เต๋อเซิ่งฮ่องเต้ขมวดพระภมุกาปรายสายพระเนตรมองพระโอรสที่หยอกล้อพระชายาอย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นก็เริ่มรู้สึกลำบากพระทัยฉู่อวี้คือแม่ทัพใหญ่มากความสามารถ มีกลิ่นอายของความน่าเกรงขามติดตัวั้แ่เกิดครั้นอยู่ในสนามรบช่างบ้าระห่ำไม่ต่างจากเทพาด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เหมาะสมจะเป็ฮ่องเต้ เต๋อเซิ่งฮ่องเต้จึงพิจารณาองค์รัชทายาทผู้เป็พระโอรสที่เกิดจากภรรยาเอกทว่าเหวินอ๋องมีความดีชอบด้านการศึกเป็อย่างมาก ทำให้องค์รัชทายาทเห็นเขาเป็ศัตรูเสียแล้วเหวินอ๋องพลัดตกหลังม้าในพิธีล่าสัตว์เมื่อไม่นานมานี้ล้วนแต่เป็ฝีมือขององค์รัชทายาท มิใช่ว่าเต๋อเซิ่งฮ่องเต้ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทลงมือทำร้ายพี่น้องเขาเพียงแต่ไม่จัดการอะไร เพราะเหวินอ๋องในยามนี้มีชื่อเสียงเป็ที่นิยมชมชอบต่อให้เขาคอยปกป้องบุตรชายผู้นี้แต่จะทำเช่นไรหากองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ในภายหน้ามิสู้ให้เขาตายเสียั้แ่ตอนนี้ จากนั้นจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ให้สมบรรดาศักดิ์ชินอ๋องหากภายหน้าองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ พี่น้องหันมาเข่นฆ่ากันเองถึงยามนั้นคงไม่อาจคาดเดาว่าจะต้องตายด้วยโทษทัณฑ์อันใด
ถึงแม้ว่าจะไม่ยุติธรรมต่อฉู่อวี้แต่เพราะเกิดมาเป็เชื้อพระวงศ์ จึงไม่มีหนทางอื่นให้เลือกเดินเสียแล้ว
เต๋อเซิ่งฮ่องเต้รู้สึกปวดพระทัยโดยพลันหลังทอดถอนพระทัย จึงรับสั่งให้ฉู่อวี้และกู้โยวหนิงกลับไปได้
กู้โยวหนิงมัวแต่กอดหยกห้อยที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ตนไว้ในอ้อมอกท่าทางหวงแหนเสียยิ่งกว่าสิ่งใด หยกห้อยคู่นี้แกะสลักอย่างประณีตมองเพียงครู่เดียวก็รู้ได้ว่ามีค่ามากนักกู้โยวหนิงเม้มปากพลางคิดคำนวณว่าตนสะสมเงินได้มากเท่าใดแล้ว แม้ว่าหลังเหวินอ๋องได้ขึ้นครองราชย์ในอนาคตอาจจะยังได้แก้วแหวนเงินทองเป็ของรางวัลอีกมากมาย แต่สิ่งของจำพวกเงินแบบนี้ไม่ว่าจะตอนไหนก็ไม่เคยคิดว่ามากพอสักทีเพราะในอนาคตเขายังมีภรรยาและอนุภรรยาอีกตั้งมากมายที่ต้องเลี้ยงดูอยู่!
ดังนั้นกู้โยวหนิงจึงเอาแต่มองสิ่งที่ตนกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอมโดยไม่ทันได้มองทางเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากตำหนักเฟิ่งหลวนได้เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นก็สะดุดชายอาภรณ์ของตนจนเกือบจะกลิ้งลงไปกองอยู่บนขั้นบันไดสีขาวบริสุทธิ์
แม้ฉู่อวี้จะใ ทว่าหูตาว่องไวยิ่งนักรีบคว้าคอเสื้อของกู้โยวหนิงแล้วดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว
กู้โยวหนิงเบิกตาโพลงใจนใบหน้าเรียวเล็กขาวซีด มือยังคงกำหยกห้อยไว้แน่น
ฉู่อวี้ขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างจนปัญญา“เดินไม่ยอมมองทาง กลับเอาแต่มองเ้าสิ่งนั้น ข้าคลาดสายตาจากเ้าเพียงครู่เดียวเ้าก็เกือบจะเกิดเื่เสียแล้ว”
กู้โยวหนิงกำหยกห้อยที่อยู่ในมือขึ้นมาแนบอก จ้องฉู่อวี้ด้วยสีหน้าท่าทางไม่ยอมแพ้“ข้ามองหยกของข้าแล้วจะเป็อะไรไป นี่คือเงินทั้งนั้นจะสนใจมากสักหน่อยย่อมเป็เื่ธรรมดา อีกอย่าง หากข้าล้มลงไปก็เป็เพราะชุดนี้ต่างหาก...”
กู้โยวหนิงบ่นพึมพำไม่จบไม่สิ้นราวกับทุกเหตุผลบนโลกหล้าล้วนถูกเขาหยิบยกมาเอ่ยจนหมด ฉู่อวี้เถียงไม่สู้จึงเอ่ยถามเพียงประโยคเดียวว่า “เ้ายอมมองเพียงหยกนั่นโดยไม่สนว่าจะหกล้มใช่หรือไม่”
ความถือดีของคุณชายห้าตระกูลกู้เริ่มปรากฏพยักหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวและกล่าวด้วยเสียงดังกังวาน “ถูกต้องขอรับ”
ฉู่อวี้ยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็พยักหน้าตาม“ถ้าเช่นนั้นข้าก็เข้าใจแล้ว”
ทันใดนั้น เขาก็ยื่นมือมารวบร่างกู้โยวหนิงและอุ้มเขาในท่าเ้าสาวแล้วก้าวเท้ามุ่งหน้าออกนอกวัง
กู้โยวหนิงอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ฉับพลันพยายามดิ้นรนขัดขืนทว่าถูกเหวินอ๋องผู้น่าเกรงขามปรามไว้เสียก่อน มิหนำซ้ำยังเอ่ยขู่ขวัญ “ห้ามขยับ!”
“ทะๆ...ทะๆ...ท่าน” กู้โยวหนิงโมโหจนเอ่ยอย่างติดๆขัดๆ “ท่าน...ท่านปล่อยข้าลงเถิด ทำเช่นนี้ไม่ต่างจากลิดรอนอิสระผู้อื่นแม้จะเป็ท่านอ๋องก็ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้นะขอรับ!”
ฉู่อวี้หรี่ตาและหยุดฝีเท้าเลิกคิ้วมองเขาพลางเอ่ย “เ้าอยากให้ข้าปล่อยเ้าลง?”
“…” กู้โยวหนิงกอดหยกห้อยไว้แนบอก จากนั้นมองฉู่อวี้ด้วยสายตาหวาดระแวงปกติแล้วเวลาแบบนี้จะต้องมีเงื่อนไขที่ทำให้เขาอับอายมาแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอนเพราะจากเหตุการณ์ต่างๆ ในหลายวันมานี้ ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ฉู่อวี้เขามักจะถูกกลั่นแกล้งเสมอ เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ กู้โยวหนิงรู้สึกยอมไม่ได้กล่าวอ้างหลักความถูกต้อง “ท่านอ๋อง ท่านทำเช่นนี้ถือเป็การกระทำที่ไม่เหมาะสมหากไม่สนใจว่ายามนี้คือเวลากลางวันก็ช่างแต่จะมาอุ้มผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ช่างดูไร้อารยธรรมยิ่งนักอีกทั้งท่านทำเช่นนี้ก็เท่ากับไร้อารยธรรมต่อพันธมิตรอีกด้วยการกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดนะขอรับ”
ฉู่อวี้ทำทีราวกับไม่ได้ยินที่เขาพูดยังคงอุ้มเขามุ่งหน้าออกนอกวังเช่นเดิม เอ่ยถามย้ำอีกครั้งว่า “เ้าอยากลงหรือไม่”
กู้โยวหนิงแทบจะกระอักเืออกมานี่เขาอ้างหลักศีลธรรมความถูกต้องไปตั้งมากมายแต่คนคนนี้กลับไม่ได้ฟังเข้าหูเลยแม้แต่นิด กู้โยวหนิงหมดหนทางจึงได้แต่พยักหน้าอย่างน่าสงสาร “ข้าอยากลง...”
“ถ้าเช่นนั้นเวลาเดินเ้าจะดูทางหรือไม่?”
“ดูขอรับๆ” กู้โยวหนิงพยักหน้าระรัวกล่าวรับประกันอีกว่า “ต่อไปนี้ข้าจะตั้งใจมองทางอย่างแน่นอนขอรับ!”
ฉู่อวี้เอียงศีรษะพลางเลิกคิ้วมองเขาแววตาฉายแววขบขันอย่างไม่อาจปกปิด จากนั้นจึงค่อยๆ ปล่อยเขาลง
กู้โยวหนิงกำลังจะะโดีใจที่ได้รับอิสรภาพและกลับมายืนบนพื้นอีกครั้งทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นว่าตนกำลังยืนอยู่นอกประตูวังเสียก่อนนอกจากนั้นยังเห็นว่าคนแบกเกี้ยวทั้งแปดที่กำลังอ้าปากค้างมองมาทางเขา
ออกมานอกประตูวังแล้ว...เขาถูกเหวินอ๋องอุ้มออกมาจนถึงนอกประตูวังแล้ว...ไม่ใช่แค่คนในวังที่เห็นหมดแล้วกระทั่งคนแบกเกี้ยวยังเห็นว่าเขาถูกอุ้มออกมา มิหนำซ้ำยังมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึงจนพูดไม่ออกแบบนั้นอีก
กู้โยวหนิงรู้สึกว่าใบหน้ากำลังเห่อร้อนราวกับไฟ เป็ถึงชายแท้ทั้งแท่งมือเท้าไม่ได้พิการสักนิด กลับถูกคนอื่นอุ้มออกมาอย่างนี้ จะให้เขารับได้อย่างไรกัน!
ฉู่อวี้ขึ้นไปนั่งในเกี้ยวมองกู้โยวหนิงที่ยังยืนเหม่อลอยอยู่ที่เดิมด้วยความสงสัย จากนั้นก็ยกผ้าม่านขึ้นและเอ่ยถาม“ไยเ้ายังไม่ขึ้นมาอีก?”
กู้โยวหนิงรู้สึกว่าตัวเองขายหน้าไปจนหมดสิ้น ทันใดนั้นก็จดจ้องฉู่อวี้ด้วยความกรุ่นโกรธทว่าคนผู้นี้คือท่านอ๋อง ตนไร้ซึ่งหนทางจะทำอะไรเขาได้หลังพระชายาเหวินอ๋องรู้สึกอับอายจนสุดจะกลั้น ท้ายที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปากเล็กค่อยๆ เบะออก จากนั้นจึงส่งเสียงร้องไห้ดังสนั่นทันใด
