ชายอายุประมาณสามสิบหรือสี่สิบปีสามคนเดินเข้ามาภายในห้อง พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร ผู้ที่มีเรือบรรทุกลำใหญ่เช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนยากจนอยู่แล้ว พวกเขามองหลิวอวิ๋นชูด้วยสายตาคล้ายกับผู้ล่าที่กำลังมองเหยื่อของตนเอง ตอนแรกที่เห็นหลิวอวิ๋นชูยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้วยสภาพสะบักสะบอม พวกเขายังชะงักอยู่เล็กน้อย ทว่าเพียงไม่นานก็หัวเราะร่าขึ้นมา
หนึ่งในนั้นพูดขึ้น “เ้าตัวเล็ก คิดไม่ถึงว่าเ้าจะเก่งใช้ได้เลย ถึงแก้มัดให้ตัวเองได้เช่นนี้” เขาเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของหลิวอวิ๋นชู ท่าทางของเขาดูดุดันน่าเกรงขาม ผิดกับน้ำเสียงที่ชวนให้สะอิดสะเอียนจนอยากอาเจียน เขาจับข้อมือของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ เมื่อออกแรงเพียงเล็กน้อย รอยแผลที่ข้อมือก็ทำให้หลิวอวิ๋นชูเ็ปจนไร้เรี่ยวแรงขัดขืน “เ้าเตรียมจะหนีออกไปทางนี้สินะ หือ? ถ้าพวกเรามาช้ากว่านี้อีกนิด คงไม่ได้เจอเ้าแล้วใช่หรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูมีเหงื่อท่วมหน้าผาก เขารวบรวมความกล้าและพูดออกไป “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะบอกอะไรให้ บิดาของข้าคือท่านโหวอันกั๋ว ข้าเป็ถึงท่านชายแห่งตระกูลหลิวเชียวนะ ถ้ายังไม่รีบปล่อยข้ากลับไปละก็ พวกเ้าต้องไม่ตายดีแน่!”
คนทั้งสามหัวเราะให้กับสิ่งที่ได้ยิน “ถ้าเ้าเป็ท่านชาย พวกเราก็คงเป็ฮ่องเต้ไปแล้ว...”
“ปล่อยข้า! อย่าแตะต้องตัวข้า! ไปให้พ้น!”
หลิวอวิ๋นชูหรือจะสู้กำลังของชายสามคนได้ เขาถูกลากกลับไปโยนลงบนเตียงอีกครั้ง ท่าทีหวาดกลัวและตื่นตระหนกของหลิวอวิ๋นชูทำให้ชายโรคจิตทั้งหลายรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก
หลิวอวิ๋นชูมองมือที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ของทั้งสาม พลางะโขึ้นไม่หยุด “เอามือสกปรกของเ้าออกไปให้พ้น...”
หลิวอวิ๋นชูตกอยู่ในอันตราย เฟิ่งสือจิ่นเองก็จมสู่ความลังเลเช่นกัน
อาจจริงดังที่หลิวอวิ๋นชูบอก นางกับหลิวอวิ๋นชูมีกันแค่สองคน มีกำลังอ่อนแอเกินไป อีกฝ่ายมีพรรคพวกมากมาย หากนางถูกจับได้อีกคนละก็ พวกเขาสองคนจะไม่มีใครหนีออกไปได้แม้แต่คนเดียว ในเมื่อเวลานี้ นางไม่อาจช่วยหลิวอวิ๋นชูออกมาได้ ก็ควรหนีออกไปตามคนมาช่วยโดยเร็ว นางต้องไปหาองค์ชายสอง! องค์ชายสองกำลังสืบคดีนี้อยู่ เขาต้องช่วยหลิวอวิ๋นชูได้อย่างแน่นอน!
แต่เฟิ่งสือจิ่นเพิ่งเดินออกไปได้แค่สองก้าว เสียงที่แสร้งทำเป็กล้าหาญและเข้มแข็งของหลิวอวิ๋นชูก็ดังออกมาจากในห้องเสียก่อน นางรู้ดีว่าแม้หลิวอวิ๋นชูจะชอบทำตัวแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้ว เขาอ่อนแอกว่านางเสียอีก ฟังจากเสียงก็รู้ว่าป่านนี้ หลิวอวิ๋นชูคงกลัวจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว... เมื่อเสียงฉีกขาดของเสื้อผ้าดังออกมาจากห้องด้านหลัง ต่อให้เฟิ่งสือจิ่นจะใจไม้ไส้ระกำแค่ไหน นางก็ไม่อาจก้าวขาไปข้างหน้าได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว
นางคิดไม่ออกเลยว่าหลิวอวิ๋นชูกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ รู้แค่ว่าวินาทีนั้น จู่ๆ ความโกรธเกรี้ยวก็พุ่งขึ้นสมอง ทำลายสติของนางลงจนหมดสิ้น สมองของนางขาวโพลนไปหมดแล้ว
นางจะทิ้งให้หลิวอวิ๋นชูเผชิญหน้ากับเื่ที่โหดร้ายเช่นนั้นเพียงลำพังจริงๆ หรือ? ถ้านางไปจากที่นี่ หากเกิดอะไรขึ้นกับหลิวอวิ๋นชูละก็ ต่อให้นางกลับมาช่วยเขาในภายหลัง แล้วมันจะมีความหมายอะไรอีก?
เฟิ่งสือจิ่นก้าวถอยหลังหลายก้าว หากนางทิ้งเขาเอาไว้จริงๆ ทั้งหมดที่ทำมาก็ไร้ความหมาย
เฟิ่งสือจิ่นตัดสินใจแล้ว นางหมุนตัวแล้ววิ่งกลับไปทางเดิมทันที
ชายโรคจิตทั้งสามคนกดหลิวอวิ๋นชูลงบนเตียง หลิวอวิ๋นชูพยายามดิ้นขัดขืนอย่างสุดชีวิตจึงถูกตบหน้าไปหลายครั้ง รอยนิ้วมือทั้งห้าประทับเด่นอยู่เต็มใบหน้า เขาหันหน้าไปอีกทาง พลันน้ำตาก็ไหลรินลงมาจากหางตาอย่างไม่อาจหักห้าม
เฟิ่งสือจิ่นปีนกลับเข้ามาในห้องผ่านทางหน้าต่างบานเดิม ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นนางเลยสักคน เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เฟิ่งสือจิ่นก็พุ่งไปข้างหน้า โดยไม่ทันได้คิดอะไรด้วยซ้ำ ไม่สิ วินาทีนั้น นางไม่อาจควบคุมร่างกายของตนเองได้อีกต่อไปแล้ว นางไม่รู้ว่าตนทำอะไรลงไปบ้าง รู้แค่ว่าสัตว์ร้ายตัวหนึ่งกำลังอาละวาดอยู่ในหัวใจ และสั่งให้นางพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น
เฟิ่งสือจิ่นดวงตาแดงก่ำ นางกระชากเสื้อผ้าด้านหลังของชายคนหนึ่งอย่างแรง คนผู้นั้นสะดุ้งเฮือกและหันหน้ากลับมาโดยสัญชาตญาณ สายตาของเขาสบประสานเข้ากับดวงตาเย็นเฉียบของเฟิ่งสือจิ่นพอดิบพอดี เพียงพริบตาเดียวชายร่างใหญ่ก็ถูกเฟิ่งสือจิ่นเหวี่ยงจนล้มลงไปกองอยู่บนพื้นเสียแล้ว
เขาร้องซี๊ดด้วยความเ็ป “เ้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไร?” คนผู้นั้นชี้นิ้วมาที่เฟิ่งสือจิ่น
เฟิ่งสือจิ่นไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางปรี่เข้าไปทั้งถีบทั้งเตะชายคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง ชายสองคนที่เหลือ เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบะโลงมาจากเตียงแล้วล็อกแขนของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้คนละข้าง พวกเขาใช้กำลังดึงนางออกไป และเหวี่ยงร่างของนางไปกระแทกกับผนังอย่างไร้ความเมตตา
เฟิ่งสือจิ่นค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นช้าๆ เมื่อเห็นว่าเป็นาง หลิวอวิ๋นชูก็มีความรู้สึกที่สลับซับซ้อนจนบอกไม่ถูกเลย “ข้าบอกให้เ้ารีบไปจากที่นี่ไง ทำไมยังกลับมาอีก!”
เมื่อเห็นหน้าของเฟิ่งสือจิ่นชัดๆ ชายทั้งสามก็มองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะประกายรอยยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ชายที่ถูกเฟิ่งสือจิ่นกระทืบจนล้มลงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาเช็ดคราบเืที่มุมปาก ก่อนจะหันไปมองหลิวอวิ๋นชูสลับกับเฟิ่งสือจิ่น ไม่นานจึงหัวเราะขึ้น “เ้าคงอยากมาช่วยเพื่อนตัวน้อยของเ้าสินะ? กล้าหาญชาญชัยเสียจริงนะ ถึงกล้าบุกมาถึงที่นี่เพียงลำพัง แต่ก็นะ ผู้ที่มาเยี่ยมเยือน ย่อมถือเป็แขกเสมอ ให้เ้าเข้ามาเล่นสนุกด้วยอีกสักคนก็ไม่เลวเหมือนกัน”
พูดจบก็เดินเข้าไปหาเฟิ่งสือจิ่นทันที หลิวอวิ๋นชูพยายามลุกขึ้นยืน แต่เพิ่งลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าบนเตียง ชายอีกสองคนก็เข้ามาล็อกร่างของเขาเอาไว้เสียแล้ว เขาดิ้นขัดขืนอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด หลิวอวิ๋นชูคำรามกร้าว “บอกให้เ้าหนีไปก็รีบหนีไปเสียสิ จะกลับมาอีกทำไม! ข้าจะบอกอะไรให้ ถ้าพวกเ้ากล้ารังแกนางละก็ ต่อให้ตายเป็ผี ข้าก็ไม่มีวันปล่อยพวกเ้าไปแน่!”
ชายคนนั้นหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ข้าว่า เ้าเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
ชายสามคนนี้เป็พ่อค้าที่เดินทางไปทั่วทุกสารทิศ เคยผ่านอะไรๆ มามากมาย ดูจากสายตาก็รู้แล้วว่าคนเหล่านี้รับมือด้วยยากแค่ไหน พวกเขาไม่ได้เรียกลูกน้องที่อยู่ข้างนอกเข้ามาช่วยด้วยซ้ำ
แม้เฟิ่งสือจิ่นมักจะต่อยตีชนะอยู่บ่อยๆ แต่นั่นก็เพราะคู่ต่อสู้ของนางเป็คนรุ่นเดียวกัน ทว่าคนเหล่านี้ผ่านโลกมามาก แถมยังโเี้อำมหิตเกินใคร ไม่รู้เหมือนกันว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเป็ผู้ชนะในศึกครั้งนี้
แค่ชายคนเดียวก็ล็อกตัวหลิวอวิ๋นชูได้สบายๆ แล้ว ชายสองคนที่เหลือเดินเข้ามาหาเฟิ่งสือจิ่นด้วยหวังว่าจะล็อกตัวนางเอาไว้อีกคน อีกด้าน เฟิ่งสือจิ่นเป็เหมือนอินทรีที่หุบปีกลงเพื่อรอคอยโอกาสในการโจมตี ในตอนที่ชายสองคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ จู่ๆ นางก็ออกตัวพุ่งไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน สองมือกำหมัดแน่น ร่างกายอัดแน่นไปด้วยความเหี้ยมเกรียม หยิ่งทะนง และโกรธแค้น นางไม่รอช้า เหวี่ยงหมัดใส่หนึ่งในนั้นสุดแรง
นางมีหมัดหนัก สามารถล้มคนได้ในหมัดเดียว
