“แม่นมอู๋ เ้าเคยพบคุณหนูหกผู้นั้นอย่างใกล้ชิดหรือไม่?” เมื่อวันพระราชพิธีเฉลิมฉลอง ไทเฮาทรงไม่ได้เสด็จไปเข้าร่วม ดังนั้นจึงไม่เคยเห็นใบหน้าของอวิ๋นซูอย่างชัดเจน
แม่นมที่อยู่ด้านหลังก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ย่อตัวลงเล็กน้อย “ตอบไทเฮาเพคะ บ่าวเคยพบมาก่อน เป็คุณหนูที่เห็นแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกดีเพคะ ให้ความรู้สึกราวกับดอกกล้วยไม้ที่เบ่งบานบนูเา ให้ความรู้สึกราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิคลอเคลียใบหน้า”
ดอกกล้วยไม้ที่เบ่งบานบนูเา? แม่นมบรรยายได้อย่างเห็นภาพ ทำให้ให้สมองของไทเฮาปรากฏภาพนั้นขึ้นมาอย่างระงับไม่ได้ พระโอษฐ์ค่อยๆ เกิดเสียงสรวล “ถ้าเทียบกับคุณหนูรองเล่า?”
“...บ่าวมิกล้ากล่าวให้มากความเพคะ”
“ให้เ้าพูดเ้าก็พูดมาเถิด” ไทเฮารู้สึกแปลกพระทัย เป็สตรีเช่นไรกันแน่ ถึงกับทำให้ฮูหยินแม่ทัพเวยหย่วนต้องออกหน้าทำให้พระองค์ต้องสอดมือเข้าไปยุ่ง อย่างไรเสียก็แค่แม่นางวัยเยาว์ผู้หนึ่งเท่านั้น
แม่นมอู๋ลังเลครู่หนึ่ง ย้อนนึกไปถึงใบหน้าอันงดงามราวกล้วยไม้นั้น “หากกล่าวถึงลักษณะนับได้ว่าโดดเด่นกันไปคนละแบบ แต่หากกล่าวถึงคุณลักษณะพิเศษ คุณหนูหกเหนือกว่าคุณหนูสูงศักดิ์จำนวนมากโดยสิ้นเชิงเพคะ”
ไทเฮาทรงแปลกพระทัย แม่นมอู๋อยู่ข้างกายมานานหลายปี ไม่มีสตรีงดงามแบบไหนที่ไม่เคยเห็น สายตาเข้มงวดจุกจิกเป็อย่างมาก นางถึงกับบรรยายคุณหนูหกเช่นนี้ ดูแล้วคงเป็คนที่ฉลาดมีไหวพริบถึงทำให้ฮูหยินชางหรงโหวปวดเศียรเวียนเกล้าได้เช่นนี้
หากให้คุณหนูหกไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์จริงๆ แม่นมอู๋ไม่ได้รู้สึกว่าเื่นี้ไร้สาระ กลับรู้สึกเสียดายมากกว่า
“ไทเฮาเพคะ ขอประทานอภัยที่บ่าวปากมาก คุณหนูหกเป็บุตรีอนุภรรยา หากเื่ที่ให้บุตรีอนุภรรยาไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ลือออกไป เกรงว่าจะจะเป็การเสียหน้าเพคะ...”
พระเนตรของไทเฮาทอดไปไกลอย่างลึกล้ำ “ผู้ใดกล่าวว่าเป็บุตรีอนุภรรยาแล้วจะเป็องค์หญิงไม่ได้?”
นี่...ความหมายของไทเฮาคือจะให้ฝ่าาหรือฮองเฮารับคุณหนูหกเป็บุตรบุญธรรม? เช่นนั้นก็จะกลายเป็องค์หญิงโดยชอบธรรม ในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีเื่เช่นนี้มาก่อน แม่นมอู๋ทำได้เพียงแค่คิด ไม่นานก็เก็บสีหน้าของตนแล้วถอยหลังไป
...
ณ ตำหนักหงส์
“ไทเฮา้าให้เปิ่นกงรับคุณหนูหกเป็บุตรหรือ? พระองค์ทรงตรัสเช่นนี้จริงๆ หรือ?”
ในมุมมืด เสียงทุ้มลึกเสียงหนึ่งดังขึ้น “ไทเฮาทรงไม่ได้ตรัสอย่างชัดเจน แต่ว่าควรจะมีความคิดเช่นนี้”
ฮองเฮาทรงสูดลมหายใจลึก เื่นี้จัดการได้ยากแล้ว แต่ก็เป็การแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความสามารถของอวิ๋นซูคุกคามไปถึงตำแหน่งบุตรีภรรยาเอกแห่งจวนโหวแล้ว ด้วยเหตุนี้ฮูหยินชางหรงโหวจึงคิดวิธีเช่นนี้เพื่อกำจัดหนามตำใจออกไปจากสายตา
ยิ่งวิธีการของศัตรูโเี้มากเท่าไร ยิ่งอธิบายได้ว่าความสามารถของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเท่านั้น
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเื่ราวจึงมาถึงขั้นนี้ได้ พระทัยของฮองเฮาถึงกับมีความคิดที่จะช่วยเหลืออย่างลับๆ พระองค์ส่งสัญญาณ นางข้าหลวงใหญ่พลันรีบหยิบทองสามแท่งส่งให้ในมือของบุคคลในมุมมืด
ไม่นาน รองเท้าของบุรุษรูปงามเหยียบย่างเข้ามาในตำหนัก “เสด็จแม่ ท่านเรียกข้าหรือ?”
ตงฟางซวี่เห็นว่าพระพักตร์ของฮองเฮาจริงจัง พระองค์โบกพระหัตถ์ครั้งหนึ่ง ทุกคนในตำหนักพลันถอยออกไป
“รัชทายาท บอกแม่มาสิว่าใจของเ้าที่มีต่อคุณหนูหกเปลี่ยนแปลงไปหรือยัง?”
สีหน้าของตงฟางซวี่พลันจริงจังขึ้นมา “ไม่เคยแปรเปลี่ยน” แม้ว่าเขาจะยังไม่เคยบอกความในใจของตนต่ออีกฝ่ายก็ตาม
ปลอกเล็บบนพระหัตถ์ของฮองเฮาเคาะเบาๆ ลงบนที่วางแขน “เื่ที่คุณหนูหกจะถูกส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ รัชทายาทต้องเปลืองความคิดมากเสียหน่อยแล้ว”
หมายความว่าอย่างไร? “เสด็จแม่ทรงได้ยินอะไรมาหรือ?” นี่เป็ไปไม่ได้ เสด็จพ่อจะมีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร
“แม่เพียงแค่อยากจะบอกเ้า หากเ้าตัดสินใจเลือกนาง ก็จะต้องเตรียมใจให้พร้อม แม้ว่าแม่จะยังไม่เห็นด้วยที่จะให้นางเป็พระชายารัชทายาท แต่แม่ก็จะให้เ้าตัดสินใจด้วยตัวเอง” หากเป็ชายารองก็มากเกินพอสำหรับคุณหนูหกแห่งจวนโหวผู้นี้แล้ว แต่หาก้านั่งบนตำแหน่งพระชายา ก็ต้องดูความสามารถของนาง ฮองเฮาคิดจะเปิดพระเนตรให้กว้าง มองว่ารัชทายาทจะพยายามเพื่อการตัดสินใจของตนอย่างไร
ตงฟางซวี่พลันเข้าใจกระจ่างว่าฮองเฮาทรงตรัสทุกสิ่งที่สมควรออกมาหมดแล้ว เขาสูดลมหายใจลึก “ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ณ ห้องทรงพระอักษร
“เจียงหนานขอความช่วยเหลือมา โรคระบาดได้แพร่ไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เื่นี้เป็เื่เร่งด่วน ขุนนางที่รักทั้งสองรีบเก็บสัมภาระเถิด!”
สีหน้าของจักรพรรดิเฉินเคร่งเครียด ขุนนางเบื้องพระพักตร์ทั้งสองกลับไม่แลกเปลี่ยนสายตากันเลยแม้แต่น้อย “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา!”
อย่างไรก็ตามเมื่อออกมาจากห้องทรงพระอักษร สายตาปรปักษ์ทั้งสองคู่สบกัน ราวกับเกิดประกายไฟะเิออกมา “ครั้งนี้ได้ทำงานร่วมกับท่านโหว ข้าจะต้องโชคดีไปสามชาติแน่ๆ”
“ได้ทำงานร่วมกับท่านอัครมหาเสนาบดีในครั้งนี้ ข้าเองก็คาดหวังยิ่งนัก”
กลิ่นอายของความเป็ศัตรูอันเข้มข้นวนเวียนอยู่โดยรอบ สองมือของอัครมหาเสนาบดีคำนับครั้งหนึ่ง “เช่นนั้นข้าขอตัวนำไปก่อน!”
อย่างไรก็ตาม ตอนที่ท่านโหวเดินทางผ่านสวนบุปผาหลวง ได้ถูกขันทีผู้หนึ่งขวางทางเอาไว้ “ท่านโหวโปรดหยุดเท้าก่อน รัชทายาททรงเชิญท่านไปพบขอรับ!”
ภายในตำหนัก รัชทายาทเดินวนไปมา พยายามทำใจของตนให้เย็นลง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด คำพูดของฮองเฮาจึงทำให้ความร้อนรนในใจของเขาเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว หากไม่รีบจัดการเกรงว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นได้
บุรุษร่างกำยำเดินก้าวยาวๆ เข้ามา ตงฟางซวี่จึงรีบเก็บงำสีหน้า
“ถวายพระพรรัชทายาท”
“ท่านโหวอย่าได้มากพิธี!”
ส่งสายตาครั้งหนึ่ง คนอื่นๆ ถอยออกไปในทันที ชางหรงโหวมองไปยังบุรุษสูงศักดิ์ผู้เยาว์วัยตรงหน้า คาดเดาจุดประสงค์ของอีกฝ่ายไม่ออก
“ท่านโหว ข้ามีเื่หนึ่ง้าให้ท่านช่วย”
“...กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ!”
ตงฟางซวี่ลังเลครู่หนึ่ง “ท่านโหวคงเคยได้ยินเื่ที่มีคนทูลเสด็จพ่อ เื่ส่งคุณหนูหกไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นอี้แล้วกระมัง?”
ในใจชางหรงโหวรู้สึกแปลกประหลาด เหตุใดรัชทายาทจึงได้พูดเื่นี้ขึ้นมา “เพียงได้ยินข่าวลือมาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้ อาจจะไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้ว” คำพูดของตงฟางซวี่ทำให้ใบหน้าของชางหรงโหวเปลี่ยนไปอย่างหาได้ยาก “ความหมายของพระองค์คือ...”
ใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าปรากฏริ้วแดงๆ ขึ้นคล้ายมีคล้ายไม่มี ในสมองปรากฏภาพดวงตางดงามของอวิ๋นซูทำให้เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “ไม่ขอปิดบังท่าน ข้ามีใจให้คุณหนูหกนานแล้ว หวังว่าท่านโหวจะช่วยให้สมหวัง”
“...” ชางหรวโหวเห็นท่าทางจริงจังของรัชทายาทดูไม่เหมือนกับเป็การล้อเล่น ทว่า...รัชทายาทกับอวิ๋นซูมีการติดต่อกันหรือ? หรือจะเป็รักแรกพบเมื่อวันงานพระราชพิธีเฉลิมฉลอง? เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินอวิ๋นซูกล่าวถึงมาก่อน?
คำพูดอันน่าตกตะลึงนี้ทำให้ชางหรงโหวรู้สึกจิตใจว้าวุ่น นี่มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ทันไรก็มีผู้ชื่นชมโผล่ออกมามากมายขนาดนี้ เริ่มด้วยคุณชายสามจวนชางติ้งโหว ตอนนี้ก็เป็รัชทายาท อย่างไรก็ตาม ในใจของชางหรงโหวเกิดความยินดีมากกว่าตกตะลึง
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยคิดเลยว่า บุตรีอนุภรรยาของตนจะสามารถทำให้รัชทายาทผู้สูงศักดิ์มองนางได้ เริ่มแรกพวกเขาทุ่มเทจิตใจอบรมสั่งสอนหลิ่วอวิ๋นฮว๋าก็เพื่อตำแหน่งอันสูงส่งนี้ กลายเป็ว่าตำแหน่งนี้มีแนวโน้มมาทางเขาเพียงเพราะบุตรีอนุภรรยาที่ถูกตนเองรับกลับจวนมาได้ไม่นาน
เื่เช่นนี้เป็เื่ที่ต่อให้เขา้าก็หาโอกาสไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชทายาทเอ่ยปากด้วยตนเอง แม้เขาจะคิดว่าบุตรีอนุภรรยาที่ต่ำต้อยผู้หนึ่งดูจะไม่เหมาะกับรัชทายาท แต่หากเป็ตำแหน่งชายารองก็เป็ตัวเลือกที่ไม่เลว
“รัชทายาทางตรัสจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ตงฟางซวี่ยิ้มบางๆ “ข้าจะนำเรื่อเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร จะเป็การทำลายชื่อเสียงดีงามของคุณหนูหกเปล่าๆ”
ชางหรงโหวพลันได้สติกลับมาจากความยินดี จู่ๆ รัชทายาทเรียกตนเองมาเพื่อแสดงจิตใจของเขา จะต้องเกิดเื่อะไรที่แก้ไขได้ยากเป็แน่ หรือว่าฝ่าาจะมีใจส่งอวิ๋นซูไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์? นี่เป็เื่ที่ยากจะจินตนาการได้
“อวิ๋นซูมีฐานะเป็บุตรีอนุภรรยาจวนโหว เื่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์นี้...”
“เป็เพราะดวงชะตาของคุณหนูหก มีคนส่งดวงชะตาของนางมา...” ตงฟางซวี่ไตร่ตรองครู่หนึ่ง ชางหรงโหวพลันเข้าใจความหมายของเขา เป็เพราะดวงชะตานี้ หากฝ่าาทรงเชื่อ ก็มีความเป็ไปได้มากว่าจะส่งอวิ๋นซูไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
“ข้าละอายใจนัก มีคน้าใส่ร้ายป้ายสีว่าคุณหนูหกเป็ตัวโชคร้าย กระทั่งกล่าววาจาเกินจริง บอกว่า่นี้ในเขตแดนแคว้นเฉินเกิดเื่มากมายเป็เพราะคุณหนูหก แน่นอนว่านี่เป็เื่น่าขันที่ไม่มีที่มา ข้าจะไม่ยอมให้คนเหล่านี้สมปรารถนาแน่!”
ในใจชางหรงโหวหัวเราะเ็า ต่อให้ดวงชะตาของอวิ๋นซูจะเลวร้ายเพียงใด จะถึงกับสามารถส่งผลกระทบต่อชะตาแคว้นเฉินได้เชียวหรือ? แต่อีกทางหนึ่ง แม้รัชทายาทมีใจ เหล่าราชวงศ์คงไม่อาจยอมรับดวงชะตาเช่นนี้ได้
“น้ำพระทัยของฝ่าา กระหม่อมซาบซึ้งยิ่งนัก กระหม่อมคิดวิธีการที่สมบูรณ์แบบได้วิธีหนึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ตงฟางซวี่พยักหน้าน้อยๆ บุรุษร่างกำยำตรงหน้ารีบคารวะครั้งหนึ่ง “กระหม่อมทูลลา!”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป มือที่อยู่ในแขนเสื้อของตงฟางซวี่ค่อยๆ กำแน่นขึ้น บางทีเมื่อผ่านวันนี้ไป คุณหนูหกจะรับรู้ความรู้สึกของเขาได้ อย่างไรก็ตาม ในใจก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง เนื่องจากเขามองความคิดของคุณหนูหกไม่ออก นางจะเป็เหมือนกันกับเขาหรือไม่ การทำเช่นนี้จะเป็การรบกวนนางหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างขมขื่น แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยตื่นเต้นเพราะสตรีเช่นนี้มาก่อน หากความปรารถนานี้เป็จริง เขาจะดูแลนางอย่างดี!
ภายในจวนชางหรงโหว ในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
“รัชทายาททรงกล่าวเช่นนี้หรือ?” กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่ายังยากจะเชื่อ เื่นี้ไม่มีเค้าลางมาก่อนแม้แต่นิด รัชทายาทมีใจให้ซูเอ๋อร์เมื่อไรกัน?
“หากไม่ใช่เพราะเื่นี้มีการเปลี่ยนแปลง เกรงว่ารัชทายาทคงไม่พูดเื่นี้กับลูกง่ายๆ” ชางหรงโหวทราบดีว่าครั้งนี้อวิ๋นซูเจอปัญหาใหญ่เข้าเสียแล้ว หาก้าแก้ไขปัญหานี้ รัชทายาทและจวนชางหรงโหวจำเป็ต้องร่วมมือกัน!
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา หลานอนุของตนช่างมีความสามารถเหลือเกิน นำพาความยินดีมากมายมาให้ตน ก่อนหน้านี้พวกเขาสิ้นเปลืองความคิดไปมาก ไม่คิดว่าทุกอย่างกลับเกิดขึ้นง่ายดายเช่นนี้
“ใช่แล้ว! ครั้งนี้พวกเราจะต้องช่วยซูเอ๋อร์ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ฮึ ยังจะมีใครนำชะตาของซูเอ๋อร์ไปได้อีก? ภรรยาเอกตัวดีของเ้าคงกำลังเตรียมตัวกลับจวนอยู่กระมัง!” ในใจของฮูหยินผู้เฒ่าโมโห ฝีมือของฮูหยินผู้เฒ่าเวยหย่วนช่างสูงส่ง ถึงกับทำให้ไทเฮาออกหน้าให้ได้ ตอนนี้จวนโหวทำได้แต่ทนรับความขมขื่นอย่างว่านอนสอนง่ายแล้ว!
กลับมาแล้วอย่างไร? หลังบ้านของจวนโหวไม่อาจให้เหลยซื่อทำตาม้าได้อีกแล้ว!
“ท่านแม่ เื่ของรัชทายาทอย่าเพิ่งบอกซูเอ๋อร์ รอให้ปัญหาทั้งหมดคลี่คลายก่อนค่อยปรึกษากันให้ดี” บุตรสาวคนนี้ ชางหรงโหวมองได้ไม่ชัดเจนนัก หากเปลี่ยนเป็บุตรสาวคนอื่นจะต้องยินดีปรีดา พยายามคิดทุกวิถีทางเพื่อกำจัดอุปสรรคและรอคอยที่จะได้นั่งตำแหน่งพระชายารัชทายาทไปแล้ว แต่อวิ๋นซูไม่เหมือนกัน เขาทราบว่าตลอดมานี้ตนเองดูเบาบุตรีผู้นี้เกินไป เขาจะต้องทำให้นางมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะผ่านพ้นความยากลำบากในครั้งนี้ไปให้ได้!
ภายในเรือนไผ่
อวิ๋นซูกำลังจับชีพจรให้อนุห้าเหมือนอย่างเคย
นางแย้มยิ้มน้อยๆ “ร่างกายของอี๋เหนียงดีมาก เหลือเพียงสงบจิตใจรอการเกิดของเด็กแล้วเ้าค่ะ”
ใบหน้าของอนุห้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของคนเป็แม่ นางลูบท้องที่ใหญ่นูนออกมาเบาๆ “โชคดีที่มีคุณหนูหกคอยลำบากดูแลในระยะนี้ อี๋เหนียงไม่รู้จะพูดอย่างไรดี”
“คุณหนูเ้าคะ ท่านโหวมาที่เรือนไผ่เ้าค่ะ” เสียงของอวี้เอ๋อร์ที่ดังขึ้นมาจากด้านนอกเพิ่งจะจบ บุรุษร่างกำยำก็เหยียบย่างเข้าประตูเรือนมาแล้ว
“ซูเอ๋อร์ พ่อมีเื่จะคุยกับเ้า”
ท่าทางเคร่งเครียดจริงจังทำให้สายตาของหลายคนในห้องสั่นไหว
