขึ้นรถที่โบกได้
รถที่เย่ฝานโบกได้คือรถออฟโรดคันหนึ่ง บนหลังคารถคันนี้มีอุปกรณ์สำหรับตั้งแคมป์เต็มไปหมด ไป๋อวิ๋นซีจึงเดาว่า เ้าของรถน่าจะเป็นักเดินทางที่มีความเชี่ยวชาญ
เมื่อไป๋อวิ๋นซีขึ้นรถ ก็พบว่าบนรถมีชายหนุ่มสองคนโดยสารอยู่ หนึ่งคนเป็คนจีน อีกหนึ่งคนเป็ชาวต่างชาติ!
เฉินหรานเห็นการแต่งตัวของไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝาน จึงถามด้วยความแปลกใจ “คุณทั้งสองคนเหมือนจะไม่ใช่คนแถวนี้ พวกคุณก็มาผจญภัยเหมือนกันหรือครับ?”
ไป๋อวิ๋นซีแย้มยิ้ม แล้วตอบว่า “ใช่แล้วครับ”
ไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานแต่งกายด้วยชุดนักสำรวจ เพื่ออำพรางรูปร่างหน้าตา
“ถ้าอย่างนั้นเราก็เป็เพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันสินะครับ ขอคำชี้แนะด้วยนะครับ” เฉินหรานพูดด้วยความตื่นเต้น
“ไม่ทราบว่าสหายทั้งสองจะไปที่ไหนกันเหรอครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“พวกผมเหรอครับ! ผมและจอร์จจะไปหมู่บ้านฮว๋าย จอร์จเป็คนชอบผจญภัย ได้ยินว่ามีหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมีความลี้ลับและแปลกประหลาด พวกเราจึงอยากไปสำรวจสักหน่อย พวกคุณอยากไปกับพวกเราไหม! หากมีคนเยอะๆ ก็ไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไร” เฉินหรานกล่าว
ชายที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับหันหน้ามายิ้มให้ไป๋อวิ๋นซี
เมื่อชายหนุ่มที่รับผิดชอบขับรถหันหลังมา ไป๋อวิ๋นซีถึงได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน ผมสีทอง ตาสีฟ้า จมูกโด่ง เบ้าตาลึก ดูไปแล้วหล่อเหลาไม่เบา
“หมู่บ้านฮว๋าย? มีเื่อะไรน่าอัศจรรย์หรือครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความอยากรู้
เฉินหรานพูดต่อ “หมู่บ้านฮว๋ายลึกลับมากนะครับ! ในหมู่บ้านนี้มีทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่ง เด็กๆ ที่ลงไปเล่นน้ำใน่ฤดูร้อนมักจะตายอย่างเป็ปริศนา”
เล่ากันว่าในทะเลสาบมีผีพราย ตอนนี้ไม่มีใครกล้าลงเล่นน้ำในทะเลสาบนั้นอีกเลย ได้ยินว่าแม้เด็กๆ จะไม่ได้ลงไปเล่นน้ำ แค่เข้าไปใกล้ฝั่งทะเลสาบก็จะถูกดึงลงไปในน้ำ ชาวบ้านหมู่บ้านฮว๋ายจึงขนานนามสถานที่แห่งนั้นว่าทะเลสาบกระชากิญญา
“ในหมู่ยังมีบ้านหลังใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ได้ยินว่าเป็คฤหาสน์ที่ขุนนางซึ่งลาออกจากราชการท่านหนึ่งได้สร้างขึ้นสมัยราชวงศ์ิชิง ภายหลังปรากฏว่าทายาทของขุนนางท่านนั้นกลับต้องตายเพราะหัวขาดจนหมด หลังจากนั้นที่นั่นก็ไร้ผู้อาศัย ทำให้กลายเป็คฤหาสน์ที่ผุพังและทรุดโทรมตามกาลเวลา”
ไป๋อวิ๋นซีนั่งฟังอย่างได้อรรถรส เขามองเย่ฝานแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ถ้างั้นพวกเราตามไปดูด้วยดีไหม”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ได้สิ!”
……………………………………………………………………………………………
เมื่อไปถึงจุดหมาย ทุกคนต่างลงจากรถ
ไป๋อวิ๋นซีเห็นจอร์จและเฉินหรานจับมือกัน เขาจึงคิดในใจว่าที่แท้พวกเขาเป็คู่รักร่วมเพศนี่เอง
พอไป๋อวิ๋นซีและคนอื่นๆ ไปถึงในหมู่บ้านก็เป็เวลาพลบค่ำแล้ว พวกเขาจึงต้องหาที่พักชั่วคราว
ตอนกลางคืน จอร์จแอบมาหาเย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีอย่างลับๆ ล่อๆ
“คุณจอร์จมีเื่อะไรหรือครับ?” ไป๋อวิ๋นซีเห็นท่าทีชอบกลของเขา จึงถามด้วยความสงสัย
“คุณไป๋ คุณช่วยเหลือผมสักเื่ได้ไหมครับ?” จอร์จถามด้วยความกังวล
“เื่อะไรหรือครับ”
“หรานหรานจะพาผมไปกินข้าวอบหม้อดิน[1] ให้ได้เลย คุณช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้เขาไปกินสเต๊กเนื้อวัวกับผมได้ไหมครับ ผมเองก็เคยไปกินตีนเป็ดที่สกปรกเป็เพื่อนเขามาแล้ว แต่เขากลับจะให้ผมไปกินข้าวอบหม้อดินกับเขาอีก” จอร์จเล่าด้วยใบหน้าโศกเศร้า
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดอย่างไม่เข้าใจ “ข้าวอบหม้อดิน ผมก็ชอบกินนะ ทำไมคุณถึงไม่อยากกินล่ะ!”
“นึกไม่ถึงเลยว่าพวกคุณจะชอบกินเนื้อเด็ก ตอนที่ผมเพิ่งมาถึงประเทศนี้ ก็ได้มาว่าคนที่นี่ กินหนู กินลิง กินมด กินลิ้นเป็ด… แต่ว่าพวกคุณกล้ากินเนื้อเด็กจริงๆ หรือครับ รัฐบาลไม่มีการจัดการใดๆ เลยหรือครับ?”
เย่ฝาน “…”
“คุณวางใจเถอะครับ ผมก็ไม่ชอบกินข้าวอบหม้อดินเหมือนกัน” ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะ แล้วพูดว่า “ทำไมเฉินหรานถึงต้องให้คุณไปกินข้าวอบหม้อดินเป็เพื่อนเขาด้วยครับ”
จอร์จขมวดคิ้วพลางเล่าอย่างหมดอาลัยตายอยาก “หรานหรานไม่ชอบกินสเต๊กเนื้อวัว แต่ผมชอบมาก หรานหรานเห็นสเต๊กเนื้อวัวที่สุกเจ็ดส่วนก็ทำให้เขาอยากจะอาเจียนแล้ว ก่อนที่ผมจะรู้จักเขา ผมกินสเต๊กเนื้อวัวที่สุกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น หลังจากคบกับเขาแล้ว ผมก็เปลี่ยนมากินสเต๊กเนื้อวัวที่สุกเจ็ดส่วน เขาก็ยังกินไม่ลงอยู่ดี ครั้งนี้เขาตั้งใจจะเอาคืนผมแน่ๆ! ผมพาเขาไปกินสเต๊กเนื้อวัว เขาก็เลยพาผมมากินข้าวอบหม้อดินบ้าง”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะ ความเคยชินด้านการกินอาการระหว่างคนในประเทศและคนต่างประเทศนั้นแตกต่างกัน คนที่นี่สามารถรับประทานสเต๊กเนื้อวัวซึ่งสุกเจ็ดส่วน แบบที่ปรุงโดยคนในประเทศได้ แต่สเต๊กเนื้อวัวสุกเจ็ดส่วนสำหรับชาวต่างชาตินั้น ยังเห็นเืแดงๆ แทรกอยู่ภายในเนื้อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสเต๊กที่สุกเพียงครึ่งเดียว คนในประเทศไม่มีทางรับได้แน่นอน!
“ความจริงแล้ว... ข้าวอบหม้อดินรสชาติไม่เลวเลยนะครับ ผมก็เคยกินมาแล้ว!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างน่าสยดสยอง
“พวกคุณ!” จอร์จมองไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานด้วยความหวาดผวา แล้ววิ่งจากไปอย่างตื่นตระหนก
ไป๋อวิ๋นซีเอียงหัวพูดพลางหัวเราะ “ชาวต่างชาติคนนี้ตลกจริงๆ!”
“เรียนภาษาจีนยังไม่ลึกซึ้งพอ ก็ต้องเจอบทสรุปอย่างนี้แหละ!” เย่ฝานพูดพร้อมกับเอามือไขว้ไว้ข้างหลัง
………………………………………………………………………………………….…
รุ่งเช้าของวันที่สอง
เย่ฝานเจอจอร์จและเฉินหรานอีกครั้ง จอร์จอาจจะกระจ่างเื่ข้าวอบหม้อดินแล้ว เพราะใบหน้าของเขามีสีแดงระเรื่อขึ้นมา
“คุณชายไป๋ พวกเราจะไปสำรวจทะเลสาบกระชากิญญา พวกคุณจะไปกับเราไหมครับ?” เฉินหรานถาม
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วตอบว่า “ได้สิครับ!”
เฉินหรานและจอร์จเดินจับมือกันอยู่ข้างหน้า
เย่ฝานที่อยู่ข้างหลังจึงเลียนแบบพวกเขาและจับมือของไป๋อวิ๋นซีบ้าง เฉินหรานหันหลังมามองไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยความดีใจ “คุณชายไป๋และคุณชายเย่ก็เป็คู่รักกันหรือครับ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “พวกเราหมั้นกันแล้วครับ”
เฉินหรานพยักหน้า “หายากจริงๆ นะครับ! ที่จะได้พบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันในประเทศ”
“ใช่ครับ ในประเทศยังมีคนหัวโบราณมากมายที่ไม่ยอมรับการสมรสของคู่รักร่วมเพศ พวกคุณล่ะครับ หมั้นกันหรือยังครับ?”
จอร์จพูดอย่างโอ้อวดว่า “พวกเราไม่เพียงแต่หมั้นกันแล้ว แต่ยังจดทะเบียนสมรสแล้วด้วยครับ!”
เย่ฝาน “…” ชาวต่างชาติคนนี้น่าหมั่นไส้จริงๆ!
“คุณเฉิน มีความเข้าใจเกี่ยวกับทะเลสาบกระชากิญญามากน้อยแค่ไหนครับ?” ไป๋อวิ๋นซีเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ได้ยินว่ามีดวงิญญามากมายหลับใหลอยู่ใต้ทะเลสาบ ดังนั้นหากเข้าไปใกล้ฝั่งทะเลสาบ โทรศัพท์มือถือจะอับสัญญาณ” เฉินหรานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความอยากรู้ “คุณเฉิน คุณรู้เื่เกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ไม่น้อยเลยนะครับ! ก่อนจะมาที่นี่คงทำการบ้านมามากเลยใช่ไหมครับ?”
เฉินหรานพยักหน้าตอบ “เป็เพราะจอร์จอยากจะลงทุนสร้างสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้! สมัยนี้มีผู้ชื่นชอบเื่ลี้ลับและเื่เหนือธรรมชาติอยู่มาก ตำนานที่เล่าขานในหมู่บ้านนี้ สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ถึงเวลานั้นน่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายให้มาเยือนที่นี่ได้”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่ คนสมัยนี้ประหลาดมาก คนสมัยก่อนพอพูดถึงผี ก็จะหลีกเลี่ยงหรือหนีไปให้พ้น แต่คนสมัยนี้พอได้ยินว่าที่ไหนมีผี ก็เกิดอยากจะไปล่าท้าผีที่นั่น”
เฉินหราน “…”
จอร์จเดินเข้าไปใกล้ฝั่งทะเลสาบ มองซ้ายมองขวาด้วยจิตใจที่หดหู่พลางเอ่ยว่า “ที่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย แค่อากาศหนาวกว่าปกติเท่านั้น”
เฉินหรานก้มมองโทรศัพท์มือถือ แล้วพูดว่า “โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณจริงๆ ด้วย”
“คุณจอร์จ อย่าเข้าใกล้ทะเลสาบนะครับ! ทะเลสาบนี้อันตรายมาก” ผู้ใหญ่บ้านพาชาวบ้านหลายคนวิ่งเข้ามาด้วยความลนลาน
จอร์จกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย “ก็ไม่เห็นจะมีอะไรนี่ครับ! มันก็คือทะเลสาบธรรมดาเอง เกรงว่าตำนานจะกล่าวเกินจริงไปหน่อย”
สิ้นเสียงพูดของจอร์จ บริเวณทะเลสาบพลันเกิดหมอกหนาปกคลุมหลายชั้นไปทั่วพื้นที่ จู่ๆ เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้น
ไป๋อวิ๋นซีสังเกตเห็นสีหน้าของผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านไม่ค่อยดีเท่าไร
ลมเย็นะเืโชยมาระลอกหนึ่ง เสียงหัวเราะของเด็กยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
เฉินหรานโอบกอดเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่ แล้วพูดว่า “หนาวจังเลย!”
จอร์จรีบเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะปกป้องนายเอง”
เย่ฝานมองจอร์จแวบหนึ่ง รู้สึกว่าชาวต่างชาติคนนี้ช่างน่าขัน ตัวเองกลัวจนเข่าอ่อนขนาดนี้ ยังกล้าบอกว่าจะปกป้องคนอื่นอีก
“รีบไปกันเถอะ” ไป๋อวิ๋นซีพูด
“เราจะไปทางไหนกันดี” จอร์จถามออกมา หมอกลงหนามาก เพียงชั่วพริบตาก็ปกคลุมทางที่เดินมาจนมองไม่เห็น
“ตามผมมา” เย่ฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
----------------------------------------------------------------------------------------
[1] ข้าวอบหม้อดิน ในภาษาจีนคือ 煲仔饭 หากแยกคำออกมา คำว่า 煲 แปลว่า ตุ๋น คำว่า 仔 แปลว่า เด็กผู้ชาย คำว่า 饭 แปลว่า ข้าว ซึ่งชาวต่างชาติที่เพิ่งเรียนรู้ภาษาจีน หากไม่ได้ทำความเข้าใจกับความหมายของอาหารชนิดนี้ให้ดีก่อน อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็เมนูข้าวเนื้อเด็กตุ๋นก็ได้
