ชายคนนั้นอำมหิตและเหี้ยมเกรียม แม้จะอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว ก็ยังตะเกียกตะกายด้วยหวังว่าจะเข้าไปคว้าหลิวอวิ๋นชูเอาไว้อีกครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็จับกริชในมือแน่น แล้วแทงไปที่ฝ่ามือของชายคนนั้นอย่างแรงจนปลายกริชทะลุไปอีกด้าน แต่เฟิ่งสือจิ่นควบคุมน้ำหนักมือได้อย่างยอดเยี่ยม กริชจึงไม่ได้สร้างาแแก่ท่อนขาขาวเนียนของหลิวอวิ๋นชูเลยแม้แต่น้อย เืสีแดงสดไหลทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง เืร้อนๆ ที่พรั่งพรูไม่หยุดทำให้ท่อนขาของหลิวอวิ๋นชูสั่นเทาขึ้นอย่างต่อเนื่อง...
เมื่อคนของทางการมาถึง เด็กหนุ่มที่หนีออกไปจากเรือ บ้างก็หายตัวไป บ้างก็ถูกคนงานจับกลับมาที่เรือเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ชายสามคนนั้นได้รับาเ็สาหัส พวกเขาออกจากห้องด้วยความโกรธเกรี้ยวอันมากล้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ทั้งสามให้ลูกน้องเข้ามาจัดการกับเฟิ่งสือจิ่นและหลิวอวิ๋นชูต่อ ปล่อยให้พวกเขาทรมานทั้งสองได้ตามใจ
คนมากมายเช่นนี้ เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูต้องเละแน่
ซูจื่อฉินสั่งให้ทหารควบคุมตัวทุกคนบนเรือเอาไว้ และออกตามหาเด็กหนุ่มที่หนีหายไปจนเจอ
ในห้องเต็มไปด้วยรอยเื ซูจื่อฉินเดินเข้ามาในห้อง พบว่าเฟิ่งสือจิ่นมีสภาพเสื้อผ้ายับเยิน เส้นผมรุงรังไปหมด แต่สภาพของนางก็ยังดีกว่าหลิวอวิ๋นชูหลายเท่า บัดนี้ หลิวอวิ๋นชูสวมชุดคลุมบางๆ แค่ชั้นเดียว กำลังอิงไหล่ของเฟิ่งสือจิ่นและร้องไห้จนร่างกายสั่นสะท้านไปหมด ทั้งสองซบกายเคียงกันอยู่แบบนั้น เฟิ่งสือจิ่นแตะหลังของหลิวอวิ๋นชูเบาๆ พลางพูดกระซิบด้วยเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังกล่อมเด็กน้อยคนหนึ่ง “ไม่เป็ไรแล้ว หยุดร้องเถอะ ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ปล่อยให้เ้าเป็อันตรายแน่”
คนของทางการมาได้ทันเวลาพอดี หากพวกเขามาช้าอีกนิดละก็ คิดไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ซูจื่อฉินเองก็รู้สึกโล่งอกไม่น้อย โชคยังดีที่เขามาทันเวลา ไม่เช่นนั้น หากท่านชายหลิวกับศิษย์เอกของท่านราชครูเป็อะไรไป เขาต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่ๆ
ทหารควบคุมตัวโรคจิตทั้งสามคนผ่านหน้าซูจื่อฉินไป ซูจื่อฉินปรายตามองทั้งสามพลางกล่าวด้วยเสียงเย็นสะท้าน “บังอาจนัก กล้าลงมือกับท่านชายหลิวเชียวหรือ เอาตัวออกไป รอฟังคำตัดสินโทษในภายหลัง!”
ทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหลิวอวิ๋นชูจะเป็ท่านชายจริงๆ พวกเขาคิดว่าหลิวอวิ๋นชูแค่โกหกเท่านั้น เพราะคืนงานประกวดบุปผาแท้ๆ คืนนั้น พวกเขาเจอกับหลิวอวิ๋นชูโดยบังเอิญ และหมายตาเขาั้แ่ครั้งแรกที่เห็น ไม่คิดเลยว่าอนาคตของตนจะจบสิ้นลงเพราะเื่นี้
ซูจื่อฉินก้าวเข้าไปในห้อง ไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งสือจิ่น “พวกเ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่?” เขามองแขนที่ถูกบิดจนผิดรูปของเฟิ่งสือจิ่น ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “เกรงว่ากระดูกแขนของเ้าจะหักเสียแล้ว ต้องรีบดึงกระดูกกลับเข้าที่โดยเร็ว หากไม่รังเกียจ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเถอะ”
พูดจบก็นั่งยองๆ ลงเบื้องหน้าเฟิ่งสือจิ่น ทว่าในตอนที่มือของเขากำลังจะแตะลงบนแขนของเฟิ่งสือจิ่น นางก็เตรียมจะโจมตีซูจื่อฉินโดยสัญชาตญาณทันที หลิวอวิ๋นชูรีบดึงแขนอีกข้างของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ ดวงตาเขาแดงก่ำคล้ายกำลังจะร้องไห้ “ไม่เป็ไร องค์ชายสองเป็คนดี อย่ากลัวไปเลย กัดฟันอดทนสักหน่อย เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” หลิวอวิ๋นชูรู้สึกสงสารเฟิ่งสือจิ่นจับใจ
ซูจื่อฉินดึงกระดูกแขนของเฟิ่งสือจิ่นกลับเข้าที่อย่างรวดเร็วและฉับไว ระหว่างนั้น เฟิ่งสือจิ่นมีท่าทีนิ่งสงบ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่านางไม่รู้สึกเ็ปแต่อย่างใด นั่นทำให้ซูจื่อฉินตกตะลึง ทว่าก็รู้สึกนับถือเฟิ่งสือจิ่นเป็อย่างมาก
ซูจื่อฉินบอก “ให้ข้าไปส่งพวกเ้าเถอะ วางใจได้ เื่ในคืนนี้ ข้าจะมอบความเป็ธรรมให้แก่พวกเ้าอย่างแน่นอน”
ทั้งสามลุกขึ้นยืน ในตอนที่เฟิ่งสือจิ่นเดินผ่านหน้าซูจื่อฉินไป จู่ๆ นางก็ชะงักฝีเท้าลงและพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “หวังว่าเ้าจะไม่มีส่วนร่วมในแผนการของซูเหลียนหรูนะ”
ซูจื่อฉินตอบ “เหลียนหรูเอาแต่ใจแถมยังวู่วาม ข้าเป็พี่รองของนางก็จริง แต่ข้าไม่มีทางทำเื่บ้าๆ ร่วมกับนางแน่ วางใจเถอะ ข้ายึดถือความถูกต้องอยู่แล้ว อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด เ้าไม่จำเป็ต้องระแวงข้าตลอดเวลาเช่นนี้ก็ได้”
เฟิ่งสือจิ่นคล้อยสายตาลงต่ำ ขนตายาวที่เรียงเป็แพไหวสั่นขึ้นเล็กน้อย เป็เหมือนขนนกที่ลูบผ่านหัวใจ และสร้างความหวั่นใจแก่ผู้มอง “เื่ในคืนนี้ หากมีโอกาส ข้าจะตอบแทนอย่างแน่นอน”
ซูจื่อฉินหัวเราะเบาๆ แล้วพูดให้นางวางใจ “ไม่ต้องหรอก เื่เล็กน้อยเท่านั้น อีกอย่าง นี่ก็เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งสือจิ่นจะจดจำบุญคุณของซูจื่อฉินเอาไว้อย่างขึ้นใจ ซูจื่อฉินเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าวันหนึ่ง การให้ความช่วยเหลือแก่เฟิ่งสือจิ่นในวันนี้จะช่วยชีวิตของเขาเอาไว้
โชคยังดีที่มีการแข่งเรือช่วยอำพราง เื่ที่ท่าเรือในวันนี้จึงจบลงได้อย่างเงียบสงบ ไม่กลายเป็ข่าวใหญ่โตอะไร เรือบรรทุกถูกยึด แรงงานทุกคนบนเรือถูกควบคุมตัวโดยคนของทางการ เพื่อรอการตัดสินโทษในภายหลัง
เสื้อผ้าของหลิวอวิ๋นชูถูกฉีกจนขาดวิ่น จึงยืมเสื้อผ้าของคนจากทางการมาสวมเอาไว้แทน เมื่อออกจากเรือบรรทุก หลิวอวิ๋นชูก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา เขากับเฟิ่งสือจิ่นขึ้นไปบนเรือสำราญลำที่ลักพาตัวหลิวอวิ๋นชูมาที่นี่ แล้วเคลื่อนเรือทวนน้ำกลับไป การแข่งเรือจบลงแล้ว บนแม่น้ำเหลือเรือสำราญอยู่เพียงไม่กี่ลำเท่านั้น แถมเรือส่วนมากก็เตรียมจะกลับกันแล้วด้วย
หลิวอวิ๋นชูนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือ โดยมีเสียงของระลอกคลื่นที่เกิดจากการพายเรือดังขึ้นข้างหู เขาทอดมองไปรอบด้าน ถนนริมแม่น้ำยังคงครึกครื้นงดงาม สถานเริงรมย์ยังคงเรียงรายละลานตาไม่เปลี่ยน ลมราตรีที่พัดเข้ามาทำให้หลิวอวิ๋นชูรู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อย เขากระชับเสื้อผ้าบนร่างกายแล้วหันไปมองเฟิ่งสือจิ่น
ภาพที่เขาเห็นเป็โครงร่างด้านข้างของเฟิ่งสือจิ่นซึ่งกำลังพายเรืออย่างขะมักเขม้น ใบหน้าของนางนิ่งเรียบ ไร้ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
สำหรับหลิวอวิ๋นชูแล้ว ไม่ว่าจะเป็เวลาใด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอเพียงได้เห็นหน้านาง เขาก็มักจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเสมอ เสื้อผ้าที่เฟิ่งสือจิ่นสวมอยู่บางกว่าเสื้อผ้าของเขาเสียอีก จำได้ว่าตอนที่เข้ามาช่วยเขา เสื้อผ้าบนร่างของนางเปียกโชกไปหมด แต่ดูเหมือนตอนนี้ตัวนางเกือบจะแห้งแล้ว ลมราตรีพัดมา แม้แต่หลิวอวิ๋นชูที่เป็ผู้ชายยังหนาวจนอดตัวสั่นไม่ได้เลย เขาคิดว่า ต่อให้เฟิ่งสือจิ่นจะเป็ผู้หญิงที่เข้มแข็งแค่ไหน ในยามนี้ นางก็คงรู้สึกหนาวไม่ต่างไปจากเขา
คิดได้ดังนั้นหลิวอวิ๋นชูก็ถอดชุดคลุมชั้นนอกของตนออก เขาขยับเข้ามาใกล้เฟิ่งสือจิ่น แล้วคลุมชุดคลุมลงบนร่างของนางแทน
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย นางหันกลับไปมองเขา “เ้าทึ่ม หากหนาวก็ไม่ต้องถอดหรอก ข้าไม่เป็ไร”
หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าเป็ผู้ชาย ควรจะดูแลผู้หญิงอยู่แล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะออกมาเบาๆ โดยไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป ในสายตาของหลิวอวิ๋นชู รอยยิ้มของนางในยามนี้งดงามมากจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดูระคายตาและทำให้เขารู้สึกปวดใจมากเช่นกัน
สักพักหลิวอวิ๋นชูก็พูดขึ้น “สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีแต่เื่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ เฟิ่งสือจิ่น เ้าจะมองว่าข้าไร้ประโยชน์หรือไม่?”
“ไม่หรอก” เฟิ่งสือจิ่นพูดแกมหยอกล้อ “ความจริงแล้ว เ้ามีประโยชน์กว่าคนส่วนมากเยอะเลย แต่แน่นอนว่าเ้าเทียบข้าไม่ติดอยู่แล้ว”
เพราะแท้จริงแล้ว ท่านชายที่เอาแต่ใจตัวเองตรงหน้านี้ เป็ผู้ที่มีจิตใจงดงามเหลือเกิน... เฟิ่งสือจิ่นคิด
“การแข่งเรือจบลงแล้วหรือ?” หลิวอวิ๋นชูไม่คิดจะถกเถียงกับเฟิ่งสือจิ่นในเื่นี้ เพราะเขารู้สึกว่า ต่อให้ตนจะด้อยกว่าเฟิ่งสือจิ่นก็ไม่เป็ไร แค่ได้เป็อันดับสองรองจากเฟิ่งสือจิ่นก็ดีมากแล้ว
“ก็จบแล้วน่ะสิ”
“เรือลำไหนชนะหรือ?”
“ใครจะไปรู้” เฟิ่งสือจิ่นบอก “ข้าก็ไม่ได้ดูเหมือนกันนี่”
ไม่รู้ว่านานเท่าใด ในที่สุดเรือสำราญก็เคลื่อนมาเทียบชายฝั่ง เฟิ่งสือจิ่นะโขึ้นไปผูกเรือบนฝั่ง เมื่อทำเสร็จจึงดึงมือของหลิวอวิ๋นชูขึ้นมาจากเรือ
คนทั้งสองเดินอยู่บนถนนที่ค่อยๆ เงียบเหงาลงเรื่อยๆ เฟิ่งสือจิ่นเห็นหลิวอวิ๋นชูมีท่าทีเศร้าซึมมาตลอดทาง ระหว่างเดินสวนกับชายชราที่ขายผลไม้ชุบ เมื่อเห็นว่าผลไม้ชุบของเขาเหลือแค่ไม้เดียว คล้ายกับว่า หากไม่ขายผลไม้ชุบให้หมดเขาก็จะไม่ยอมกลับไปเช่นนั้น เฟิ่งสือจิ่นจึงเดินเข้าไปหาชายชรา ขณะที่อีกฝ่ายก็มองมาที่นางด้วยดวงตาฝ้าฟาง “แม่นาง ซื้อผลไม้ชุบหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นควานหาเศษเงิน และซื้อผลไม้ชุบไม้สุดท้ายจากชายชรา
