ซูเหลียนหรูพักรักษาตัวในวังหลวงหลายวัน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของหมอหลวง อาการของนางดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถออกไปะโโลดเต้นเหมือนกับคนทั่วไปได้อยู่ดี โชคยังดีที่พระสนมเต๋ออนุญาตให้เฟิ่งสือจาวเข้ามาอยู่เป็เพื่อนนางในวังบ่อยๆ ซูเหลียนหรูจึงรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย นางอยู่แต่ในวังมาหลายวันจึงรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที บ่ายวันนี้ นางรู้สึกร้อนอบอ้าว จึงสั่งให้คนรับใช้นำแคร่นอนกับผลไม้และของว่างต่างๆ ไปวางใต้ร่มไม้ที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พาเฟิ่งสือจาวไปนั่งพักด้วยกัน
คนรับใช้ถอยออกไปจนหมดแล้ว เฟิ่งสือจาวจับพัดเล่มหนึ่งเอาไว้ในมือ พลางกระพือพัดไปทางซูเหลียนหรูเป็ระยะเพื่อส่งลมเย็นไปที่นาง เพราะบั้นท้ายยังเจ็บอยู่ ซูเหลียนหรูจึงยังนอนราบไม่ได้ จำต้องนอนตะแคงอยู่บนแคร่
เฟิ่งสือจาวพูดด้วยท่าทางรู้สึกผิด “องค์หญิง ขอประทานอภัย เดิมที ท่านอยากเอาคืนที่ข้าถูกคนรังแกแท้ๆ คิดไม่ถึงว่าเื่นี้จะทำให้องค์หญิงต้องเดือดร้อนและเจ็บตัวเช่นนี้ สือจาวมีโทษหนักหนา ยากจะลบล้างความผิดได้ ข้ารู้สึกผิดและทรมานหัวใจมาก หากเป็ไปได้ ข้าอยากจะรับโทษและความเ็ปแทนองค์หญิงเหลือเกิน”
ซูเหลียนหรูปรายตามองนางแวบหนึ่ง “โบยก็โบยไปแล้ว ข้าเองก็เจ็บตัวไปแล้ว ให้ข้ารับโทษคนเดียวก็ยังดีกว่าดึงเ้าเข้ามาเจ็บตัวด้วย เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของเ้า” นางหรี่ตาลงเล็กน้อย พลันความแค้นเคืองก็ะเิออกมาทางแววตา “หากจะโทษก็ต้องโทษที่เฟิ่งสือจิ่นเ้าเล่ห์เกินไป พวกเราคิดจะตีสั่งสอนสุนัขชั้นต่ำแท้ๆ คิดไม่ถึงว่าจะถูกสุนัขลอบกัดเช่นนี้”
เฟิ่งสือจาวกล่าว “พวกเราทำเื่นี้อย่างลับๆ นอกจากกลุ่มคนที่ไปกับพวกเราในวันนั้นแล้วก็ไม่มีใครรู้เื่นี้อีก เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูคิดจะหนีออกมา ถือเป็เื่ที่ยากจนแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดพวกมันก็หาทางหนีออกมาจนได้”
ซูเหลียนหรูพูด “ก็คืนนั้นดันเกิดไฟไหม้ขึ้นมานี่นา ไม่เช่นนั้น ข้าเชื่อว่าพวกมันต้องหนีออกมาไม่ได้แน่”
“ไฟระลอกนั้นเป็ไฟที่เหลือจากตอนที่พวกเราเผาเสื้อผ้าพวกมัน คิดไม่ถึงว่าคนชั้นต่ำนั่นจะโชคดีถึงเพียงนี้ แต่ต่อให้เกิดไฟไหม้ขึ้นจริงๆ หากรอให้ไฟลุกลามจนมีคนมองเห็นและตามไปดับไฟ ไม่แน่ สองคนนั้นอาจถูกไฟคลอกตายไปตั้งนานแล้วก็ได้ มีหรือที่พวกมันจะหนีรอดออกมาได้เช่นนี้”
ซูเหลียนหรูชะงักลง “เ้าหมายความว่า มีคนแพร่งพรายความลับของเรางั้นหรือ?”
ดวงตะวันส่องแสงร้อนแรง แสงจ้าส่องลงบนกำแพงสีแดงและหลังคาสีขาวของตำหนักต่างๆ ภายในวังหลวง จักจั่นส่งเสียงร้องหนวกหู ขันทีภายในตำหนักทั้งหลายยืนอยู่ใต้ต้นไม้ กำลังแกว่งไม้ไผ่เพื่อจับจักจั่นบนต้นไม้
พระสนมอวี๋แห่งตำหนักจาวหยวนมีร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจทนอากาศร้อนอบอ้าวได้ ระหว่างที่ขันทีช่วยกันจับจักจั่น นางกับซวงเอ๋อร์ก็ออกมาเดินเล่นที่สวนหลวง โดยเลือกเดินเลาะไปตามแนวของร่มไม้ในสวน
อี๋ซวงถามอย่างเป็ห่วง “หากพระสนมเดินจนเหนื่อยแล้วก็ไปหาที่นั่งพักเสียหน่อยเถิด ปกติ พระสนมไม่ค่อยได้ออกมาเดินข้างนอกนัก หากร้อนจนทนไม่ไหว ข้าจะสั่งให้คนรับใช้ไปเอาน้ำแข็งมาเตรียมไว้ในตำหนักจาวหยวนเพื่อดับร้อนแทน”
พระสนมอวี๋มีนิสัยอ่อนโยน ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใคร สตรีเช่นนาง ไม่เหมาะจะอยู่ในวังหลวงเลยสักนิด อี๋ซวงรู้เื่นี้ดีกว่าใคร จึงปล่อยให้นางออกมาเดินเล่นนอกตำหนักจาวหยวนเพียงน้อยครั้งเท่านั้น เพราะถ้าเจอพระสนมคนอื่นเข้าโดยบังเอิญ หากรับมือไม่ดี นางอาจถูกเอาเปรียบได้
พระสนมอวี๋ยิ้มอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มนั้นเป็เหมือนลมอบอุ่นที่ลูบผ่านต้นหลิวไปอย่างแ่เบา “ข้าไม่ได้ออกมาเดินเล่นนานแล้ว ออกมาสูดอากาศในสวนหลวงเสียหน่อยก็ดี อีกอย่างตอนนี้ก็เพิ่งย่างเข้าฤดูร้อนเท่านั้น หากใช้น้ำแข็งดับร้อนั้แ่ตอนนี้ เมื่อถึงกลางฤดูร้อน รอให้อากาศร้อนขึ้น พวกเราจะทำอย่างไร?” นางจับมืออี๋ซวงเอาไว้ แววตาคู่สวยประกายความเขินอายของสตรีออกมาให้เห็น “ไม่เป็ไรหรอก เ้าออกมาเดินเล่นกับข้าเสียหน่อยเถอะ ถือเป็การออกกำลังกายไปด้วย เช่นนี้ ข้าเองก็มีความสุขเหมือนกัน”
อี๋ซวงเห็นว่านางอารมณ์ดีเป็พิเศษ จึงกลืนคำปฏิเสธกลับเข้าไปในลำคอ แล้วหันมาเดินเล่นไปตามร่มไม้ใหญ่เป็เพื่อนนางอย่างตั้งใจแทน
เมื่อเดินเข้ามาในเขตสวนที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ พระสนมอวี๋ไม่ทันได้สังเกตอะไร แต่อี๋ซวงมีวรยุทธ์ติดตัว จึงมีประสาทหูดีกว่าคนทั่วไป แถมเขายังเป็คนรอบคอบ และระมัดระวังรอบด้านเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
จู่ๆ เขาก็ยกมือรั้งพระสนมอวี๋เอาไว้ “พระสนม หยุดก่อน”
พระสนมอวี๋ถาม “มีอะไรหรือ?”
อี๋ซวงเดินไปข้างหน้า เขาแหวกใบไม้หนาทึบเบื้องหน้าออกเบาๆ เผยให้เห็นซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวที่กำลังนั่งพักอยู่ไม่ไกล ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ หากไม่ใช่เพราะอี๋ซวงได้ยินเสียงก่อน ใบไม้หนาทึบนี้คงบดบังสายตาของคนภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเห็นพวกนางแน่
อี๋ซวงกระซิบขึ้น “องค์หญิงเจ็ดอยู่ทางนั้น พวกเราเปลี่ยนไปทางอื่นกันเถอะ”
พระสนมอวี๋ได้ยินชื่อของเฟิ่งสือจิ่นแว่วๆ จึงดึงแขนของอี๋ซวงเอาไว้ “รอก่อน”
เฟิ่งสือจาวพูดต่อ “หากไม่มีใครแพร่งพรายความลับของเรา เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูจะถูกหาเจอเร็วขนาดนั้นหรือ? ได้ยินมาว่า คนแรกที่ไปถึงวิทยาลัยหลวงคือองค์ชายสี่ เฟิ่งสือจิ่นต้องขโมยสร้อยมุกขององค์หญิงไป และมอบให้องค์ชายสี่เพื่อแก้แค้นองค์หญิงอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น ท่ามกลางเปลวเพลิงร้อนแรง สถานการณ์วุ่นวายขนาดนั้น ใครจะสังเกตเห็นสร้อยมุกเส้นเล็กๆ ที่ตกอยู่บนพื้น ในสถานการณ์แบบนั้น ต่อให้สร้อยมุกไม่ถูกไฟเผาจนวอด ก็ต้องถูกคนที่แห่มาดับไฟเหยียบจนเละไปแล้ว”
ซูเหลียนหรูกล่าว “ข้าเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ใครเป็ผู้แพร่งพรายออกไปล่ะ?” นางครุ่นคิดอยู่นาน “หรือจะเป็เจี่ยนซืออิน? แต่กงเยี่ยนชิวบอกว่าจะพานางไปส่งที่จวนอัครมหาเสนาบดีก่อนแล้วค่อยกลับจวนของตนเองไม่ใช่หรือ อย่างน้อย กงเยี่ยนชิวก็ไม่มีทางทรยศพวกเราแน่”
เฟิ่งสือจาวหัวเราะขึ้น “มีเื่หนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าควรจะบอกองค์หญิงดีหรือไม่ เพราะหากใช้คำพูดไม่เหมาะสมแม้แต่น้อย ก็เหมือนกับข้ากำลังยุแยงให้องค์หญิงกับคุณหนูเจี่ยนแตกคอกัน”
ซูเหลียนหรูตำหนิอย่างไม่สู้จริงจังนัก “เ้ายังไม่รู้นิสัยข้าอีกหรือ มีอะไรก็พูดมาเถิด อย่าเอาแต่อึกอักอยู่เลย”
“พวกเราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจี่ยนซืออินรู้สึกเช่นไรกับหลิวอวิ๋นชู ในวันนั้น พวกเราต่างก็เห็นว่านางพยายามช่วยหลิวอวิ๋นชูอย่างสุดชีวิต ต่อให้กงเยี่ยนชิวจะส่งนางกลับจวน แต่ไม่แน่ว่านางอาจจะนึกเปลี่ยนใจในภายหลังก็ได้” พูดจบก็หัวเราะเบาๆ ด้วยเสียงเย็นเยียบ “แต่เจี่ยนซืออินก็ไม่ได้โง่เง่าจนเกินไป ถึงให้องค์ชายสี่ออกหน้าแทนเช่นนี้ คงคิดว่าทำแบบนี้ ก็ไม่ถือเป็การประกาศตัวเป็ศัตรูกับองค์หญิงแบบเปิดเผยแล้วสินะ ได้ยินมาว่านางมีนิสัยเอาแต่ใจ แถมยังหุนหันพลันแล่นมาั้แ่เด็ก น่าจะคิดแผนที่รอบคอบเช่นนี้ไม่ได้ แต่อย่าลืมว่านางยังมีบิดาที่เป็อัครมหาเสนาบดีผู้แสนเ้าเล่ห์อีกคน นี่ต้องเป็ความคิดบิดาของนางแน่” เฟิ่งสือจาวพูดอภิปรายได้อย่างมีเหตุผล ซูเหลียนหรูจึงเชื่อคำพูดของนางอย่างสนิทใจ ซูเหลียนหรูเริ่มแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้า ขณะที่เฟิ่งสือจาวยังคงพูดต่อไป “ต่อมา เพื่อตรวจสอบเื่นี้ ข้าจึงส่งคนไปสืบเื่ที่เกิดขึ้นในจวนอัครมหาเสนาบดี พบว่าคืนนั้น เจี่ยนซืออินนั่งรถม้าออกไปจากจวนด้วยท่าทางรีบร้อน แถมยังร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด”
ซูเหลียนหรูตบแคร่นอนด้วยความโมโห แขนเสื้อขนาดใหญ่เหวี่ยงสะบัดจนของว่างบนโต๊ะเทเกลื่อน นางพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “คิดไม่ถึงว่าคนทรยศจะเป็คนที่ข้ามองว่าเป็พวกเดียวกัน ที่ผ่านมา ข้าดีกับนางไม่น้อย คิดไม่ถึงว่านางจะแทงข้างหลังข้าเช่นนี้!”
เฟิ่งสือจาวแตะมือของซูเหลียนหรูเบาๆ พลางพูดปลอบนาง “องค์หญิง อย่าโกรธไปเลย ที่เจี่ยนซืออินทำเช่นนี้ก็เพราะถูกหลิวอวิ๋นชูหลอกล่อ นางไม่ใช่คนเ้าเล่ห์อะไร วันหน้า องค์หญิงค่อยวางแผนจัดการกับนางทีหลังก็ได้ นั่นไม่ใช่เื่ยากเลยสักนิด แต่ตอนนี้ องค์หญิงต้องมาพบกับความอัปยศอดสูถึงเพียงนี้ หากไม่เอาคืนสองคนนั้นให้สาสมละก็ อย่าว่าแต่องค์หญิงเลย แม้แต่สือจาวก็ยังแค้นใจจนไม่อาจปล่อยวางได้เช่นกัน”
ซูเหลียนหรูพูดอย่างโกรธแค้น “ที่ผ่านมา ข้ารู้ว่าเ้าโกรธแค้นเฟิ่งสือจิ่น แต่มาวันนี้ เมื่อได้ัักับความรู้สึกเกลียดชังที่มากจนลึกเข้าไปในกระดูกดำนี้ด้วยตนเอง ข้าถึงเข้าใจความรู้สึกของเ้า หากมีโอกาส ข้าจะบดขยี้เฟิ่งสือจิ่นให้แหลกเละเป็ผุยผงอย่างแน่นอน!”
