หลิวอวิ๋นชูตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง “เฟิ่งสือจิ่น พวกเรามาดีกันเถอะ”
“หือ?”
เขาพูดอย่างจริงจัง “ข้าอยากคืนดีกับเ้า ต่อไป พวกเรามาเป็เพื่อนกันเถอะ วางใจได้เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะคุ้มครองเ้าเอง หากใครกล้ารังแกเ้า ก็เท่ากับเป็ศัตรูของข้าด้วย”
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะขึ้นเบาๆ
ท่าทีกล้าหาญและใจกว้างที่หลิวอวิ๋นชูพยายามสร้างมาตั้งนาน หดหายไปกว่าครึ่งเพียงเพราะเสียงหัวเราะของเฟิ่งสือจิ่น เขาถามอย่างไม่พอใจ “เ้าหัวเราะอะไร?”
เฟิ่งสือจิ่นตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “หัวเราะเ้าน่ะสิ หากเล่นจนพอใจแล้วก็กลับไปดื่มนมชงที่บ้านเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูปะทุความโมโหออกมา “บิดาจริงจังนะเฟ้ย!”
“ไสหัวไปให้พ้นเลย ใครบอกว่าจะเป็เพื่อนกับเ้า”
เฟิ่งสือจิ่นยกขาขึ้น เพราะไม่อยากสนทนากับหลิวอวิ๋นชูต่อ จึงเตรียมจะะโกลับเข้าไปในจวน คิดไม่ถึงว่าหลิวอวิ๋นชูจะตอบสนองรวดเร็วเช่นนี้ เขาะโเข้ามาดึงชายกระโปรงของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้อย่างฉับไว เฟิ่งสือจิ่นหันหน้ากลับมาพลางถามพร้อมขมวดคิ้ว “อยากจะตีกันสักตั้งใช่หรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูหัวเราะอย่างได้ใจ “อุตส่าห์ล่อเ้าออกมาได้ทั้งที... ไป... ไปเที่ยวกันเถอะ”
เฟิ่งสือจิ่นปฏิเสธโดยไม่เสียเวลาคิดด้วยซ้ำ “ไม่ไป”
หลิวอวิ๋นชูพูด “คืนนี้ ที่แม่น้ำฉินฉู่มีงานที่ทั้งสนุกและครึกครื้น หอคณิกาห้าแห่งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงจัดการประกวดเพื่อคัดเลือกยอดบุปผาของเมืองหลวง เ้าจะไปหรือไม่ หากไปสาย ที่นั่งดีๆ ต้องถูกจองจนหมดแน่”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย “ข้าไม่มีเงิน”
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางใจกว้าง “ข้ามี”
เหตุนี้ หลังครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ เฟิ่งสือจิ่นก็ะโเข้าไปหาหลิวอวิ๋นชูทันที หลิวอวิ๋นชูไม่ทันได้ตั้งตัว เขาเตรียมจะหลบโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อลองมาคิดดูอีกทีก็เกรงว่าหากตนหลบออกไปแล้วเฟิ่งสือจิ่นอาจจะล้มหรือาเ็ได้ ยังไม่ทันที่เขาจะหลุดออกมาจากภวังค์ ก็ถูกเฟิ่งสือจิ่นทับจนล้มลงเสียแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าพลางลุกขึ้นยืนราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น “รีบไปกันเถอะ หากไปช้าเดี๋ยวจะไม่มีที่นั่งดีๆ นะ”
หลิวอวิ๋นชูนอนหมอบอยู่บนพื้น เขาชูนิ้วกลางออกมา ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก เหมือนเคยััที่ไหนมาก่อน “บิดาไม่ใช่เบาะหนังเคลื่อนที่นะเฟ้ย...”
ทั้งสองเดินออกมาจากซอย แล้วมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง หลิวอวิ๋นชูชำเลืองมองเฟิ่งสือจิ่นเป็ระยะตลอดทาง จนในที่สุดก็ถูกเฟิ่งสือจิ่นจับได้ นางถาม “เ้ามองอะไรหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูร้อนตัวเล็กน้อย “หากเ้าไม่มองข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังมองเ้าอยู่? คือว่า... แผลที่หัวของเ้าไม่เป็ไรใช่ไหม? หายดีหรือยัง?”
เฟิ่งสือจิ่นนวดขมับเบาๆ พลางพูดคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หากเ้าไม่พูดถึงยังไม่เท่าไร แต่เมื่อพูดถึงข้าก็เริ่มรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอีกแล้ว...” นางตบบ่าหลิวอวิ๋นชูเบาๆ “แต่ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรหรอก หากได้ดื่มสุราดีๆ สักสองสามจอก เดี๋ยวอาการก็จะทุเลาเอง”
ริมแม่น้ำฉินฉู่เป็แหล่งรวมสถานเริงรมย์ อาคารมากมายเรียงรายสูงต่ำไม่สม่ำเสมอกัน เมื่อยามราตรีมาเยือน ซอยแห่งนี้ก็จะมีเสียงดนตรีขับขาน มีเสียงหัวเราะขบขัน มีหญิงงามรวมไปถึงสิ่งนันทนาการต่างๆ มากมาย แสงระลอกสุดท้ายของดวงตะวันที่บัดนี้คล้อยไปอยู่ที่ริมขอบฟ้าสะท้อนให้คลื่นบนผิวน้ำเด่นชัดยิ่งขึ้น สีแดงของแสงตะวันเป็เหมือนเครื่องสำอางชั้นดีที่ฉาบย้อมอยู่บนผิวน้ำสีใส เรือสำราญน้อยใหญ่เรียงรายอยู่ทั้งใกล้และไกลโดยมีเวทีสีแดงขนาดใหญ่ที่ลอยเด่นอยู่กลางน้ำเป็จุดศูนย์กลาง ก้านหลิวมีโคมไฟสีแดงห้อยประดับประดา ผ้าสีแดงห้อยโยงเรือทั้งหลายเข้าด้วยกัน สีแดงของมันทำให้งานในวันนี้ดูรื่นเริงและครึกครื้นเป็อย่างมาก เมื่อเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูไปถึง พบว่าเรือสำราญราคาแพงจำนวนไม่น้อยถูกคุณชายชั้นสูงทั้งหลายจับจองเอาไว้หมดแล้ว คนทั้งหลายต่างก็หาที่นั่งดีๆ เพื่อรอชมการแสดงที่กำลังจะเริ่มขึ้น แม้แต่ที่ริมฝั่งทั้งสองข้างก็ยังมีผู้คนยืนมุงอยู่เต็มไปหมด
การประกวดยอดบุปผาเป็การแข่งขันที่หอคณิกาทั้งหลายร่วมกันจัดขึ้น โดยพวกเขาจะส่งสาวงามจากหอของตนเองขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที หากผู้ชมบนเรือชื่นชอบสาวงามคนใดก็สามารถโยนดอกไม้ขึ้นไปให้นางบนเวทีได้ หากท้ายที่สุด สาวงามคนใดได้ดอกไม้มากที่สุด ก็จะได้ครองตำแหน่งยอดบุปผานั่นเอง
การประกวดดังกล่าวมักจะจัดขึ้นปีละหลายครั้ง ซึ่งมักจะจัดใน่เปลี่ยนฤดูนั่นเอง สาวงามแย่งกันแสดงความสามารถกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ผู้คนย่อมชื่นชอบและชมการแสดงได้อย่างจุใจเป็ธรรมดา ในตอนแรก นี่เป็เพียงกลยุทธ์เพื่อเรียกลูกค้าของแม่เล้าทั้งหลายเท่านั้น ทว่าต่อมา การประกวดนี้กลับกลายเป็วัฒนธรรมประจำท้องถิ่นที่น่าดึงดูด ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นถึงความหรูหราฟู่ฟ่าของเมืองหลวงได้เป็อย่างดี ไม่ใช่แค่คุณชายเสเพลเท่านั้นที่หลงใหลจนต้องมาที่นี่บ่อยๆ แม้แต่หญิงวัยรุ่นที่ยังครองตัวเป็โสดทั้งหลายก็อยากมาชมความงดงามของที่นี่สักครั้งเช่นกัน
เพราะบริเวณนี้มีผู้คนมากมายเหลือเกิน หลิวอวิ๋นชูเกรงว่าเฟิ่งสือจิ่นจะถูกฝูงคนเบียดจนพลัดหลงกับตน จึงเป็ฝ่ายจูงมือของนางเอาไว้ด้วยตัวเอง แม้นั่นจะทำให้เขาเขินจนใบหูกับใบหน้าแดงไปหมดก็ตาม อีกด้าน เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ใส่ใจอะไร นางปล่อยให้อีกฝ่ายจูงมือ และเดินแทรกฝูงคนไปตามการนำทางของหลิวอวิ๋นชูแต่โดยดี
หลิวอวิ๋นชูร่ายยาว “อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ ข้าแค่กลัวว่าพวกเราจะพลัดหลงกัน ก็เลยจำเป็ต้องทำเช่นนี้ หากเ้าคิดว่าข้าทำเช่นนี้เพราะรู้สึกอะไรกับเ้าละก็...”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ข้าไม่ได้เข้าใจผิดนี่”
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยเสียงคลุมเครือ “ไม่เข้าใจผิดก็ดี”
ในตอนที่พวกเขาเดินไปที่ริมฝั่งเพื่อเตรียมจะขึ้นเรือ จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นที่มีสายตาเฉียบคมก็หยุดฝีเท้าลง นางพบว่าที่มุมหนึ่ง ชายที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นคล้ายกำลังขอทานอยู่ ที่ข้างกายเขา หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งนอนอย่างสงบโดยมีเสื่อห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ชายคนนั้นยื่นมือออกไปดึงชายเสื้อของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา พลางวิงวอนด้วยท่าทางน่าสงสาร “นายท่าน ทำบุญทำทานด้วยเถิด ข้าน้อยยากจน ไร้เงินทองติดตัว แต่ภรรยาของข้ากลับมาล้มป่วยเช่นนี้ นายท่าน ได้โปรดให้ทานข้าน้อยสักหน่อยเถิด ข้าน้อยจะได้นำเงินเหล่านี้ไปรักษาโรคแก่ภรรยา...”
คนใจบุญหลายคนเห็นใจชายผู้นี้ จึงให้เศษเงินแก่เขา
หลิวอวิ๋นชูหันกลับมามอง พบว่าเฟิ่งสือจิ่นกำลังลากเขาไปที่มุมลับตาดังกล่าว เขาคิดว่าเฟิ่งสือจิ่นคิดเมตตาขอทานผู้นี้ จึงพูดเตือนนาง “นี่ อย่าหลงกลคนพวกนี้เด็ดขาด ขอทานเหล่านี้เ้าเล่ห์นัก พวกเขาชอบออกมาหลอกเงินชาวบ้านตอนที่มีคนเยอะๆ แบบนี้แหละ”
เพียงพริบตาเดียวเฟิ่งสือจิ่นก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของชายคนนั้นแล้ว ชายคนนั้นดึงชายกระโปรงของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้โดยไม่แหงนหน้ามองนางด้วยซ้ำ เขาพูดซ้ำประโยคเดิมเหมือนที่เคยพูดกับคนอื่นๆ พลางวิงวอนอย่างน่าเวทนา “นายท่าน เมตตาข้าเถิด นายท่าน ถือว่าทำบุญทำทาน...” ราวกับว่าหากเฟิ่งสือจิ่นไม่ยอมให้ทาน เขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือเช่นนั้น
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยใบหน้าราบเรียบ “ดูเหมือนภรรยาของเ้าจะป่วยบ่อยเหลือเกินนะ เพิ่งผ่านมาแค่ไม่นาน ภรรยาของเ้าก็มานอนห่มเสื่อเช่นนี้อีกแล้วหรือ”
ชายคนนั้นชะงักลงเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ อีกด้าน เมื่อหลิวอวิ๋นชูเห็นหน้าอีกฝ่าย เขาก็จำขอทานตรงหน้าได้ทันที “ที่แท้ก็เป็เ้านั่นเอง ยังไม่รู้สำนึก กล้าออกมาหลอกผู้คนอีกหรือ ครั้งก่อนถือว่าเ้าโชคดีเลยหนีไปได้ ครั้งนี้ ไม่ต้องให้ข้าออกตามหา เ้าก็รนหาที่เองเลยสินะ!” เขาถกแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะดึงชายตรงหน้าขึ้นมาจากพื้นแล้วซ้อมให้หนัก
ชายผู้นี้หรือจะจำคนทั้งสองไม่ได้ ในวันนั้น โชคยังดีที่เขาหนีเร็ว จึงไม่ถูกเล่นงานไปด้วย มาตอนนี้เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นชูมีท่าทางโกรธแค้นคล้ายไม่ยอมปล่อยตนไปง่ายๆ เขาก็ไม่มีเวลามาสนใจอย่างอื่นอีกแล้ว ชายขอทานรีบลุกขึ้นมาจากพื้น แล้วฉวยโอกาสตอนที่มีผู้คนแออัด วิ่งหลบฝ่ามือของหลิวอวิ๋นชู และวิ่งเข้าไปในฝูงคนอย่างไม่ลังเล เพียงพริบตาเดียวเขาก็หายไปเสียแล้ว
ทางด้านของหญิงวัยกลางคนที่นอนอยู่บนเสื่อ ในตอนแรกนางยังนอนหลับตาโดยไม่ยอมขยับร่างกายแม้แต่น้อย ต่อมา เมื่อรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง นางมีอวัยวะครบทุกส่วน ร่างกายแข็งแรง ไม่เหมือนคนป่วยหนักเลยสักนิด ยังไม่ทันที่หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นจะได้พูดอะไร หญิงคนดังกล่าวก็วิ่งเข้าไปในฝูงคนอย่างคล่องแคล่วและฉับไว วิ่งไปพลาง พลางก็ก่นด่าไปด้วย “เ้าผีเน่าเอ๊ย ชั่วช้าสารเลวจริงๆ ทิ้งข้าเอาไว้แล้วหนีไปคนเดียวเลยหรือ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูมองหน้ากันแวบหนึ่ง หลิวอวิ๋นชูนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก จู่ๆ ก็รู้สึกโกรธจนไม่อาจหักห้ามตัวเองได้ “เห็นไหม ข้าบอกแล้วไงว่าสองคนนี้เป็พวกต้มตุ๋น อย่าให้ข้าเจอพวกมันอีกนะ หากข้าเจอสองคนนี้อีกเมื่อใด จะอัดให้หนักเลย”
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยท่าทางตกตะลึง “เ้ารู้ั้แ่ตอนนั้นแล้วหรือว่าสองคนนี้เป็พวกต้มตุ๋น?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “หากพวกเขาไม่ใช่พวกต้มตุ๋น ข้าจะปฏิบัติกับพวกเขาเช่นนั้นหรือ ก่อนวันนั้นหนึ่งวัน ข้าเคยเห็นพวกเขาไปหลอกขอทานที่อื่นมาก่อนก็เลยรู้” ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงกลองดังขึ้น หลิวอวิ๋นชูหันไปมองที่กลางแม่น้ำแวบหนึ่ง จากนั้นก็ลากเฟิ่งสือจิ่นไปทางนั้นด้วยท่าทางตื่นเต้น “ใกล้จะถึงเวลาแล้ว พวกเรารีบเข้าไปก่อนเถอะ มีอะไรไว้ค่อยคุยกันวันหลัง”
