จวินเชียนจี้แสร้งทำเป็จิบยาในถ้วยหนึ่งคำ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “ขมหรือ แต่อาจารย์กลับรู้สึกว่ามันหวานเหลือเกิน อาจเพราะสภาวะจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดที่รับรู้จึงแตกต่างกันออกไปกระมัง เ้าลองดื่มอีกคำสิ ไม่แน่ เมื่อสภาวะจิตใจเปลี่ยนไป ยานี่อาจเปลี่ยนจากขมมาเป็หวานก็ได้”
“อย่ามาหลอกข้าให้ยากเลย” ไม่ว่าเป็ตายอย่างไรเฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ยอมเปิดปากอีกเด็ดขาด
จวินเชียนจี้โน้มตัวเข้ามาใกล้ กักตัวนางเอาไว้ในมุมเล็กๆ ที่หัวเตียง เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “สือจิ่น เด็กดี อ้าปากเร็วเข้า อ้าปากแล้วจะได้กินลูกกวาด”
ในตอนแรก เฟิ่งสือจิ่นขบฟันแน่น จวินเชียนจี้จึงแทรกนิ้วชี้เข้าไปที่มุมปากของนาง แววตาของเขา บัดนี้กลับแลดูลุ่มลึกและวาบหวาม ซึ่งไม่ควรจะพบเห็นบนใบหน้าของเขาเลย... เฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้ง เพียงพริบตาเดียวนางก็คล้อยไปกับสายตานั้น จนเผลออ้าปาก ใช้ลิ้นเลียไปที่ปลายนิ้วของจวินเชียนจี้เบาๆ แถมยังดูดอีกตั้งหลายครั้ง ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจคำพูดของอาจารย์แล้ว ก็เหมือนนางในตอนนี้ ทั้งที่นิ้วของอาจารย์ไม่ได้มีรสชาติอะไร แต่นางกลับรู้สึกหวานในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
จวินเชียนจี้มองนางด้วยสายตาลุ่มลึก “สือจิ่น... เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่” ท้ายที่สุดเขาก็พูดขึ้นเบาๆ “ข้ารู้ว่าเ้าไม่รู้ตัวหรอก”
จวินเชียนจี้ยกถ้วยยาขึ้นมา แล้วรินยารสขมเลียบไปกับนิ้วชี้ของตน ให้มันไหลเข้าไปในปากของเฟิ่งสือจิ่น ก่อนจะไหลผ่านลำคอเข้าไปในท้อง โดยที่นางไม่จำเป็ต้องออกแรงกลืนเลยสักนิด
เฟิ่งสือจิ่นขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามดิ้นขัดขืน แต่จวินเชียนจี้มีพละกำลังมาก นางไม่สามารถต่อสู้กับแรงของเขาได้เลย ริมฝีปากทั้งเมื่อยและชาไปหมด ปลายลิ้นมีรสขมที่เข้มข้นจนยากจะชะล้างติดอยู่ ในตอนที่นางทนไม่ไหว เตรียมจะปิดปากและกัดนิ้วมือของจวินเชียนจี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น “สือจิ่น ที่เ้ากำลังจะกัด เป็นิ้วของอาจารย์นะ”
เฟิ่งสือจิ่นลังเลและสับสนไปหมด จนกระทั่งยาถูกรินจนหมดถ้วยแล้ว นางก็ยังแข็งใจกัดนิ้วของจวินเชียนจี้ไม่ลงอยู่ดี ทว่าเมื่อดื่มยาจนหมดถ้วย ขอบตาของนางก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็สีแดง ราวกับว่าเ้าตัวกำลังจะร้องไห้เช่นนั้น จวินเชียนจี้ยื่นนิ้วมาแตะริมฝีปากของนางอีกครั้ง เฟิ่งสือจิ่นกะพริบตาปริบๆ พลางเบะปากอย่างน่าสงสาร ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องใจอ่อนทั้งนั้น
จวินเชียนจี้ยัดลูกพลัมรสหวานอมเปรี้ยวเข้าไปในปากของนางด้วยใบหน้าอมยิ้ม จึงหยุดยั้งการร้องไห้ของเด็กสาวได้ทันเวลา
แม้จะดื่มยาแล้ว แต่ไข้ของเฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ยอมลดเสียที จวินเชียนจี้คอยดูแลนางอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งคืน แถมยังมีสีหน้าหนักอึ้งยิ่งขึ้นเมื่อตรวจชีพจรให้นาง
สายฝนกับยาลืมรักเมื่อสามปีก่อนทำให้ไอเย็นสะสมอยู่ในร่างกายมากจนกลายเป็โรคเรื้อรัง อาจเป็เพราะอาบน้ำเย็น หรืออาจเพราะไม่นานมานี้ นางได้รับาเ็ที่หัวมาหลายครั้งหลายครา โรคที่เกิดจากความเย็นนี้จึงกลับมากำเริบอีกครั้ง จวินเชียนจี้ไม่สามารถขจัดพิษความเย็นที่อัดแน่นอยู่ในร่างกายของนางออกไปได้ ทำได้แค่ข่มมันด้วยยาสมุนไพรเป็การชั่วคราวเท่านั้น หลายปีมานี้ นางร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอด พิษนี้จึงไม่เคยกำเริบแม้แต่ครั้งเดียว คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ พิษจะปะทุออกมาเช่นนี้ เขาให้นางดื่มยาไปหลายชนิด แต่ก็ยังไม่เห็นผลเสียที ไข้ยังคงสูงไม่เปลี่ยน มันทำให้นางสติพร่ามัว และมีร่างกายเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
เหตุนี้ จวินเชียนจี้จึงอยู่แต่ในจวน ดูแลเฟิ่งสือจิ่นตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ไปประชุมในท้องพระโรงติดต่อกันหลายวันแล้ว
เื่การวางเพลิงในวิทยาลัยหลวง เพราะมีสร้อยไข่มุกของซูเหลียนหรูเป็หลักฐาน นางจึงตกเป็ผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยาย หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นได้รับาเ็ด้วยกันทั้งคู่ จึงให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านไปก่อน ซูเหลียนหรูคิดจะใส่ร้ายผู้อื่น แต่นอกจากแผนการจะล้มเหลวแล้ว ยังถูกตอกกลับมาอย่างเจ็บแสบเช่นนี้ นางเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเื่จะเป็แบบนี้ไปได้ เพราะซูเหลียนหรูเป็องค์หญิงของราชวงศ์ จึงไม่อาจสืบสวนเื่นี้ต่อหน้าผู้คนได้ เพื่อแสดงถึงความยุติธรรมและความเที่ยงตรงในการสืบสวน ซูกู้เหยียนจึงเชิญพระสนมเต๋อซึ่งเป็เสด็จแม่ของซูเหลียนหรู ฮ่องเต้ ไทเฮา ท่านโหวอันกั๋วและภรรยามาฟังความด้วย แน่นอน จวินเชียนจี้ที่เป็อาจารย์ของเฟิ่งสือจิ่นก็ได้รับเชิญเช่นกัน
ความจริง ซูกู้เหยียนก็หนักใจไม่น้อย ด้านหนึ่ง เขาอยากทวงความยุติธรรมให้เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชู แค่คิดถึงภาพของเฟิ่งสือจิ่นในตอนนั้น คิดว่านางถูกซูเหลียนหรูกลั่นแกล้งสารพัดในวิทยาลัยหลวง แค่นี้เขาก็รู้สึกเกลียดชังน้องสาวคนนี้ขึ้นมาแล้ว แต่เพราะซูเหลียนหรูเป็น้องสาวของเขาทั้งยังเป็คนของราชวงศ์ จึงมีความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนมากกว่าคนอื่นๆ อย่างแรก เขาจะสร้างความบาดหมางกับพระสนมเต๋อไม่ได้เด็ดขาด และทำให้เสด็จพ่อไม่พอใจไม่ได้ด้วยเช่นกัน เขาจึงเลือกทำเช่นนี้นั่นเอง ส่วนเื่ที่ว่าจะลงโทษซูเหลียนหรูอย่างไรกันแน่ คงต้องเป็หน้าที่ของฮ่องเต้แล้ว ซึ่งฮ่องเต้ก็ต้องตัดสินโทษอย่างเที่ยงธรรมจนทุกฝ่ายพอใจเช่นกัน
ในตอนแรก ฮ่องเต้โกรธจนเก็บสีหน้าไม่อยู่เลยทีเดียว เขาชี้หน้าพลางคำรามด่าซูเหลียนหรู “เหลียนหรู เ้าสำนึกผิดหรือยัง? เสียแรงที่ข้ารักและโปรดปรานเ้ามาโดยตลอด คิดไม่ถึงว่ามันจะทำให้เ้าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ถึงขั้นกล้าวางเพลิงในวิทยาลัยหลวงเช่นนี้!”
ซูเหลียนหรูไม่ยอมรับความผิด นางบอก “เสด็จพ่อ โปรดให้ความยุติธรรมแก่ลูกด้วย ลูกไม่ได้วางเพลิงในวิทยาลัยหลวง ทั้งหมดนี้เป็แผนการของเฟิ่งสือจิ่น นางใส่ร้ายลูก!”
ไทเฮาที่ไม่ชอบซูเหลียนหรูมาั้แ่เื่ครั้งก่อนหันไปบอกกับพระสนมเต๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “เมื่อทำผิดก็มักจะโยนความผิดไปให้ผู้อื่น ดูลูกสาวสุดที่รักที่เ้าสั่งสอนมาสิ จริงๆ เลย หากยังปล่อยปละ ปล่อยให้นางก้าวร้าวไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเช่นนี้ต่อไปอีกละก็ ในอนาคต คงไม่ใช่วิทยาลัยหลวงที่ถูกเผา แต่คงจะกลายเป็วังหลวงแห่งนี้แทน”
พระสนมเต๋อก้มหน้าลงพลางพูดอย่างนอบน้อม “เสด็จแม่สั่งสอนถูกต้องแล้ว เป็หม่อมฉันเองที่อบรมสั่งสอนลูกสาวไม่ดี นางมีนิสัยเอาแต่ใจมาั้แ่เด็ก แต่ครั้งนี้นางทำความผิดใหญ่หลวงจริงๆ ฝ่าาจะลงโทษนางเช่นไรก็ย่อมได้ หม่อมฉันจะไม่ท้วงติงแม้แต่คำเดียว”
ซูเหลียนหรูหันไปบอกกับพระสนมเต๋อด้วยท่าทางผยอง “เสด็จแม่ อย่าไปก้มหัวให้เสด็จย่า ลูกไม่ได้ทำ ลูกไม่ผิด!”
พระสนมเต๋อมองเขม่นซูเหลียนหรูพลางตวาดขึ้น “หุบปาก! หากเ้าไม่มีความผิด จะถูกเรียกมาที่นี่ได้อย่างไร?”
ฮ่องเต้ถือสร้อยไข่มุกของซูเหลียนหรูเอาไว้ เขาตวาดเสียงดุขึ้นในเวลาที่เหมาะสม “เหลียนหรู เช่นนั้น ไหนเ้าลองอธิบายมาหน่อยว่าสร้อยไข่มุกของเ้าไปอยู่ในจุดที่เกิดเพลิงไหม้ได้อย่างไร?”
ซูเหลียนหรูตอบ “ลูกเองก็ไม่ทราบเพคะ เฟิ่งสือจิ่นต้องฉวยโอกาสตอนที่ลูกเผลอ ขโมยสร้อยของลูกไปเพื่อวางแผนใส่ร้ายลูกอย่างแน่นอน!”
“บังอาจนัก! เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เ้ายังคิดจะโยนความผิดให้ผู้อื่นอีกหรือ!”
“พวกเขาวางแผนใส่ร้ายลูกชัดๆ!” ซูเหลียนหรูพูดอย่างร้อนรน “เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูปรากฏตัวอยู่ในจุดที่เกิดเพลิงไหม้พร้อมกัน แถมยังได้รับาเ็ทั้งคู่อีก ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ทำไมถึงไม่สงสัยว่าสองคนนั้นเป็คนจุดไฟขึ้นมาเองล่ะ? อีกอย่าง ทั้งที่ฟ้าก็มืดแล้ว ทำไมพวกเขายังอยู่ในอาคารร้างนั่นอีก หรือพวกเขากำลังทำเื่ลับๆ ล่อๆ บางอย่าง เพราะกลัวว่าจะมีคนรู้จึงต้องแอบไปทำอย่างเงียบๆ?” ซูเหลียนหรูเห็นว่าฮ่องเต้ไม่พูดอะไร จึงรีบพูดต่อไป “ทุกคนในวิทยาลัยหลวงต่างก็เห็นกันทั้งนั้น ว่าสองคนนั้นเอาแต่หยอกล้อกะหนุงกะหนิงกันทั้งวัน ไม่แน่ พวกเขาอาจมีใจให้กันเลยคิดจะทำเื่บัดสีในอาคารร้างก็ได้ พวกเขากลัวว่าจะมีคนมารู้...”
“พอได้แล้วเหลียนหรู!” พระสนมเต๋อรีบพูดขัด
ท่านโหวอันกั๋วมีสีหน้าบูดบึ้ง ราชครู จวินเชียนจี้ก็มีใบหน้าเย็นะเืประดุจน้ำแข็งเช่นกัน
จวินเชียนจี้ประสานมือคารวะฮ่องเต้ก่อนจะพูดขึ้นบ้าง “กระหม่อมจำได้ว่า ตอนที่วิทยาลัยหลวงเกิดเพลิงไหม้ ศิษย์ของกระหม่อม เฟิ่งสือจิ่นกับท่านชายหลิวกำลังร่วมกันดับไฟอย่างขะมักเขม้น แต่องค์หญิงเจ็ดกลับคิดว่าพวกเขาสองคนคิดบัดสี มีเงื่อนงำ... สร้อยไข่มุกขององค์หญิงตกอยู่ในที่เกิดเหตุ องค์หญิงก็ยังคิดว่าเฟิ่งสือจิ่นเป็ผู้ใส่ร้ายป้ายสีอีก ดูเหมือนองค์หญิงกับศิษย์ของกระหม่อมจะมีเื่บาดหมางค้างคากันไม่น้อย”
ท่านโหวอันกั๋วโกรธจนแทบจะะเิมาั้แ่ต้นแล้ว หลิวอวิ๋นชูกลับบ้านในสภาพสะบักสะบอม ท่านโหวคงคาดคั้นให้เขาเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังเป็ที่เรียบร้อยแล้ว มาบัดนี้ เมื่อได้ยินราชครูพูดดังนั้น ท่านโหวอันกั๋วจึงพูดเสริมขึ้นบ้าง “กระหม่อมเห็นด้วยกับท่านราชครู แม้ลูกชายของกระหม่อมจะมีนิสัยดื้อรั้นไปหน่อย แต่ครั้งนี้ เขาช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งยังพยายามดับเพลิงอย่างสุดกำลัง ทำให้ถูกไฟคลอกจนได้รับาเ็ไปทั่วร่าง นอกจากจะไม่ได้รับคำชื่นชมแล้ว กลับยังถูกใส่ความว่าเป็ผู้วางแผนทำเื่เลวทรามเช่นนี้ กระหม่อมไม่อาจยอมรับได้จริงๆ หวังว่าฝ่าาจะมอบความยุติธรรมให้แก่กระหม่อมด้วย จากที่องค์หญิงกล่าวมา เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงมีความแค้นกับศิษย์ของท่านราชครูมากมายเลยทีเดียว กระหม่อมได้ยินมาว่าองค์หญิงเจ็ดสนิทสนมกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งเป็อย่างมาก คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งกับเฟิ่งสือจิ่นเคยบาดหมางกันอย่างไรบ้าง คาดว่าไม่ต้องให้กระหม่อมพูดซ้ำ ทุกคนในเมืองหลวงก็คงจะรู้ดี หรือว่าที่องค์หญิงเจ็ดทำไปทั้งหมดก็เพื่อแก้แค้นให้คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่ง?”
