ฉินซีพับแขนเสื้อของตัวเอง แม้ว่าการพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวจะดูหยาบคายเล็กน้อย แต่ก็เห็นได้ว่าเสื้อผ้าของเขายังคงถูกรักษาเอาไว้ให้เป็ระเบียบ นี่คือลักษณะของยุวปัญญาชนที่มีฐานะทางบ้านดีเยี่ยมคนหนึ่ง รักษาความสูงส่งและถือตัวของตัวเอง ไม่ยินยอมที่จะเปรอะเปื้อนหรือเกิดรอยยับยู่ยี่
เขาดันแว่นบนสันจมูก แผ่นหลังยืดตรง แต่คิ้วของเขากลับขมวดแน่นราวกับกำลังเกิดความขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง
นอกจากหลี่ซิ่วแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังแสดงอะไรอยู่ ความจริงแม้แต่หลี่ซิ่วก็ไม่รู้ว่าเขาจะพูดบทอะไร จำลองสถานการณ์แบบไหน หรือจะใช้วิธีการแบบใดในการแสดง
ทุกคนต่างก็มองกระดาษอีกครึ่งที่เหลืออยู่ในมือของเขา มันถูกม้วนขึ้นมา นิ้วมือเรียวขาวของเขาคีบมันเอาไว้ เขาออกแรงคีบมากขึ้นจนกระดาษขาวเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไป ทุกคนต่างก็รู้สึกได้ถึงความร้อนใจของเขา พวกเขาเริ่มขยับเท้าไปมาอย่างไม่รู้ตัว ราวกับกำลังร้อนรนตามเขาขึ้นมา
เขานำกระดาษขาวนั่นส่งไปที่ปาก
ทุกคนต่างก็เข้าใจขึ้นมาในทันที นี่คือม้วนบุหรี่นี่เอง
ฉินซีลูบคลำไปทั่วตัว ทุกคนต่างก็มองออกว่าเขากำลังหาไฟแช็ก
แต่สุดท้ายก็ต้องละความพยายามไป เขาปล่อยมือลง ก่อนจะปา ‘มวนบุหรี่’ ลงไปที่พื้นอย่างหนักหน่วง เขาเม้มปากราวกับกำลังบอกกับตัวเองว่า สูบไม่ได้
เขานั่งยองๆ ลง แม้จะเป็ท่าทางที่ดูหยาบๆ แต่เขากลับทำออกมาได้ดูเป็การเป็งานมาก เขาได้รับการสั่งสอนมาเป็อย่างดี คนที่มองดูต่างก็สามารถรับรู้ได้
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองทางด้านหน้า
เห็นได้ชัดว่าอยู่ในห้องเรียนคับแคบ แต่เขากลับทำให้รู้สึกเหมือนที่ราบกว้าง สายตาที่มองออกไปราวกับกำลังมองตรงไปยังแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ขอบฟ้า อารมณ์บนใบหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาแสดงสีหน้าสับสน สายตาเองก็จับจ้องนิ่งไปที่ตรงนั้นราวกับเหม่อลอยออกไป คนที่กำลังดูอยู่ต่างก็ประหลาดใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ นี่เขากำลังมองอะไรอยู่?
สายตาของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง มันทั้งวุ่นวายและเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา แต่ก็มีความเกลียดชังอยู่ด้วย เขาเกลียดตัวเองที่มีความคิดละทิ้งคนรักและจากไป แต่เขาก็ปรารถนาถึงแสงในที่ห่างไกลนั่น ใช่... นั่นคือแสงสว่างที่สามารถช่วยเหลือเขาได้ มันคือแสงสว่างที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาในตอนนี้ เขาสามารถออกไปจากที่นี่ได้แล้ว เขาสามารถกลับไปยังบ้านที่สุขสบายของตัวเองได้แล้ว และในอนาคตก็ยังมีเส้นทางที่ยิ่งใหญ่และยาวไกลที่เขาเลือกเดิน แต่ศีลธรรมในใจของเขาบอกว่า เขาไม่สามารถจากไปแบบนี้ได้ เขายังมีเด็กสาวที่ชอบอยู่ที่นี่ และเด็กสาวคนนั้นก็บังเอิญชอบเขาเช่นกัน
ความดิ้นรนปรากฏขึ้นในั์ตาสีดำคู่นั้น เขาถอดแว่นตาออกและยกมือขึ้นกุมดวงตาทั้งสองพร้อมก้มหน้าลง ตอนที่คนภายนอกมองเข้ามาก็จะรู้สึกได้ว่าเขากำลังไร้หนทางและกำลังร้องไห้อย่างเงียบงัน
แต่ว่าเพียงหลี่ซิ่วมองดูเล็กน้อย เธอก็รู้แล้วว่า ‘ยุวปัญญาชน’ คนนี้ได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น ถือเป็การจบละครใบ้เื่นี้ลง
ในตอนสุดท้าย ภายในแววตาของเขาเผยประกายแสงของความยืนหยัด และมั่นคงออกมา แต่ดูเหมือนว่าใบหน้าของเขาจะยังแฝงความเลื่อนลอยและรู้สึกผิดเอาไว้
อ้อ... เขาเลือกที่จะละทิ้งอดีต เพื่อเดินเข้าไปสู่อนาคตที่สดใสแล้ว
ฉินซียืนขึ้นมา ก่อนจะโค้งตัวไปทางหลี่ซิ่ว “ผมแสดงจบแล้วครับ ขอบคุณครับ”
คนที่เข้ามามุงดูยังไม่ได้สติกลับมา ทุกคนต่างก็อ้าปากค้างอยู่แบบนั้น “...นี่จบแล้วเหรอ?”
เหล่านักศึกษาคณะการแสดงที่ยังไม่เคยออกไปจากวิทยาลัยต่างก็งงงันขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยได้ดูการแสดงแบบนี้บ่อยนัก และไม่เคยเห็นการออดิชั่นแบบนี้มาก่อนด้วย
“นายอยากแสดงบทบาทไหน?” หลี่ซิ่วสวมแว่นตากรอบสีดำ ทำให้ผู้คนมองสีหน้าของเธอไม่ชัด
ฉินซียืดตัวตรง ก่อนจะเผยยิ้มมั่นใจออกมา “ผมอยากแสดงบทโจวกู่ครับ”
“มาถึงก็จะแสดงตัวละครหลักของฉันเลยเหรอ” หลี่ซิ่วเผยรอยยิ้มคลุมเครือ เธอเอาบทออกมาจากด้านหน้าเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างๆ ้านั้นมีฉากที่เลือกเอาไว้อยู่ แต่คนส่วนมากต่างก็ถูกไล่ออกไปั้แ่ยังไม่ได้เห็นบทเล่มนี้เสียด้วยซ้ำ
“ผมคิดว่าผมสามารถแสดงบทบาทนี้ได้ดีครับ” ฉินซีไร้ซึ่งความเกรงกลัว
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกห้องเรียนต่างก็ประหลาดใจไปตามๆ กัน พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อละครเื่นี้มาก่อน และไม่เคยได้ยินด้วยว่าผู้กำกับที่จัดการออดิชั่นครั้งนี้ขึ้นเป็ใคร แต่ทำไมคนที่เคยแสดงละครดังมาก่อนอย่างฉินซี ถึงได้มาออดิชั่นบทนี้กัน?
บทบาทนี้ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ถ้าแบบนั้นนายลองแสดงฉากนี้ดูหน่อยสิ” หลี่ซิ่วส่งบทให้ฉินซี ฉินซีรับบทมา ก่อนจะโค้งตัวลง หลังจากนั้นก็ค่อยยืดตัวตรงอ่านบท ในตอนนั้นเอง ผู้คนที่อยู่ด้านนอกห้องเรียนยิ่งประหลาดใจ พวกเขาตั้งตารอคอยการออดิชั่นต่อไปมาก พวกเขาเพิ่งได้พบในตอนนั้นเองว่า ทักษะการแสดงของฉินซีไม่เลวเลยจริงๆ
หลังจากรับบทไปแล้ว ฉินซีก็ทำความเข้าใจอยู่สักพัก
ในตอนนั้นต้องยอมรับเลยว่า ยากมากทีเดียว มันคือตอนที่หลังจากลูกคนรวยถูกศาลตัดสินว่าไร้ความผิด และพ่อกับแม่ที่เลี้ยงดูเขามาโขกหัวตายหน้าศาล ผู้คนในหมู่บ้านของเขาถามว่า เขามีหัวใจหรือเปล่า มีศีลธรรมในการเป็คนอยู่บ้างไหม
ฉากนี้เป็ฉากสำคัญที่สุดในเื่ แต่หลี่ซิ่วกลับนำมันออกมาให้เขาลองแสดง
ฉินซีคิดไปคิดมาก่อนจะถอดแว่นตาออก ปล่อยแขนเสื้อลง และปลดกระดุมเสื้อลงมา 2 เม็ด ในตอนนั้นมันทำให้เกิดความเย้ายวนขึ้นมาทันที และเมื่อรวมกับแว่นตาที่ถูกถอดออกไปแล้ว ท่าทางทั่วทั้งตัวเขาก็ดูเฉียบคมขึ้น ฉินซีรู้จักการใช้รูปลักษณ์ของตัวเองเป็อย่างดี ผลก็ไม่ได้ต่างจากที่คาดไว้ ผู้คนทั้งในและนอกห้องเรียนต่างก็นิ่งไป พวกเขาไม่คาดคิดว่าคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงตัวเองั้แ่หัวจรดปลายเท้าราวกับเปลี่ยนไปเป็อีกคนได้ในเวลาสั้นๆ แบบนี้
ในแววตาของหลี่ซิ่วที่มองมาที่เขา ด้วยสายตาทอประกายความชื่นชม
“พร้อมแล้วหรือยัง?” หลี่ซิ่วถาม
ความจริงหลี่ซิ่วตั้งใจจะทดสอบเขาสักหน่อย แต่หลี่ซิ่วก็ไม่คิดว่านักแสดงหน้าใหม่คนไหนจะสามารถเล่นฉากนี้ออกมาได้ยอดเยี่ยม ดังนั้นความจริงเธอก็ตัดสินใจเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าฉินซีจะแสดงฉากนี้ออกมาเป็อย่างไร เธอก็มีผลลัพธ์ในใจอยู่แล้ว
“พร้อมแล้วครับ” ฉินซียิ้มออกมา หลังจากที่ลักษณะของเขาเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเขายิ้มออกมาแบบนี้ มันก็งดงามสะกดใจคนเป็อย่างมาก ทำเอาพวกคนที่อยู่ด้านนอกห้องเรียนประหลาดใจไปไม่น้อย หลายคนต่างคิดว่า มีคนหน้าโดดเด่นอย่างคนตรงหน้านี้จริงๆ หรือ?
“้าคนต่อบทด้วยไหม?” หลี่ซิ่วถาม
ฉินซียกมือชี้ไปทางสาวสวยข้างกายของเธอ “หากไม่เป็การรบกวน คุณหนูท่านนั้นช่วยมาต่อบทกับผมหน่อยนะครับ”
สาวสวยในชุดสีขาวตื่นใขึ้นมาเล็กน้อย “ฉันเหรอ... ฉันแสดงละครไม่เป็นะ...”
“ไม่เป็ไรครับ แค่อ่านบทก็พอ” ฉินซีส่งยิ้มให้เธอ ใบหน้าของสาวสวยกลายเป็แดงก่ำ แต่ก็ลุกขึ้นมาในที่สุด ในมือถือบทพร้อมกับพึมพำอ่านอยู่หลายรอบ ฉินซีวางบทลงอีกฝั่ง สาวสวยชุดขาวอดถามเขาไม่ได้ “นายไม่ดูบทเหรอ? จำบทได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฉินซีพยักหน้า “เริ่มเถอะครับ”
“อ้อ”
ฉินซีขยับเข้าไปด้านหน้าก้าวหนึ่งราวกับยืนอยู่หน้าประตูศาล ด้านในไร้แสง ด้านนอกเต็มไปด้วยแสงเปล่งประกาย แต่ครอบครัวของผู้ถูกกระทำกลับพากันกอดคอร้องไห้
ราวกับข้างกายมีคนพูดขึ้นกับเขา “ทนายโจว ครั้งนี้ต้องลำบากคุณแล้ว มีเวลาว่างเมื่อไร พวกเราไปทานอาหารด้วยกันนะครับ”
แต่ต่อจากนั้น ราวกับมีคนถลึงตาใส่เขาด้วยความเกลียดชัง สามีภรรยาคู่นั้นโขกหัวฆ่าตัวตายอยู่ที่เสาหินข้างศาลด้วยความเสียใจ เขาใจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“แกคือทนายเหรอ? แกคือทนายที่สู้คดีนี้ใช่ไหม? แก... แกยังเป็คนอยู่ไหม? บีบบังคับให้ทั้งครอบครัวตายตามกัน! ตอนกลางคืนไม่นอนฝันร้ายหรือยังไง?” คนที่เดินที่ลงจากเขา ไม่ได้รู้เื่วิชาการ พวกเขาจึงอาศัยฟ้า์ด่าทอออกมา
หลังจากนั้นก็ยังมีคำพูดหยาบคายอีก แต่สาวสวยในชุดขาวกลับไม่กล้าพูดออกมา
ฉินซีไม่ถือสาอะไร สายตาของเขาเริ่มกลายเป็ว่างเปล่า เขาหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ด่าเขา เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายแล้ว เขาก็รู้สึกคุ้นตาขึ้นมา
ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้าม ภายในชั่ววินาทีนั้นเขาก็นึกออกทันที
รถพยาบาลเข้ามาแล้ว ราวกับเพลงไว้อาลัยบรรเลงขึ้นข้างหู
…เขาทำอะไรลงไป?
เขาค่อยๆ ยกมือทั้งสองของตัวเองขึ้นมา ความหยาบกร้านจากการทำงานในสมัยก่อนบนสองมือได้หายไปแล้ว อีกทั้งสองมือนั้นยังขาวใสเนื่องจากการบำรุงเป็อย่างดี เขาใช้สองมือนี้ทำอะไรลงไป? เขารู้สึกว่าขาของเขาเริ่มหมดเรี่ยวแรง ไม่... แม้แต่ในสมองก็ยังมึนงงไปหมด เขาได้ยินเสียงจากโดยรอบไม่ชัดเจน แม้แต่คำด่าที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองเ่าั้ เขาก็ไม่ได้ยิน
อ้อ ที่แท้เขาใช้สองมือนี้ทำให้พ่อและแม่ของตัวเองตาย
เด็กสาวคนนั้นเป็ใคร?
เด็กสาวที่ถูกเขาบีบให้ตายคามือเป็ใครกัน?
เขาเริ่มเสียสติไป ร่างกายโงนเงนโซเซไปทั้งร่าง “เสียวหลี่...” เขาเรียกผู้ช่วยของตัวเอง
“เสียวหลี่ พวกเรา...” พวกเราจะไปไหน? ไปโรงพยาบาลเหรอ? เขาหลับตาลง ดวงตาของเขาแห้งผาก เพื่อเอาชนะคดีนี้ เขาจึงอดหลับอดนอนมาหลายวัน ั้แ่ออกมาจากศาล สติของเขาก็เกือบจะพังทลาย แต่มันก็ยังไม่พังทลายลงมา ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีสติดี และสามารถรับรู้ถึงความเ็ปที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในกระดูกได้อย่างชัดเจน
“ไปโรงพยาบาล” ในที่สุดเขาก็พูดออกมาจนได้
ชายวัยรุ่นที่มีลักษณะบริสุทธิ์ผ่องใส สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวราวกับคนในสังคมชั้นสูง จู่ๆ ก็ค้อมตัวลงในสภาพไม่สู้ดี
เมื่อถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออก ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าความจริงตัวเองเป็เพียงเด็กยากจนที่เดินทางออกจากป่าเขา ครั้งหนึ่งตอนที่เขาอยู่ในโรงเรียน เคยถูกผลักไสและเหยียดหยาม ตอนนั้นเขาขี้ขลาดและไม่มั่นใจในตัวเอง ภายในกระดูกดำยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขากังวลที่จะสูญเสีย กังวลว่าจะสูญเสียตำแหน่ง กังวลว่าจะสูญเสียเงินทอง... แต่ตอนนี้เขาได้สูญเสียไปแล้ว เขาสูญเสียพ่อและแม่ของตัวเองไป
โดยรอบไม่มีใครกล้าพูดอะไร พวกเขาต่างกลั้นหายใจไว้ พวกเขาไม่รู้ว่านี่เรียกว่าโศกเศร้าหรือเปล่า แต่พวกเขารู้สึกได้ว่า จิตใจของพวกเขาหนักอึ้งขึ้นมา แม้แต่การเปิดปากพูดก็ยังเป็เื่ยาก ราวกับมีก้อนหินกดทับอยู่ในหัวใจ ทรมานเหลือเกิน
“พอแล้ว” เป็น้ำเสียงของหลี่ซิ่วที่ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ
สาวสวยชุดขาวลืมไปแล้วว่าตัวเองยังต้องพูดบทต่อไป เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ซิ่ว ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำขึ้นมา เธอเก็บบทส่งคืนให้หลี่ซิ่ว
บรรยากาศที่หนักอึ้งถูกทำลายลง เหล่านักศึกษาที่นิ่งไปเพิ่งจะได้สติกลับมา สีหน้าของพวกเขาผ่อนคลายลงไม่น้อย ทุกคนต่างก็พากันถอนหายใจ ทั้งยังมีคนตบลงที่หน้าอกของตัวเอง “ไอ๊หยา พระเ้า ทำไมถึงแสดงได้กดดันขนาดนี้ ฉันยังรู้สึกว่าตัวเองเกือบจะอินไปกับเนื้อเื่แล้ว...”
“เขาสุดยอดมาก...”
“ใช่แล้ว เยี่ยมมาก บทบาทนี้ต้องเป็ของเขาแล้วล่ะ...”
ผ่านไปหลายนาที ฉินซีเพิ่งจะได้สติกลับมา เขากะพริบตา ก่อนจะขยับฝีเท้าเข้าไปช้าๆ และพยายามดึงตัวเองกลับมาจากความรู้สึกเมื่อสักครู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ซิ่ว แต่กลับพบกับสายตาสับสนของเธอ
“นาย... ยอดเยี่ยมมาก” หลี่ซิ่วพูดออกมาอย่างเชื่องช้า
“ขอบคุณครับ ถ้าแบบนั้นผมสามารถแสดงบทบาทนี้ได้ไหมครับ?” บนใบหน้าของฉินซีเผยรอยยิ้มน้อยๆ ออกมา
หลี่ซิ่วลังเลไปเล็กน้อย “ฉันกังวลว่า การแสดงของนายจะโดดเด่นเกินไป... จนกลบตัวละครตัวอื่นไปหมด” เดิมทีหลี่ซิ่วตั้งความหวังกับการเตรียมถ่ายทำเื่ต้นกล้าเอาไว้มาก แต่คิดไม่ถึงว่าความจริงจะมีคนสนใจเพียงไม่เท่าไร ดังนั้นการปรากฏตัวของฉินซีจึงทำให้หลี่ซิ่วใและดีใจไปด้วย แต่เธอก็กังวลใจว่า หากไม่สามารถหาตัวประกอบที่เข้ากันได้ ภาพยนตร์นี้ก็จะกลายเป็เสริมให้เขาเด่นเพียงคนเดียว
ถ้าเป็แบบนั้น ภาพยนตร์เื่นี้จะยังมีความหมายอะไร?
เธอไม่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อคนคนเดียว
ฉินซีแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา แต่ไม่นานเขาก็ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะกล่าวว่า “ผมเชื่อว่าผู้กำกับหลี่จะหาตัวประกอบที่ยอดเยี่ยมได้ครับ”
หลี่ซิ่วสบสายตากับเขา และเห็นความยืนหยัดในสายตาของฉินซี หัวใจของหลี่ซิ่วสั่นไหว จากนั้นก็ยืนหยัดขึ้นมาเช่นกัน ใช่ นี่คือความฝันของเธอ ทำไมเธอถึงไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปทำให้สำเร็จล่ะ? แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยมีคนเข้ามาออดิชั่นเท่าไร แต่เธอก็สามารถค่อยๆ ไล่เชิญไปทีละคนได้! ขอเพียงมีหนทาง มีเื่อะไรที่ทำไม่ได้บ้าง? เธอยังไม่ได้ลองเลย! ฉินซียอดเยี่ยมขนาดนี้ เธอไม่มีทางยอมปล่อยไปได้...
สีหน้าของหลี่ซิ่วผ่อนคลายลง เธอยื่นมือเข้ามาทางฉินซี “ยินดีต้อนรับเข้าสู่เื่ [ต้นกล้า]”
ฉินซีเองก็ยื่นมือออกไปจับกับเธอ “ขอบคุณครับ”
ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่งดงามราวกับแสงสว่าง
