“นายมีเื่อะไร?” หวังตันขมวดคิ้วมองฉินซีด้วยความรำคาญใจ เธอคิดไม่ถึงว่าฉินซีจะเข้ามาในห้องทำงานของเธออย่างไร้ไหวพริบแบบนี้ เธอไม่ได้รู้เลยว่าเพราะฉินซีทั้งติดต่อทั้งมาหาเธอก็ล้วนไร้ประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงเข้ามาที่ออฟฟิศโดยตรง
ฉินซีกวาดสายตาไปยังผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างกายหวังตัน และพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็พวกระดับสูงของกวงิฟิล์ม เขาสงบใจลงก่อนจะแสดงท่าทางสุภาพ เขาส่งยิ้มแสดงความอึดอัดใจเล็กน้อยไปทางหวังตัน “อาจารย์หวัง ผมติดต่อคุณไปแล้ว แต่คุณน่าจะยุ่งอยู่ ผมมากี่ครั้งก็ไม่เจอเลย ดังนั้นครั้งนี้ก็เลยหยาบคายไปหน่อยครับ”
หวังตันเหลือบสายตามองไปยังหัวหน้าผู้ตรวจการข้างกาย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้แสดงสีหน้าผิดแปลกอะไร เธอก็ค่อยๆ ผ่อนคลายสีหน้าลง ก่อนจะพูดขึ้น “มีเื่อะไรก็พูดมาเถอะ”
“อาจารย์หวัง ผมอยากจะขอผู้ช่วยสักคนน่ะครับ” ฉินซีเผยยิ้มออกมา ในขณะเดียวกัน เขาก็พูดขึ้นกับหยางจื้อในใจ ขอโทษด้วยก็แล้วกัน ฉันจะขุดหลุมฝังนายแล้ว
สีหน้าของหวังตันย่ำแย่ลงในทันที “เื่เล็กๆ แบบนี้ไปบอกผู้จัดการของนายก็พอแล้ว ไม่ใช่ว่าจะต้องมาหาฉันทุกเื่เสียหน่อย” สายตาของหวังตันหันไปเห็นหัวหน้าผู้ตรวจการข้างกาย สุดท้ายเธอจึงกลืนประโยคที่ว่า ‘ฉันยุ่งมาก’ ลงคอไป
สีหน้าของฉินซีกลายเป็ย่ำแย่ ทั้งยังแฝงความหวาดกลัวและขี้อายของคนหน้าใหม่เอาไว้ “แต่ว่า… แต่ว่าพี่หยางเขาไม่มีเวลาจัดหาผู้ช่วยให้ผมนี่ครับ บริษัทเองก็ไม่มีทางจัดหาให้ผม แต่ว่า… พี่หยางยังจะให้ผมไปลองละครเื่ใหม่ด้วยตัวเองอีก แล้วผมจะทำคนเดียวไหวได้ยังไงล่ะครับ?”
ฉินซีไม่ได้พูดเื่ที่หยางจื้อทำเกินไปออกมาตรงๆ เขาเพียงอธิบายโดยไม่ใส่ความรู้สึกใดๆ ลงไป
สีหน้าของหวังตันเปลี่ยนไปทันที เธอเรียกผู้ช่วยของตัวเองเข้ามา “ไปเรียกหยางจื้อ แผนกจัดการมาให้ฉัน”
แม้หวังตันจะไม่ใช่หัวหน้าของหยางจื้อโดยตรง แต่ด้านข้างของเธอมีหัวหน้าผู้ตรวจการอยู่ ถ้าเขาอยากจะออกหน้าให้ฉินซีเพื่อสั่งสอนหยางจื้อนั่นย่อมเป็เื่ง่ายดาย ไม่นานผู้ช่วยก็เรียกตัวหยางจื้อเข้ามา เดิมทีก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างตอนที่ฉินซีพยายามตามหาเขาอย่างในปกติ ในแววตาของฉินซีเผยประกายความรำคาญใจออกมา เขาไม่ชอบใจผู้จัดการที่มองแต่ผลประโยชน์ตรงหน้าคนนี้มาก
หลังจากหยางจื้อถูกเรียกตัวมา แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมรับเื่ที่ฉินซีว่าไว้ เขารีบอธิบาย ทั้งยังใส่ความว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ฉินซีไม่ได้เข้ามาหาผู้จัดการอย่างเขาเลย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถวางแผนในอนาคตให้ฉินซีได้
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง หวังตันและชายข้างกายของเธอขมวดคิ้วเข้าหากัน
หวังตันพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น “ฉินซี นายว่ายังไง?” ความจริงหวังตันไม่ชอบการกระทำหยาบคายและใจร้อนของฉินซี แม้เธอจะคิดว่าหากเป็ความจริง หยางจื้อก็ทำไม่ถูก แต่หวังตันก็คิดว่า ผู้จัดการเป็พันธมิตรที่ดีที่สุดของนักแสดง ถ้าตอนนี้ระหว่างฉินซีกับหยางจื้อถึงกับเกิดรอยร้าวขึ้นเพราะเื่เล็กๆ หลังจากนี้หยางจื้อคงไม่คิดวางแผนอะไรให้นักแสดงคนนี้อีกแน่ สำหรับนักแสดงแล้ว การสูญเสียผู้จัดการไป มันเป็เื่ใหญ่มากนะ!
แน่นอนว่าหวังตันไม่ได้รู้เลยว่า ตอนนี้สำหรับฉินซีก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการไม่มีผู้จัดการนัก ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็ต้องอดทนต่อไปแล้ว
“ผม… ผมมีเสียงที่บันทึกเอาไว้นะครับ” จู่ๆ ฉินซีก็นำโทรศัพท์มือถือออกมา นี่เป็สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
ใบหน้าของหวังตันเต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่หยางจื้อกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
สิ่งที่พวกเขาคิดคือ ฉินซียังเป็แค่คนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการบันเทิงนะ! ไปเอาความหวาดระแวงเหล่านี้มาจากไหน?! ในใจของหยางจื้อเกิดความเกลียดชังขึ้นในทันที ดูเหมือนว่าเ้าเด็กใหม่นี่จะมีความคิดน่าดู นี่ตั้งใจจะล้มเขาลงชัดๆ แต่หวังตันกลับคิดต่างออกไป ความคิดแรกที่เธอตอบสนองกลับมาก็คือ นี่มันเมล็ดพันธุ์ชั้นยอด! มีหน้าตา มีทักษะการแสดง ทั้งยังมีความคิด คนแบบนี้อยู่ในวงการบันเทิงโดยมีการสนับสนุนจากบริษัทั์ใหญ่อย่างกวงิฟิล์มจะไม่โด่งดังขึ้นมาได้เหรอ?
แต่ว่า… คนที่ฉลาดแบบนี้ เกรงว่าจะควบคุมได้ยาก...
ไม่ว่าในใจของหวังตันจะลังเลอยู่เพียงใด ทางฉินซีก็ได้นำโทรศัพท์มือถือส่งให้หัวหน้าผู้ตรวจการแล้ว หัวหน้าผู้ตรวจการกดปุ่มเปิด ก่อนที่ภายในจะส่งเสียงที่หยางจื้อจงใจพูดให้ฉินซีเกิดความอับอายที่โถงทางเดินก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน คนที่เป็ผู้จัดการของฉินซีอย่างเขาก็ไม่ควรพูดแบบนี้ ผู้จัดการแบบนี้ไม่เหมาะสมสุดๆ! สีหน้าของหัวหน้าผู้ตรวจการค่อยๆ กลายเป็ขุ่นมัว หากปล่อยให้กวงิฟิล์มมีผู้จัดการแบบนี้ หลังจากนี้ที่ตึกจะไม่มีแต่พวกก้าวร้าวอย่างนี้เหรอ?
นี่มันเป็การทำลายชื่อเสียงของกวงิฟิล์มชัดๆ!
ใบหน้าของผู้จัดการมืดมัวขึ้นมา เขาส่งโทรศัพท์มือถือคืนฉินซี “หยางจื้อ นายยังมีอะไรจะพูดไหม?”
สีหน้าของหยางจื้อขาวซีด เขาจะพูดอะไรได้อีก ไม่คิดเลยว่าฉินซีจะฉลาดขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่า ตั้งใจจะโจมตีกลับั้แ่แรกอยู่แล้ว หยางจื้อขบฟัน ก่อนจะคิดไปถึงพี่น้องฝาแฝดสาวที่เพิ่งจะได้รับมา นั่นเป็ความหวังในการเลื่อนขั้นของเขาในอนาคตเลยนะ! เขาไม่มีทางยอมสูญเสียหมากตัวสำคัญไป เพียงเพราะถูกฉินซีฟ้องแค่ครั้งเดียวหรอก! เขารีบยอมรับในทันที บนใบหน้าอวบอ้วนปรากฏรอยยิ้มบริสุทธิ์ใจออกมา “เื่นี้ผมไม่ดีเอง ผมเืร้อนเกินไป พอนึกไปถึงว่าฉินซีไม่ติดต่อมาหาผมหลายวัน ผมก็… ผมก็อดพูดจาเลวร้ายขึ้นมาไม่ได้… แต่ผมไม่เคยมีเจตนาร้ายกับเขานะครับ ความจริงผมก็เตรียมพร้อมสำหรับเขาเป็การส่วนตัวเอาไว้แล้ว ผมตั้งใจว่าจะไปคุยเื่งานเปิดตัวให้เขาอยู่...”
ฉินซีเหยียดยิ้มในใจ เ้าคนนี้ยอมอ่อนข้อเอ่ยขอโทษแล้ว แต่กลับยังไม่ลืมที่จะป้ายสีเขาอีก แบบนี้จะไปดีได้อย่างไร?
ฉินซีส่งเสียงออกมาเรียบๆ “พี่หยาง พี่พูดแบบนั้นก็ไม่ได้นะครับ หลังจากที่บริษัทจัดแบ่งให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมก็พยายามติดต่อพี่ แต่ไม่ว่ายังไงก็ติดต่อไม่ได้ ผมร้อนใจแทบตาย หลังจากนั้นผมยังส่งข้อความไปให้พี่ด้วยนะครับ จากนั้นพอผมต้องไปกองถ่ายละครด้วยความเร่งรีบ ผมก็ยังโทรศัพท์มาบอกเื่นี้กับพี่โดยเฉพาะ ตอนนั้นท่าทางของพี่หยางเ็า ผมคิดว่าผมไปทำอะไรผิดต่อพี่เอาไว้เสียอีก ในตอนที่กองถ่ายหยุดพัก ผมก็รีบกลับมาเจอพี่ที่บริษัท หรือที่ผมทำแบบนี้ มันจะไม่ถูกต้องเหรอครับ?”
เขาพูดออกมาไม่ช้าไม่เร็ว และถ้าเทียบกับท่าทีของหยางจื้อแล้ว มันก็ทำให้ผู้คนเห็นใจมากกว่า เกรงว่าคนทั่วไปก็คงต้องคิดว่าคนที่โกหกเป็หยางจื้ออยู่แล้ว
หัวหน้าผู้ตรวจการเองก็ไม่ใช่คนโง่ ทำไมหยางจื้ออยู่ในบริษัทมาหลายปีแล้วแต่ยังไม่เคยได้เลื่อนขั้นเลย นั่นก็เพราะนิสัยของเขามีปัญหานี่แหละ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาก็ยังตั้งใจทำงาน และพยายามสร้างชื่อเสียงให้บริษัทมาตลอด เกรงว่าหยางจื้อคงถูกเตะออกไปนานแล้ว
หัวหน้าผู้ตรวจการพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “หยางจื้อ เื่นี้หยุดเท่านี้เถอะ ฉันหวังว่าหลังจากนี้นายจะแก้ไขนิสัยตัวเองเสียใหม่นะ ถ้าเกิดว่ายังเป็ผู้จัดการที่ได้มาตรฐานไม่ได้ กวงิฟิล์มก็คงไม่้านายอีกต่อไปแล้ว”
สีหน้าของหยางจื้อยิ่งขาวซีดลงไปอีก เขาตอบรับก่อนจะออกไป ในขณะที่เดินออกไป เขาก็ยังอาศัยตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกตถลึงตาใส่ฉินซีอย่างร้ายกาจ
นับว่าฉินซีได้เห็นแล้วว่าผู้จัดการคนนี้จิตใจคับแคบมากแค่ไหน เขาถอนหายใจออกมาในใจ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องวางแผนเปลี่ยนผู้จัดการแล้ว เพียงแต่การที่เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาก็้าจะเปลี่ยนผู้จัดการแล้ว มันอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นทีหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดการที่เขาถูกย้ายไปหาคงจะรู้สึกว่าเขาเป็พวกเื่มาก และเกิดภาพลักษณ์ไม่ดีต่อตัวเขา ั้แ่ที่เขาเข้ามากวงิฟิล์มก็ยังไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง!
ฉินซีหมุนตัวหันไปมองหวังตัน “อาจารย์หวัง พี่หยางจะโกรธผมไหมครับ?”
ในใจของหวังตันพูดขึ้น นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว คนที่มีตาก็มองออกกันทั้งนั้นแหละ
หัวหน้าผู้ตรวจการพูดทั้งรอยยิ้ม “นี่เป็เด็กใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาในบริษัทเหรอ?”
หวังตันตอบกลับทันที “ใช่ค่ะ เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาเมื่อไม่นานนี้เอง เขาชื่อฉินซีค่ะ”
หัวหน้าผู้ตรวจการพิจารณาฉินซีั้แ่หัวจรดเท้า “ตอนนี้อยู่กับหยางจื้อไปสักพักแล้วกัน หลังจากนี้จะเปลี่ยนผู้จัดการให้ ถ้านายอยากไปอยู่ภายใต้การดูแลของใครก็บอกหวังตันได้นะ”
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าหัวหน้าผู้ตรวจการคนนี้จะพูดจาด้วยง่ายขนาดนี้ เขาอดกลั้นความดีใจเอาไว้ และเพราะเขาพยายามควบคุมความรู้สึก พวงแก้มจึงขึ้นสีแดงก่ำ ดูสดใสสวยงาม นี่ทำให้หัวหน้าผู้ตรวจการอดมองเขามากขึ้นอีกเล็กน้อยไม่ได้ จากนั้นก็พูดชมออกมา “หน้าตาดีนี่"
ไม่นานหัวหน้าผู้ตรวจการก็จากไป หวังตันเองก็ต้องออกไปเพราะการงานที่ยุ่งยาก แต่ก่อนจะออกไป ก็ยังไม่ลืมหาผู้ช่วยที่เพิ่งเข้ามาฝึกงานหลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาให้ฉินซี เมื่อได้สิ่งที่ตัวเองควรจะได้แล้ว จิตใจของฉินซีก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาพาผู้ช่วยของตัวเองลงมาจากตึก
เขาไม่ได้เจอหยางจื้ออีก เกรงว่าถ้าอีกฝ่ายเจอเขาก็คงจะแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวออกมาราวกับเห็นศัตรูแน่
ผู้ช่วยของเขามีชื่อว่า หยางกุ้ยเฟิน เป็ชื่อที่ดูธรรมดามากชื่อหนึ่ง ผู้ช่วยคนนี้มาจากหมู่บ้านในชนบท แม้จะเป็คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ก็ยังคงแต่งตัวบ้านๆ ฉินซีเดินไปทางไหน เธอก็จะเดินตามไปทางนั้น ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความเงอะงะ
ความจริงฉินซีชอบคนนิสัยแบบนี้มาก พวกเขามักจะว่าง่ายและมีความเชื่อฟังสูง แม้บางทีอาจจะเซ่อซ่าไปหน่อย แต่การมีคนแบบนี้คอยดูแลอยู่ข้างๆ ก็ถือว่าช่วยลดภาระไปได้เยอะทีเดียว
“ไม่ต้องตามฉันมาแล้ว เดี๋ยวฉันจะกลับบ้านแล้วล่ะ” ฉินซีพูดกับผู้ช่วย
หยางกุ้ยเฟินนิ่งอยู่ด้านหลังเขา “ไม่ได้นะคะ ฉันคืนห้องเช่าไปแล้ว ฉันได้ยินอาจารย์หวังบอกว่าต้องติดตามนักแสดง จะต้องติดตามติดตัวด้วย… ดังนั้นฉันก็เลย...” หยางกุ้ยเฟินมองด้วยความร้อนใจ เห็นได้ชัดว่าเธอกลัวว่าจะตามต่อไปไม่ได้ จากนั้นเธอก็ต้องไร้ที่อยู่ไปชั่วคราว
“ถ้าคืนห้องไปแล้ว แล้วของของเธอล่ะ?” ฉินซีถามขึ้นด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก
“ตอนนี้เอาไว้ที่มหาวิทยาลัยชั่วคราวค่ะ” หยางกุ้ยเฟินพูดพร้อมยกกระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่ออกมาให้ดู “พวกนี้คือของสำคัญของฉันทั้งหมดค่ะ”
ฉินซีรู้สึกขึ้นมาว่าเด็กสาวคนนี้ดูเหมือนกับเด็กบ้านนอกที่มาจากบ้านเมื่อ 10 ปีก่อนไม่มีผิด เขาถอนหายใจ “ถ้าแบบนั้นเธอกลับไปที่อพาร์ตเมนต์กับฉันก่อนเถอะ” แม้ฉินซีจะยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่สุภาพบุรุษที่ต้องมาคอยทะนุถนอมผู้หญิง แต่เขาก็ไม่อาจทนดูเด็กสาวคนหนึ่งตากแดดตากลมอยู่ข้างนอกโดยไม่ทำอะไรได้ อีกทั้งหวังตันก็พูดถูก ความจริงผู้จัดการหรือผู้ช่วยก็มักจะอยู่กับศิลปินทั้งนั้น
ฉินซีพาหยางกุ้ยเฟินลงมาจากรถ หยางกุ้ยเฟินพิจารณาตึกอพาร์ตเมนต์ใหญ่แห่งนี้เล็กน้อย จากนั้นก็ตามหลังฉินซีเข้ามา
ลิฟต์ส่งเสียงดัง “ติ๊ง” ก่อนจะเปิดออก ฉินซีเดินออกไปพร้อมกับนำกุญแจออกมาเปิดประตู หลังจากเปิดประตูแล้ว เขาก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติทันที เห็นได้ชัดว่าที่ชั้นวางรองเท้ามีการขยับเคลื่อนไหวมาก่อน และเขายังได้ยินเสียงรางๆ ส่งมาจากห้องนั่งเล่นด้วย ดูเหมือนว่าจะกำลัง… กำลังดูโทรทัศน์อยู่? ใครจะมาอยู่ที่บ้านของเขาได้? พวกขโมยก็ไม่น่าวางใจถึงขนาดนั่งดูโทรทัศน์ในบ้านที่ไร้เ้าของหรอกใช่ไหม? ฉินซีขมวดคิ้วเข้าหากัน จากนั้นก็ยื่นมือไปที่ด้านหลังเอว มันเป็ความเคยชินในชาตินี้ของเขา ที่นั่นถูกซ่อนมีดพับเล่มหนึ่งไว้
เมื่อหยางกุ้ยเฟินเห็นท่าทางของเขาก็อดกลืนน้ำลายลงไปไม่ได้ สีหน้าของเธอดูราวกับเจอศัตรูร้าย เธอจับกระเป๋าใบใหญ่ไว้แน่นราวกับหากเจอผู้ร้าย ก็จะรีบปากระเป๋าออกไป ถ้าทำให้อีกฝ่ายตายได้ก็ยิ่งดี
ฉินซียืดตัวตรง เร่งฝีเท้าเดินผ่านประตูบ้านเข้าไปในห้องนั่งเล่น เมื่อนิ้วมือของเขาััด้ามมีด ก็เห็นคนที่นั่งสบายใจอยู่บนโซฟาหันหน้ามามอง ส่วนหยางกุ้ยเฟินที่อยู่ด้านนั่งของเขากลับโซเซล้ม “ตึง” ลงไปทันที ทั้งยังถูกกระเป๋าบนหลังของตัวเองทับ “แอ่ก” อย่างน่าสงสาร
ในตอนนั้นทุกคนต่างก็นิ่งไป
ฉินซี “...”
