ซูกู้เหยียนเงียบลงชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นอีกครา “ต่อให้มีหลักฐาน เ้ากับท่านชายหลิวก็ออกมายืนยันเื่นี้ไม่ได้อยู่ดี ไม่เช่นนั้นพวกเ้าก็จะกลายเป็ขี้ปากผู้คนไม่ต่างไปจากเดิม”
“นั่นน่ะสิ ดังนั้น พวกเราจึงต้องแบกรับความทุกข์ใจและไม่เป็ธรรมเอาไว้ด้วยตนเอง” เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยท่าทางเรียบเฉย ไม่มีทั้งความสุขหรือทุกข์ใดๆ “แต่ไฟที่ลุกไหม้ในครั้งนี้ เกิดจากละอองไฟที่เหลือจากการเผาเสื้อผ้าของข้ากับหลิวอวิ๋นชู ซึ่งซูเหลียนหรูเป็คนจุดเผา ลมราตรีพัดแรง จึงไม่ใช่เื่แปลกที่ละอองไฟจะลุกไหม้เช่นนี้”
“เ้ามีหลักฐานอะไรที่สามารถใช้ยืนยันว่านางเคยไปที่นั่นจริงๆ?”
เฟิ่งสือจิ่นยื่นมือข้างหนึ่งไปยังเบื้องหน้าของซูกู้เหยียน ที่นิ้วมีสร้อยมุกเส้นหนึ่งคล้องอยู่ ราตรีมืดมิดจึงมองเห็นไม่ชัด แต่เมื่อซูกู้เหยียนยื่นมือออกไปัั ความเย็นเยียบที่แผ่กระจายออกมาจากสร้อยมุกก็ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าสร้อยมุกตรงหน้าคือสิ่งใด
นี่เป็สิ่งที่นางคว้ามาในจังหวะที่ปรี่เข้าไปหาซูเหลียนหรูอย่างไม่คิดชีวิต
เฟิ่งสือจิ่นฉีกยิ้ม “เท่าที่จำได้ นางเคยบอกว่าสร้อยมุกเส้นนี้เป็ของสำคัญของนาง ของสำคัญเช่นนี้กลับไปตกอยู่ในที่แห่งนั้น เท่านี้ ถือเป็หลักฐานได้หรือไม่?”
แม้จะเอาผิดเื่ที่ซูเหลียนหรูกับพวกลักพาตัวนางกับหลิวอวิ๋นชูไม่ได้ แต่คืนนี้วิทยาลัยหลวงถูกไฟเผา และสร้อยไข่มุกของซูเหลียนหรูก็ตกอยู่ในจุดเกิดเหตุ ไม่ว่าอย่างไร นางก็กลายเป็ผู้ต้องหาเื่การวางเพลิงอย่างดิ้นไม่หลุดแล้ว
เพราะเช่นนี้ เฟิ่งสือจิ่นจึงยอมเสี่ยงกับการที่ตนกับหลิวอวิ๋นชูจะถูกไฟคลอกตาย ดึงดันให้หลิวอวิ๋นชูจุดไฟให้ใหญ่ขึ้นเช่นนี้ ไม่เช่นนั้น ไฟระลอกนี้จะเผาไปถึงหัวของซูเหลียนหรูได้อย่างไร
ชั่วพริบตานั้น ซูกู้เหยียนคิดเื่มากมายขึ้นมาในหัว เขามองดูเฟิ่งสือจิ่นแต่ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับสร้อยไข่มุก เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น “อาจารย์อยากจะทวงความยุติธรรมให้ข้ากับหลิวอวิ๋นชูไม่ใช่หรือ ตอนนี้หลักฐานอยู่ตรงหน้าแล้ว หรืออาจารย์เห็นว่าซูเหลียนหรูเป็น้องสาวของตน เลยอยากจะอำพรางความผิดให้นางเหมือนครั้งก่อน?”
เสียงของนางนุ่มนวลทว่าก็แฝงไปด้วยการเหน็บแนม เป็เหมือนผ้าแพรนุ่มๆ ที่แฝงไปด้วยเข็มแหลมคม
ซูกู้เหยียนรับของไป “ไม่แน่นอน”
“เช่นนั้น รบกวนท่านอาจารย์ให้ความเป็ธรรมแก่ข้าด้วย”
จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมเป็เวลานาน เฟิ่งสือจิ่นพักเอาแรงสักพัก ก่อนจะเริ่มขยับร่างกาย ด้วยหวังว่าจะลุกขึ้นยืน น่าเสียดายที่นางรู้สึกเ็ปไปทั้งตัว ไม่รู้เหมือนกันว่าได้รับาเ็ที่ใดกันแน่ จึงเคลื่อนไหวได้ไม่ถนัดแถมยังเชื่องช้า ขณะนี้ ซูกู้เหยียนก็สงบจิตสงบใจลงแล้ว เขาเข้าไปประคองนางเอาไว้ก่อนที่นางจะล้มลง ฝ่ามืออบอุ่นััโดนิัเย็นๆ ของเฟิ่งสือจิ่นเพียงครู่เดียวเท่านั้น เ้าตัวก็รีบดึงมือกลับไปทันที
ซูกู้เหยียนถาม “เ้าจะกลับจวนราชครูหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้า “หากไม่กลับไป อาจารย์จะกังวลไปด้วย”
“เ้าต้องกลับไปอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ รอให้ไฟข้างนอกดับลง และผู้คนแยกย้ายกันกลับไปก่อน แล้วค่อยออกไปเถอะ”
เฟิ่งสือจิ่นสวมเพียงชุดคลุมบางๆ ของซูกู้เหยียนเท่านั้น หากออกไปในสภาพเช่นนี้และถูกใครเห็นเข้า อาจทำให้อีกฝ่ายคิดไปต่างๆ นานาได้ เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย แต่ก็ยังพูดออกไปในที่สุด “ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้า ไว้ข้าซักแล้วจะเอาไปคืน”
“จะคืนหรือไม่คืนก็ไม่เป็ไร” จู่ๆ ซูกู้เหยียนก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ก็จนปัญญา เขาทิ้งเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ที่นี่คนเดียวไม่ได้เสียด้วย
ต่อมา ทั้งสองนั่งเงียบๆ อยู่นาน จนกระทั่งเสียงด้านนอกเริ่มเบาลงเรื่อยๆ เปลวเพลิงก็ค่อยๆ มอดดับลงอย่างช้าๆ คนของจวนองค์ชายสี่กลับไปพร้อมกับผู้ดูแลแล้ว งานเก็บกวาดที่เหลือคงต้องมาจัดการต่อในวันพรุ่งนี้
ซูกู้เหยียนบอก “กลับจวนราชครูเถอะ ข้าจะไปส่งเอง”
เฟิ่งสือจิ่นถาม “เ้าไม่กลัวว่าจะถูกเข้าใจผิดหากใครมาเห็นเข้าหรือ?” หากเป็ตัวนางเอง นางไม่สนใจเื่เหล่านี้อยู่แล้ว มีซูกู้เหยียนอยู่ด้วย นางเองก็จะปลอดภัยมากขึ้นเช่นกัน นางไม่อยากให้เกิดเื่อะไรขึ้นระหว่างทางกลับหรอกนะ
ซูกู้เหยียนไม่ตอบ แต่เดินไปยืนขนาบข้างเฟิ่งสือจิ่น แล้วอุ้มนางขึ้นมา จากนั้นก็เดินออกไปจากป่าทีละก้าวๆ เฟิ่งสือจิ่นสะบัดขาเพื่อขัดขืน จนเมื่อซูกู้เหยียนเกือบจะอุ้มเอาไว้ไม่อยู่แล้ว เขาจึงพูดขึ้น “เ้าอยากเดินเท้าเปล่ากลับไปที่จวนราชครูหรือไง ข้าไม่มีรองเท้าให้เ้าสวมหรอกนะ หากเท้าถูกตำจนเป็แผลยังถือเป็เื่เล็ก แต่เมื่อครู่ ข้าเห็นว่าเ้ายืนไม่ตรงด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าาเ็ที่ใดบ้าง ทางที่ดี ควรรีบกลับไปทำแผลให้เร็วที่สุดจะดีกว่า หากเ้ารู้สึกอึดอัด เช่นนั้นก็มองว่าข้าเป็พี่ชายชั่วคราวก็ได้”
เฟิ่งสือจิ่นหยุดขัดขืน ปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มตนต่อไป นางไม่รู้ว่าควรจะวางมือไว้ตรงไหนดี จึงวางมันลงในท่ากึ่งคล้องคอซูกู้เหยียน
ท่ามกลางแสงจากดวงจันทรา อาคารร้างถูกเผาจนกลายเป็สีดำเกรียม เป็เหมือนสัตว์ประหลาดที่ยืนตระหง่านอยู่ในราตรี ควันจางๆ ยังคงลอยออกมาให้เห็นอย่างเลือนราง ถนนสายเล็กกับเนินหญ้าริมทางมีรอยเปียกชุ่มและรอยเท้าจำนวนมากประทับอยู่อย่างยุ่งเหยิงวุ่นวาย ทว่ากลับไม่มีเงาของผู้คนให้เห็นอีกต่อไป
พวกเขาเดินออกมาจากประตูรั้วของวิทยาลัยหลวง ด้านนอกเหลือเพียงความว่างเปล่าและเคว้งคว้าง โซ่เหล็กคล้องหลวมๆ อยู่บนประตู น่าเสียดายที่บัดนี้มันเสียหายจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป แสงจันทร์สว่างจ้าช่างสะอาดบริสุทธิ์ มันทาบเงาของชายคาเหนือหัวลงบนถนนปูหินเบื้องล่างแลดูชัดบ้างจางบ้างไปตลอดทาง
หัวใจที่วิตกกลัดกลุ้มของเฟิ่งสือจิ่นค่อยๆ คลายลงท่ามกลางเสียงฝีเท้าเบาๆ จากการก้าวเดินอย่างมั่นคงของซูกู้เหยียน ลมราตรีลูบผ่าน หลังผ่านเื่ราวเช่นนั้นมา เมื่อวางความกังวลลงจนหมดสิ้น ความเหนื่อยล้าก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าก็กล่อมให้สติของนางพร่าเบลอลงเรื่อยๆ จนหลับไปในที่สุด หัวของนางเอียงไปที่หน้าอกของซูกู้เหยียนอย่างช้าๆ จนในที่สุด ใบหน้าด้านข้างก็แนบลงที่กลางอกของเขาอย่างไม่รู้ตัว คล้ายกำลังฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่ายอยู่
ซูกู้เหยียนก้มลงไปมองนางแวบหนึ่ง ท่ามกลางเส้นผมที่ถูกปล่อยสยาย ใบหน้าขณะหลับของนางแลดูอ่อนล้าจนน่าปวดใจ จู่ๆ เขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมา โชคดีที่เขามาทัน...
แต่ยังไม่ทันถึงจวนราชครู เมื่อเดินพ้นมุมซอย ทันทีที่หมุนตัวซูกู้เหยียนก็ชะงักอึ้งลงเล็กน้อย เขาหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เพราะเบื้องหน้ามีเกี้ยวคันหนึ่งจอดขวางทางอยู่ เกี้ยวนั้นมีตะเกียงแก้วขนาดเล็กที่ประณีตงดงามห้อยอยู่ที่มุมทั้งสี่ด้าน เฟิ่งสือหนิงยืนอยู่หน้าเกี้ยว นางสวมชุดแพรที่แสนหรูหรา แสงริบหรี่จากตะเกียงสะท้อนให้ปิ่นระย้าบนหัวส่องแสงสีทองอ่อนๆ ออกมา มือสวยทั้งสองข้างประสานเอาไว้ที่หน้าท้อง แลดูสง่างามแถมยังสำรวมเป็อย่างมาก
เมื่อเห็นซูกู้เหยียน เฟิ่งสือหนิงก็ประกายรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาที่มุมปาก ทว่าเมื่อสายตาไปกระทบกับร่างของเฟิ่งสือจิ่นที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของซูกู้เหยียน แววตาคู่นั้นก็เย็นะเืลงอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มที่ปากก็แลดูแข็งกระด้างขึ้นเช่นกัน “ผู้ดูแลบอกว่าท่านออกมาจากวิทยาลัยหลวงตั้งนานแล้ว แต่เมื่อกลับไปที่บ้านกลับไม่พบท่าน ข้าจึงคิดว่าท่านอาจจะไปที่จวนราชครูแล้วก็ได้ คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอท่านระหว่างทางเช่นนี้”
ซูกู้เหยียนดูออกว่านางยืนรออยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว
เฟิ่งสือหนิงเดินเข้ามาใกล้สองก้าว พลางพูดอย่างเป็ห่วงเป็ใย “สือจิ่นเป็อะไรไปหรือ? เหตุใดถึง...” นางอยากถามว่าทำไมเสื้อผ้าของซูกู้เหยียนถึงไปอยู่บนร่างของเฟิ่งสือจิ่นได้ แถมเสื้อชั้นในของเฟิ่งสือจิ่นยังเต็มไปด้วยคราบสกปรกเช่นนี้อีก ทางด้านของซูกู้เหยียนเองก็มีสภาพเลวร้ายไม่น้อย เขาสวมเพียงชุดคลุมชั้นในที่ทั้งบางและหลวมเท่านั้น
ทั้งสองแต่งกายหลุดลุ่ย นุ่งอาภรณ์น้อยชิ้น แถมยังปรากฏตัวในลักษณะที่สนิทชิดเชื้อกันเช่นนี้ ดูเหมือนเป็คู่รักชายหญิงที่เพิ่งทำเื่ต้องห้ามมาเช่นนั้น แม้เฟิ่งสือหนิงจะใจกว้างแค่ไหน เวลานี้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้อยู่ดี
ซูกู้เหยียนตอบเพียงสั้นๆ “มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นกับเฟิ่งสือจิ่นที่วิทยาลัยหลวง ข้ากำลังจะพานางไปส่งที่จวนราชครู”
เฟิ่งสือหนิงกล่าว “นางไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ตอนคุณหนูเจี่ยนบอกว่าสือจิ่นถูกขังอยู่ข้างใน ข้าก็ใแทบแย่เหมือนกัน” นางรีบถอดชุดคลุมของตนออกมาหนึ่งชิ้น “ข้าว่า ให้นางสวมชุดของข้าน่าจะเหมาะกว่า กู้เหยียน ปลดเสื้อผ้าของท่านออกมาก่อนเถอะ”
“ไม่ต้อง” ซูกู้เหยียนอยากจะห้าม แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
เมื่อเฟิ่งสือหนิงััโดนร่างของเฟิ่งสือจิ่น นิ้วทั้งสิบก็ชะงักค้างลงอย่างกะทันหัน นางเงยหน้ามองซูกู้เหยียนพลางโพล่งถาม “ข้างในนางไม่ได้สวมอะไรเลยนี่? ท่านอุ้มนางมาในสภาพเช่นนี้หรือ? พวกท่าน...”
