ณ บ้านตระกูลไป๋
มู่เหลียนผิงถูกสวีหยวนชิงวางร่างไว้บนเตียง ไป๋อวิ๋นเฟยมองร่างของมู่เหลียนผิงที่แดงก่ำไปทั้งตัว หล่อนอดมุ่นคิ้วไม่ได้
ดวงตาสองข้างของมู่เหลียนผิงมีสีแดงเหมือนเื มือและขาถูกล่ามโซ่เอาไว้ สีหน้าแสดงความเกรี้ยวกราดและดุร้าย มองไปแล้วเหมือนไม่ใช่คน ทว่าคล้ายกับสัตว์ร้ายก็ไม่ปาน
ไป๋ซื่อหยวนมองสวีหยวนชิง แล้วถามด้วยความสงสัย “นักพรตสวี คุณชายมู่เขาเป็อะไร?”
“เขาฝึกลมปราณจนธาตุไฟเข้าแทรก” สวีหยวนชิงกล่าว
“แล้วเขาจะเป็แบบนี้ไปตลอดหรือ?” ไป๋ซื่อหยวนถามด้วยความระมัดระวัง
สวีหยวนชิงค่อยๆ ลูบหน้าผากที่ร้อนผ่าวของมู่เหลียนผิงด้วยความกังวล แล้วตอบว่า “ตอนที่อาการกำเริบก็จะเป็แบบนี้”
“นักพรตสวี ไม่รู้ว่าโรคของคุณชายมู่มีวิธีรักษาไหม ฉันสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”
ไป๋ซื่อหยวนและสวีหยวนชิงคบหาสมาคมกันมาหลายปี เขารู้ว่าสวีหยวนชิงมีลูกสาวคนเดียวรักดั่งแก้วตาด้วยใจ ต่อมาลูกสาวของเขาได้แต่งงานเข้าไปในตระกูลที่สืบทอดวิทยายุทธ์โบราณซึ่งมีความลี้ลับ หลายปีก่อนลูกสาวของเขาก็มาตายจากไป ทิ้งไว้เพียงหลานชายคนเดียว หลานชายคนนี้มีความสำคัญต่อจิตใจของเขาเพียงใด เป็เื่ที่ทุกคนพอจะคาดเดาได้
“ครั้งนี้ที่ฉันมาก็เพราะมาขอความช่วยเหลือจากคุณนั่นแหละ” สวีหยวนชิงหยิบรายการยาสมุนไพรออกมา แล้วพูดว่า “ผู้เฒ่าไป๋ งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ รายการสมุนไพรที่อยู่ในนั้น ล้วนต้องใช้อย่างเร่งด่วน”
ไป๋ซื่อหยวนรีบพยักหน้า แล้วพูดว่า “ได้ แล้วฉันจะรีบให้คนไปจัดการทันที”
“คุณปู่สวีคะ หนูมียันต์ปัดเป่าโรคภัยอยู่ชนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะใช้ได้กับโรคของคุณชายมู่ไหม?” ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าว
“ยันต์ปัดเป่าโรคภัย? ให้ปู่ดูหน่อยซิ”
ไป๋อวิ๋นเฟยรีบหยิบยันต์ออกมา เย่ฝานมอบยันต์ให้หล่อนอย่างใจกว้าง เมื่อคราวก่อนที่ไป๋อวิ๋นเฟยไปหาเย่ฝานเพื่อขอยันต์ปัดเป่าโรคภัยกับเขา เย่ฝานได้ให้ยันต์หล่อนมาถึงสิบแผ่นสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน หล่อนพกยันต์เ่าั้ติดตัวไว้เสมอ
“ดูไปแล้วยันต์แผ่นนี้ มีพลังแข็งแกร่งมาก!”
ไป๋อวิ๋นเฟยอดไม่ได้ที่จะเล่า “หนูเคยเห็นยันต์นี้รักษาอาการคนป่วยให้หายดีมากับตา มันมีอิทธิฤทธิ์ไม่น้อยเลยค่ะ” นั้นเป็คนป่วยที่สติฟั่นเฟือนคนหนึ่ง
“อย่างนั้นก็ลองดูเถอะ” สวีหยวนชิงกล่าว
“แตก” ไป๋อวิ๋นเฟยโยนยันต์ปัดเป่าโรคภัยใบหนึ่งลงบนร่างของมู่เหลียนผิง มู่เหลียนผิงจ้องหล่อนอย่างโกรธแค้นและแยกเคี้ยวใส่ ทำให้ไป๋อวิ๋นเฟยใจนเหงื่อแตกพลั่ก
เมื่อเห็นว่ายันต์ใช้ไม่ได้ผล ไป๋อวิ๋นซีก็ตื่นตระหนกไปทันที “ทำไมถึงใช้ไม่ได้นะ ครั้งก่อนก็ใช้ได้นี่...”
สวีหยวนชิงถอนหายใจ สีหน้าปรากฏความเศร้าสลด “บางที่อาจจะใช้ไม่ถูกกับอาการ เพราะอาการของเหลียนผิงไม่ได้เกิดจากการป่วยไข้”
“ผมยังมียันต์อีกหนึ่งอย่าง ลองใช้ได้นะครับ!” ไป๋อวิ๋นจิ่นพูดหลังจากนึกบางอย่างขึ้นได้
“ยันต์อะไรหรือ?” สวีหยวนชิงถาม
“ยันต์สงบจิต มันทำให้คนนอนหลับครับ” ไป๋อวิ๋นจิ่นรีบตอบทันที
ยันต์สงบจิตเป็ยันต์ที่เย่ฝานมอบให้ไป๋อวิ๋นซีตอนที่มาเยี่ยมคุณปู่คราวก่อน เพื่อใช้กับคุณปู่หากเขาคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก ไป๋อวิ๋นซีไม่อยากเก็บไว้จึงมอบให้กับเขา
ครั้งก่อนที่เย่ฝานติดยันต์นี้ไว้ที่หน้าผากของคุณปู่ ทำให้เขาหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ทำเอาคนทั้งบ้านใ กลัวว่าเขาจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก
“ยันต์สงบจิตหรือ อย่างนั้นลองดูก็ได้” สวีหยวนชิงกล่าว
ไป๋อวิ๋นจิ่นนำยันต์แปะไว้บนหน้าผากของมู่เหลียนผิง มู่เหลียนผิงพลันสงบลงอย่างรวดเร็ว สีเืที่ปรากฏในดวงตาค่อยๆ จางหายไป
เมื่อเห็นมู่เหลียนผิงหลับไป สวีหยวนชิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“นักพรตสวี คุณชายมู่น่าจะไม่เป็ไรแล้วนะครับ”
สวีหยวนชิงลูบหัวของมู่เหลียนผิงอย่างแ่เบาพลางพูด “หลับไปแล้ว เขาเองก็ไม่ได้หลับแบบนี้มานานแล้ว” นี่ก็แค่ทำให้มู่เหลียนผิงหลับไปชั่วขณะเท่านั้น รอจนเขาตื่น อาการก็จะกลับไปเป็เหมือนเก่าอีกครั้ง
ไป๋ซื่อหยวนถามสวีหยวนชิงด้วยความสงสัย “นักพรตสวี หลานชายของนายเป็อะไรกันแน่!”
สวีหยวนชิงส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว “มันเป็เวรกรรม!”
ไป๋ซื่อหยวนเห็นสวีหยวนชิงไม่อยากพูดอะไรมาก จึงไม่ซักถามต่อ
……................................................................................
ณ บ้านตระกูลเจียง
“คุณปู่อยากพบหนูเหรอคะ?” เจียงสูหย่าเดินเข้ามาในห้อง
เจียงเฉิงอี้พยักหน้าตอบว่า “ใช่แล้ว สวีหยวนชิงไปที่บ้านตระกูลไป๋ หลานชายของเขาเกิดเื่ ต้องใช้สมุนไพรจำนวนมากเพื่อช่วยชีวิต!”
เจียงสูหย่าถามกลับไปด้วยความแปลกใจ “นักพรตสวีท่านนั้นหรือคะ?” สวีหยวนชิงเป็บุคคลที่โด่งดังมาก เจียงสูหย่าได้ยินชื่อเสียงของเขามาั้แ่ยังเด็ก
เจียงเฉิงอี้พยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว นักพรตสวีคนนั้นนั่นแหละ เขาเป็คนที่มีวิชามาก เมื่อก่อนผู้เฒ่าไป๋ก็ได้เขาช่วยเหลือ ถึงผ่านอุปสรรคมาได้ และพัฒนากิจการของตระกูลไป๋ให้รุ่งเรืองมาจนถึงระดับนี้ ตอนนี้เขาเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ หากเราสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ บางทีอาจทำให้นักพรตสวีรู้สึกติดค้างน้ำใจเราในครั้งนี้ก็เป็ได้”
“้าสมุนไพร? เื่ของยาสมุนไพร บ้านตระกูลเจียงของเรากว้างขวางกว่าบ้านตระกูลไป๋ไม่น้อย บางทีนี่อาจเป็โอกาสของเราก็ได้นะคะ”
เจียงเฉิงอี้พยักหน้า “อืม สมุนไพรที่้าใช้ในครั้งนี้ค่อนข้างเยอะ สมุนไพรบางตัวบ้านตระกูลไป๋ก็ยังหาไม่เจอ ไป๋ซื่อหยวนเ้าหมอนั่นกำลังเชิญแขกไปที่บ้านมากมาย เพื่อช่วยกันคิดหาวิธีการช่วยเหลือ พวกเราต้องรีบไปแล้วล่ะ อย่าเสียเวลาอีกเลย”
...............................................................................
ตอนที่ไป๋อวิ๋นซีกลับมา ในบ้านก็เต็มไปด้วยบุคคลสำคัญ
ไป๋อวิ๋นจิ่นเห็นไป๋อวิ๋นซีพาเย่ฝานมาที่บ้าน เขารู้สึกผิดคาดมาก
“อวิ๋นซี ทำไมนายถึงพาเขามาด้วยล่ะ?” ไป๋อวิ๋นซีถามพลางนิ่วหน้า
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วตอบ “เย่ฝานบอกว่า อยากมาพบปรมาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งครับ”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “...”
“ทำไมถึงมีคนมาเยอะขนาดนี้ครับ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
ไป๋อวิ๋นจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พวกเขาล้วนแต่มาช่วยเหลือ หลานชายของนักพรตสวีเกิดเื่ ้าใช้สมุนไพรมีค่าและหายากจำนวนมาก เพื่อมาทำเป็ยาแก้ คุณปู่ก็เลยเชิญเพื่อนเก่ามาช่วยเหลือ แต่ข่าวนี้เล็ดลอดออกไป คนที่รู้ข่าวจึงพากันมามากมาย”
วิชาแพทย์ของสวีหยวนชิงเป็ที่รู้จักในแวดวงบุคคลสำคัญของเมืองหลวงมานานแล้ว บุคคลสำคัญหลายคนล้วนเคยได้รับการรักษาจากเขา พอสวีหยวนชิง้าความช่วยเหลือบ้าง คนเ่าั้จึงอยากตอบแทนบุญคุณ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่เข้ามาเพื่อตีสนิทกับสวีหยวนชิง
“คุณปู่ของพี่ เหมือนกับจะให้เกียรตินักพรตสวีมากเลยนะ!” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นจิ่นพยักหน้า แล้วพูดว่า “มันต้องแน่อยู่แล้ว นักพรตสวีเคยช่วยชีวิตคุณปู่เอาไว้ บ้านตระกูลไป๋ของเราที่มีวันนี้ได้เป็เพราะนักพรตสวี”
“คุณปู่ของพี่นี่ก็แปลก เอาไม้กวาดไล่ปรมาจารย์อย่างผมออกจากบ้าน แต่กลับเคารพคนไม่มีความสามารถอย่างนั้น ที่แท้ก็เป็ตาเฒ่าสมองเลอะเลือนจริงๆ” เย่ฝานพูดพลางส่ายหน้า
ไป๋อวิ๋นซีพูดกับเย่ฝานอย่างไม่พอใจ “ตอนที่จะมาบ้านฉัน นายสัญญาอะไรเอาไว้!”
เย่ฝานรีบเอามือปิดปากแล้วพูดว่า “ฉันจะปิดปาก”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…”
“อวิ๋นซี ทำไมนายถึงเพิ่งมาล่ะ?” ไป๋อวิ๋นเฟยเข้ามาจูงมือไป๋อวิ๋นซีเดินจากไป
“พี่รองทำไมถึงไม่ทักทายผมเลย หล่อนเห็นว่าผมเป็อากาศธาตุหรือไง!” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นจิ่นฝืนหัวเราะ “หล่อนน่าจะมองไม่เห็นนายน่ะ...”
เย่ฝาน “จะไม่เห็นได้ยังไง ผมตัวใหญ่ขนาดนี้...”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “...”
เย่ฝานใช้มือสะกิดแขนไป๋อวิ๋นจิ่น แล้วพูดว่า “คุณปู่ของพี่เคารพนักพรตสวีขนาดนี้ เขาต้องเชื่อฟังคำพูดของนักพรตสวีมากๆ เลยใช่ไหมครับ!”
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองเย่ฝานด้วยความแปลกใจ “นายถามเื่นี้ทำไม?”
เย่ฝานหัวเราะพร้อมพูดว่า “ผมก็ถามไปอย่างนั้นแหละครับ!”
“เื่นี้ก็ต้องแน่อยู่แล้ว คำชี้แนะจากนักพรตสวี คุณปู่จะเอาไปพิจารณาทุกครั้ง” ไป๋อวิ๋นจิ่นตอบ
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูด “เป็อย่างนี้นี่เอง!”
เย่ฝานมองสวีหยวนชิง แล้วพูดว่า “นักพรตสวีท่านนี้ ได้รับความชื่นชมมากจริงๆ! มีเศรษฐีหน้าโง่มากมายล้อมหน้าล้อมหลัง”
เขาก็เป็ปรมาจารย์ แต่ทำไมถึงไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างนี้บ้างนะ!
..........................................................................
ไป๋อวิ๋นซีห่างจากเย่ฝานเพียงครู่เดียว พอเขาจะกลับมาพาเย่ฝานก็ไม่เจอตัวเสียแล้ว
“พี่ใหญ่ เห็นเย่ฝานไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
ไป๋อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วเป็ปม “เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้นี่?”
ไป๋อวิ๋นซีสูดหายใจเข้าแล้วพูดว่า “ไม่รู้ว่าไปไหนซะแล้ว ขอให้เ้าหมอนั่นอย่าก่อเื่อีกก็แล้วกัน!”
เย่ฝานเดินเข้าไปในห้องของมู่เหลียนผิง เขาสะกดจุดนางพยาบาลให้สลบไป
“นายเป็ใคร? แล้วเข้ามาที่นี่ทำไม?” มู่เหลียนผิงถามพร้อมมองเย่ฝานด้วยความระแวดระวัง
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิง แล้วกะพริบตาปริบๆ “นายไม่ต้องใขนาดนั้นหรอก! ฉันมีเื่อยากจะให้คุณตาของนายช่วย ฉันก็เลยมาหานาย”
มู่เหลียนผิงหรี่ตาลง แล้วพูดด้วยความเ็า “นายคิดจะใช้ฉันไปข่มขู่คุณตางั้นเหรอ”
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ข่มขู่งั้นเหรอ! ทำอย่างนั้นยิ่งจะทำให้เสียเื่เอาเปล่าๆ นายมองว่ามันเป็ธุรกิจสิ ฉันรักษานายให้หาย ส่วนคุณตาของนายก็ช่วยเหลือฉันบ้างก็แค่นั้น”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝานแล้วถามว่า “นายสามารถรักษาฉันได้ นายรู้เหรอว่าฉันเป็อะไร?”
เย่ฝานพยักหน้าจริงจัง แล้วตอบว่า “นายกินผลไม้ที่ไม่ควรกินเข้าไป ร่างกายจึงรับฤทธิ์ของมันไม่ไหว ผลอัคคีวิเศษเป็ของดี ไปได้มาจากไหนกัน ใช้ไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ!” ผลอัคคีวิเศษเป็ผลไม้วิเศษชนิดหนึ่ง มีประโยชน์กับผู้ฝึกตนที่มีรากิญญาธาตุไฟมาก มันมีข้อดีมากมายก็จริง แต่ถ้าคนธรรมดากินเข้าไป อย่างเบาก็คืออัมพาต แต่ถ้าหนักก็คืออันตรายถึงชีวิต”
แววตาของมู่เหลียนผิงมีประกายเศร้าสลด ในขณะเดียวกันสีหน้าของเขาก็ปรากฏความเยือกเย็น “นายเป็ใครกัน ทำไมถึงรู้เื่นี้ได้?”
มู่เหลียนผิงเกิดในตระกูลของผู้ฝึกตนที่สันโดษ ในบ้านของเขาจะมีต้นผลอัคคีวิเศษต้นหนึ่ง มันออกผลเป็ผลอัคคีวิเศษ ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณในบ้านตระกูลมู่ต่างกินผลไม้ชนิดนี้ แต่คนที่กินมันเข้าไปมักจะเกิดผลอยู่สองอย่าง อย่างที่หนึ่งคือ ผู้ฝึกตนสามารถพัฒนาวิทยายุทธ์ให้เก่งได้ในพริบตาเดียว และฝึกวิชาสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ส่วนผลอีกหนึ่งอย่างคือ ผู้ที่กินผลอัคคีวิเศษเข้าไป เส้นลมปราณอาจขาดสะบั้นจนพิการไปในที่สุด
ต้นผลอัคคีวิเศษเป็ความลับสุดยอดของบ้านตระกูลมู่ น้อยคนนักที่จะรู้เื่นี้
ถึงแม้ว่าการกินผลอัคคีวิเศษเข้าไปจะมีความเสี่ยงสูง แต่คนในบ้านตระกูลมู่ก็ยอมเสี่ยงลองกินผลไม้นั่น จำนวนของมีจำกัด ถึงแม้จะอยากลิ้มลอง แต่โอกาสก็ใช่ว่าจะมาถึงง่ายๆ
เย่ฝานยักไหล่ “ก็ฉันดูออกนี่นา คุณตาของนายกำลังปรึกษากับคนมากมาย หวังจะใช้ยาสมุนไพรมาควบคุมอาการป่วยของนาย แต่จากระดับความสามารถของตานายแล้ว เกรงว่าจะช่วยนายไม่สำเร็จน่ะสิ!”
“พูดเหลวไหล!” มู่เหลียนผิงพูดด้วยความเ็า
มู่เหลียนผิงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะเขาเคารพคุณตามาตลอด
คุณสมบัติของมู่เหลียนผิงถือว่าอยู่ในระดับทั่วๆ ไป ถึงแม้ว่าเขาจะเคยฝึกฝนวิชาอย่างหนัก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกันในตระกูลมู่แล้ว ความสามารถของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ว่าผู้ใหญ่ในตระกูลให้ความสำคัญกับเขามาก เป็เพราะเห็นแก่หน้าของสวีหยวนชิงนั่นเอง เหตุผลสำคัญคือสวีหยวนชิงมีความรู้ด้านยาสามารถเขียนใบสั่งยาได้ ซึ่งล้วนเป็ประโยชน์ต่อผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณของคนบ้านตระกูลมู่
มู่เหลียนผิงกำลังพูดคุยกับเย่ฝานอยู่ดีๆ ทันใดนั้นพลังดั่งเปลวเพลิงในร่างก็กำเริบ ผิวสีแทนของมู่เหลียนผิงค่อยๆ เปลี่ยนเป็แดงสด สีหน้าแสดงออกถึงความทรมาน
“อาการกำเริบแล้ว!”
“นายรีบออกไป พาพยาบาลคนนี้ไปด้วย เวลาที่อาการของฉันกำเริบ จะควบคุมตนเองไม่ให้ทำร้ายคนไม่ได้ ถ้าฉันทำร้ายนายจนตายนั่นคงไม่ดีแน่” มู่เหลียนผิงแนะนำพร้อมกับพยายามควบคุมความเ็ป
เย่ฝานเบะปาก แล้วพูดว่า “นายนี่ก็คิดมากไปจริงๆ อย่างนายเหรอจะทำร้ายฉันได้?”
เย่ฝานยื่นมือไปแตะหว่างคิ้วของมู่เหลียนผิง พลังเปลวเพลิงในร่างของเขาถูกเย่ฝานดูดออกไป แล้วไหลซึมเข้าสู่ร่างของเย่ฝาน
สำหรับมู่เหลียนผิงแล้ว พลังแห่งเปลวเพลิงในร่างกายเปรียบเสมือนยาพิษ แต่สำหรับเย่ฝานแล้วมันกลับเป็โอสถชั้นเลิศที่ช่วยเพิ่มพูนระดับการฝึกตนให้กับเขา
“รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม ฉันดูดซับพลังของผลอัคคีวิเศษในร่างกายนายออกมาบางส่วนแล้ว ฤทธิ์ของพิษจะไม่สามารถทำร้ายร่างกายของนายได้อีก อาการกำเริบก็จะไม่เกิดขึ้นบ่อยอย่างเมื่อก่อน วิธีนี้คุณตาของนายทำได้ไหม?” เย่ฝานถามด้วยท่าทางมั่นใจ
มู่เหลียนผิงกำลังจะเปิดปากพูด ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามา ปรากฏร่างของไปอวิ๋นซีที่โมโหเป็ฟืนเป็ไฟ
